เดือน: เมษายน 2020

Denny เมษายน 30, 2020

สมุน ไพรโกฐน้ำเต้า ใช้เป็นยาบำรุงธาตุให้เป็นปกติ ช่วยแก้ธาตุพิการ และคายพิษในธาตุ

สมุน ไพรโกฐน้ำเต้า

ลักษณะของโกฐน้ำเต้า
เป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบยุโรป ในประเทศอินเดีย จีน ทิเบต รัสเซีย โดยจัดเป็นพรรณไม้พุ่มที่มี ต้นแตกกิ่งก้านสาขามากและมีใบเป็นพุ่ม เปลือกลำต้นเป็นสีเขียวเรียบมัน มีลายเล็กน้อยและไม่มีขนปกคลุม มีเหง้าอยู่ใต้ดินขนาดป้อมและใหญ่ เนื้อนิ่ม ลำต้นใต้ดินมีลักษณะเป็นโพรงกลวงและมียางสีเหลือง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกลำต้น และวิธีการเพาะเมล็ด โกฐน้ำเต้านิยมปลูกกันมากในประเทศจีน เพราะลักษณะอากาศ และดินเหมาะสมกับพืชชนิดนี้ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกลำต้น และวิธีการเพาะเมล็ด การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวราก และเหง้าปลายฤดูใบไม้ร่วงเมื่อลำต้น และใบเหี่ยวหรือเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลิถัดไปก่อนแตกหน่อ แยกรากฝอยและเปลือกนอกทิ้ง นำสมุนไพรมาหั่นเป็นแว่นหรือเป็นท่อน ๆ ตากแดดให้แห้ง เก็บรักษาไว้ในสถานที่มีอากาศเย็นและแห้ง มีการระบายอากาศดี

ประโยชน์และสรรพคุณโกฐน้ำเต้า
บำรุง ปอด หัวใจ
ช่วยห้ามเลือด
ช่วยระบายความร้อน
แก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย
บำรุงธาตุ แก้ท้องเสีย
ขับลมในลำไส้
ขับปัสสาวะและอุจจาระให้เดินสะดวก
แก้เจ็บตา
แก้ริดสีดวงทวาร
มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
ลดความดันโลหิต
ต้านเชื้อรา
ต้านการชัก
ต้านพิษต่อตับและไต
ต้านไวรัส
มีฤทธิ์ระบาย ขับของเสียตกค้างภายในกระเพาะอาหารและลำไส้
มีฤทธิ์ระบายความร้อน ขับสารพิษในร่างกาย
ขับพิษร้อน ขับพิษ
แก้อาการอาเจียนเป็นเลือด เลือดกำเดา ตาแดง คอบวม เหงือกบวม
ใช้แก้สตรีประจำเดือนไม่มาเนื่องจากมีเลือดคั่ง
แก้ฟกช้ำ ช้ำใน เลือดคั่ง ปวด บวม…

Read More
Denny เมษายน 28, 2020

สรรพคุณ โกงกางใบใหญ่ เปลือกต้นนำมาตำใช้เป็นยาพอกช่วยห้ามเลือดได้ดีและช่วยสมานแผล

สรรพคุณ โกงกางใบใหญ่

ลักษณะของโกงกางใบใหญ่
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นมีลักษณะเปลาตรง ด้านรับแสงจะมีกิ่งก้านมาก เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลเทา เปลือกต้นค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นร่องตื้น ๆ ไม่ได้เป็นเพียงต้นไม้ในเขตป่าชายเลน ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนแผงกั้นป้องกันการกัดเซาะของน้ำเท่านั้น และมันก็ไม่ได้เป็นเพียงต้นไม้ที่นำมาทำฟืนได้มีประสิทธิภาพเท่านั้น เพราะคุณค่า ความสามารถ และประโยชน์ของมัน ทำให้มันน่าสนใจในแง่ความคิดและการออกแบบโดยธรรมชาติที่ทำให้มันวิวัฒนาการมาเป็นต้นโกงกางในปัจจุบันได้ เนื่องจากพื้นดินที่มันขึ้นอยู่ แทบเรียกไม่ได้ว่าเป็นพื้นดิน เพราะมันเป็นโคลนเลนซึ่งมีการอุ้มน้ำอยู่มาก ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้ฝักโดยตรง โดยใช้ฝักแก่ที่ยังสมบูรณ์ ไม่มีโรคและแมลงเข้ามาทำลาย หรือจะเก็บฝักที่ร่วงหล่นลงน้ำก็ได้ เพราะถ้าฝักแก่สมบูรณ์จะลอยน้ำได้ เมื่อได้ฝักมาแล้วก็ให้นำมาปลูกในทันที เพราะถ้าเก็บไว้นานเท่าไหร่ความสามารถในการงอกก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ ใบยังหนาเพื่อทำให้สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้มากขึ้น และด้วยความสำคัญและความสามารถของใบนี้เอง ทำให้มันเป็นทรัพยากรของต้นที่สำคัญ และต้นโกงกางทุกต้นต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการรักษาทุก ๆ ใบเอาไว้ให้ได้นานที่สุด

สรรพคุณของโกงกาง
ช่วยแก้อาการคลื่นเหียนอาเจียน ช่วยแก้อาเจียนเป็นเลือด (ใช้เปลือกต้นต้มกับน้ำดื่ม)
ใช้เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ท้องร่วง หรือจะใช้น้ำจากเปลือกต้นนำมากินเป็นยาแก้ท้องร่วงได้เช่นกัน (เปลือกต้น)
ช่วยแก้บิด บิดเรื้อรัง ด้วยการใช้เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือจะใช้น้ำจากเปลือกต้นนำมากินก็ได้เช่นกัน (เปลือกต้น)
เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาสมาน (เปลือกต้น)
เปลือกต้นนำมาตำใช้เป็นยาพอกช่วยห้ามเลือดได้ดีและช่วยสมานแผล หรือจะใช้ใบอ่อนเคี้ยวหรือตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกบาดแผลสดและห้ามเลือดก็ได้เช่นกัน (ใบ, เปลือก) บ้างก็ว่าน้ำจากเปลือกต้นก็ใช้ชะล้างแผลและห้ามเลือดได้เช่นกัน (น้ำจากเปลือกต้น)
เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำใช้ชะล้างรักษาบาดแผลเรื้อรัง หรือจะใช้น้ำจากเปลือกต้นก็ได้ (เปลือกต้น, น้ำจากเปลือกต้น)

ประโยชน์ต้นโกงกาง
ไม้โกงกางมีลักษณะเปลาตรง เป็นไม้ที่มีคุณสมบัติแข็งแรง เหนียว ทนทาน จึงเหมาะสำหรับการนำมาแปรรูปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ใช้ในงานก่อสร้าง เช่น ทำกลอนหลังคาจาก รอด ตง อกไก่ของบ้าน หรือใช้ทำไม้เสาเข็ม ไม้ค้ำยันต่าง ๆ ทำเสาและหลักในที่มีน้ำทะเลขึ้นถึง ทำเยื่อกระดาษ
ประโยชน์ไม้โกงกางที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการนำมาใช้ทำเป็นฟืนและถ่านเกรดคุณภาพดี ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมมาก เนื่องจากเป็นไม้ที่ให้ความร้อนสูงและนาน (ให้ค่าความร้อนประมาณ 6,600-7,200 แคลอรี) อีกทั้งยังมีขี้เถ้าน้อยและไม่เกิดสะเก็ดไฟเมื่อนำมาใช้งานอีกด้วย
เปลือกของต้นโกงกางมีสารแทนนินและฟีนอลจากธรรมชาติสูงมาก อีกทั้งยังมีราคาถูกที่สุด ซึ่งสารดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ทำยา ทำหมึก ทำสี ใช้ในการฟอกหนัง ใช้ทำกาวสำหรับติดไม้ เป็นต้น[1]
เปลือกมีน้ำฝาดประเภท Catechol ให้สีน้ำตาลที่สามารถนำมาย้อมสีผ้าได้ เช่น ใช้ย้อมผ้า แห อวน หนัง ฯลฯ
ป่าโกงกางมีความสำคัญอย่างมากสำหรับสัตว์ทะเลต่าง ๆ เนื่องจากเป็นที่วางไข่และฟักตัวอ่อน และเป็นแหล่งที่มีสภาพสมดุลทางธรรมชาติสูงมาก
ป่าไม้โกงกางสามารถช่วยป้องกันรักษาชายฝั่งทะเลจากการกัดเซาะของกระแสน้ำได้ และยังใช้เป็นแนวกำบังคลื่นลมที่เคลื่อนเข้ามาปะทะชายฝั่งได้เป็นอย่างดี…

Read More
Denny เมษายน 27, 2020

สมุนไพรพื้นบ้าน เกล็ดปลาช่อน  ตำรายาพื้นบ้านอีสานจะใช้รากเกล็ดปลาช่อน นำมาต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคตับพิการ

สมุนไพรพื้นบ้าน เกล็ดปลาช่อน

มุนไพรเกล็ดปลาช่อน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เกล็ดลิ่นใหญ่ (นครราชสีมา), ลูกหนีบต้น (ปราจีนบุรี), หางลิ่น (สุราษฎร์ธานี), หญ้าเกล็ดลิ่น (ภาคเหนือ, ภาคใต้), เกล็ดลิ่นใหญ่ ลิ่นต้น หญ้าสองปล้อง (ภาคกลาง), กาสามปีกเล็ก, เกล็ดลิ้น เป็นต้น

ลักษณะของเกล็ดปลาช่อน
ต้นเกล็ดปลาช่อน จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก มีอายุหลายปี ลำต้นมีขนาด กิ่งก้านแตกแขนงตั้งแต่โคนต้น ปลายกิ่งโค้งลง กิ่งและก้านใบมีขนนุ่มสีเทาถึงสีน้ำตาลอ่อนขึ้นหนาแน่น ส่วนเปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลค่อนข้างเรียบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีเขตการกระจายพันธุ์ในกัมพูชา เวียดนาม ลาว ออสเตรเลีย และพบในทุกภาคของประเทศไทย โดยพบขึ้นทั่วไปในทำเลเลี้ยงสัตว์สาธารณะ ตามพื้นที่ป่า ตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าผลัดใบ ป่าสน ป่าไผ่ ชายป่าดิบ ที่ความสูงตั้งแต่ใกล้

ใบเกล็ดปลาช่อน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก รูปฝ่ามือ ออกเรียงสลับ มีใบย่อย 3 ใบ ใบย่อยตรงกลางจะมีขนาดใหญ่กว่าใบย่อยด้านข้าง มีลักษณะเป็นรูปรี รูปไข่ หรือรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบแหลม มน หรือกลม ส่วนขอบใบเรียบ บางครั้งเป็นคลื่น และ แผ่นใบบางคล้ายกระดาษถึงหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบด้านบนมีขนสั้นนุ่มขึ้นบาง ๆ เมื่อแก่จะเกลี้ยง ส่วนด้านล่างมีขนสั้นนุ่มขึ้นหนาแน่น (หลังใบหยักเป็นลอนตามเส้นใบแบบขนาน ส่วนท้องใบก็เป็นลอนด้วยเช่นกัน) ใบย่อยด้านข้าง 2 ใบนั้นมีลักษณะรูปร่างคล้ายใบย่อยตรงกลาง แต่จะมีขนาดเล็กกว่า โคนใบเบี้ยว มีหูใบเป็นรูปสามเหลี่ยมแคบ มีขน หูใบย่อยเป็นขนแข็ง

ดอกเกล็ดปลาช่อน ออกดอกเป็นช่อกระจุกประมาณ 3-5 ดอก เรียงอยู่บนแกนช่อดอก แบบช่อกระจะจะค่อนข้างยาว โดยจะออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกแต่ละกระจุกจะมีใบประดับคล้ายใบประกบหุ้มไว้ 2 ใบ ใบประดับจะมีลักษณะคล้ายเกล็ดปลา เป็นรูปเกือบกลม ปลายแหลมหรือเว้าตื้น มีขนทั้งสองด้าน และมีใบประดับอีกหนึ่งใบอยู่ปลายสุด มีขน ใบประดับหุ้มดอกและติดอยู่จนติดผล โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอด ส่วนปลายแยกออกเป็นแฉก 4 แฉก แฉกบนและแฉกข้างมีลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายแหลม ส่วนแฉกล่างจะมีลักษณะเป็นรูปไข่เช่นกัน แต่จะแคบและยาวกว่าแฉกอื่น ๆ กลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบดอกเป็นสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน มีลักษณะเป็นรูปดอกถั่ว กลีบกลางจะเป็นรูปไข่กลับ ปลายกลม มีก้านกลีบสั้น ๆ กลีบด้านข้างจะเป็นรูปรีแคบ ปลายมน โคนมีติ่ง ส่วนกลีบคู่ล่างจะยาวเท่ากับกลีบคู่ข้าง แต่จะกว้างกว่า รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ มี 1 ช่อง มีออวุล 2-4 เม็ด ก้านเกสรเพศเมียโค้ง ที่โคนมีขน

ผลเกล็ดปลาช่อน ผลมีลักษณะเป็นฝักแบน ฝักมีลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ผิวฝักมีขน มีลวดลายแบบร่างแหชัดเจน ส่วนเมล็ดเป็นรูปรี ออกดอกและเป็นผลในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม

สรรพคุณของเกล็ดปลาช่อน
เปลือกต้นใช้ต้มน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคตา (เปลือกต้น)
รากมีรสจืดเฝื่อน ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาอาการผู้ป่วยทางจิต อาการเพ้อ กล้ามเนื้อสั่นกระตุก อาการชักในเด็กทารก แก้ปวดฟัน เลือดจับตัวเป็นลิ่ม (ราก)
ใบมีรสจืด ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ แก้ปัสสาวะพิการ แก้ไข้จับสั่น (ใบ)
ดอกใช้เป็นยาแก้อาเจียน (ดอก)
เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ท้องร่วง (เปลือกต้น)
รากใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ปวดท้อง (ราก)
เปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการตกเลือด แต่ถ้าใช้ในปริมาณมากจะเป็นพิษ (เปลือกต้น)
ตำรายาพื้นบ้านอีสานจะใช้รากเกล็ดปลาช่อน นำมาต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคตับพิการ บรรเทาอาการตับทำงานผิดปกติ ส่วนตำรายาไทยจะใช้ทั้งต้นปรุงเป็นยาแก้ตับพิการ (ราก, ทั้งต้น)
ทั้งต้นใช้ปรุงเป็นยาแก้พยาธิใบไม้ในตับ (ทั้งต้น)
ใบใช้เป็นยารักษาแผลพุพอง (ใบ)
รากหรือเปลือกรากใช้ตำพอกแก้ปวด แก้เคล็ดบวม (ราก, เปลือกราก)
รากใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ปวดเส้น ปวดข้อ ปวดหลัง (ราก)
รากใช้ผสมกับรากกาสามปีกใหญ่, รากดูกอึ่ง, รากโมกมัน และรากหางหมาจอก ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้คุณไสย (มีอาการผอมแห้ง ใจสั่น บางเวลาเพ้อคลั่งและร้องไห้)

ประโยชน์ของเกล็ดปลาช่อน
ต้นเกล็ดปลาช่อน จัดเป็นต้นไม้มงคล จะใช้เมื่อเอาข้าวขึ้นยุ้งฉาง
ในทางอาหารจะใช้ยอดเกล็ดปลาช่อนนำมากินสด ๆ เป็นผักจิ้ม มีรสฝาดมันและขมเล็กน้อย
ใช้เป็นแหล่งอาหารสัตว์ตามธรรมชาติของโค กระบือ สำหรับแทะเล็ม ส่วนที่กินได้ (ใบรวมก้านใบย่อย) จะมีโปรตีน 16.7%, เยื่อใยส่วน ADF 34.47%, NDF 41.94%, แคลเซียม 0.84%, ฟอสฟอรัส 0.24%, โพแทสเซียม 1.52%, แทนนิน 3.74%…

Read More
Denny เมษายน 26, 2020

สมุนไพรพื้นบ้าน กุ่มบก เป็นไม้เนื้ออ่อนโตเร็ว มีทรงพุ่มสวยงาม

สมุนไพรพื้นบ้าน กุ่มบก 

สมุนไพรกุ่มบก มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กุ่ม, ผักกุ่ม, กะงัน ก่าม ผักก่าม สะเบาถะงัน (ภาคอีสาน), เดิมถะงัน ทะงัน (เขมร) เป็นต้น

ลักษณะของกุ่มบก
ต้นกุ่ม หรือ ต้นกุ่มบก กุ่มบกที่มีถิ่นสฐานต้นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตามเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นมีสีเทาหรือสีน้ำตาลอมเทา  ใบกุ่มบก มีใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อยอยู่ 3 ใบ ก้านใบประกอบ ส่วนใบย่อยมีลักษณะเป็นรูปไข่หรือรูปรี ปลายเรียวแหลมหรือแหลม ส่วนโคนใบแหลมหรือสอบแคบ ดอกกุ่มบก ช่อดอกเป็นแบบช่อกระจะ ออกบริเวณตามง่ามใบใกล้กับปลายยอด ก้านดอกมีความยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยงรูปรี เมื่อแห้งมักเป็นสีส้ม กลีบดอกมีสีขาวอมเขียวแล้วจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีชมพูอ่อน ที่โคนกลีบดอกเป็นเส้นคล้ายก้าน มีเกสรตัวผู้สีม่วงอยู่ประมาณ 15-22 อัน ส่วนก้านชูอับเรณู ส่วนรังไข่มีลักษณะค่อนข้างกลมหรือรี มี 1 ช่อง ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ และจะออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกรกฎาคม ผลกุ่มบก ผลมีลักษณะกลมหรือเป็นรูปไข่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง เปลือกมีจุดแต้มสีน้ำตาลอมแดง ผิวนอกแข็งและสาก เมื่อผลแก่เปลือกจะเรียบและมีสีน้ำตาล

สมุนไพรกุ่มบก โดยทั่วไปแล้วคนไทยสมัยก่อนมักปลูกต้นกุ่มไว้เป็นอาหารและเป็นยาสมุนไพรรักษาโรค โดยส่วนที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพรได้แก่ ผล, ใบ, ดอก, เปลือกต้น, กระพี้, แก่น, ราก และเปลือกราก จัดเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง เพราะมีความเชื่อว่าการปลูกต้นกุ่มเป็นไม้ประจำบ้านจะช่วยทำให้ครอบครัวมีฐานะมั่นคง เป็นกลุ่มเป็นก้อน

สรรพคุณของกุ่มบก
รากนำมาแช่น้ำ ใช้ทำเป็นยาช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (ราก)
รากกุ่มบกช่วยแก้มานกษัยอันเกิดแต่กองลม (ราก)
เปลือกต้นมีรสร้อน ช่วยคุมธาตุในร่างกาย (เปลือกต้น)
ช่วยบำรุงธาตุไฟในร่างกาย (เปลือกต้น)
เปลือกต้นใช้เป็นยาระงับประสาทและยาบำรุง (เปลือกต้น)
ใบต้มน้ำดื่ม ช่วยบำรุงหัวใจ (ใบ, เปลือกต้น)
ช่วยบำรุงเลือดในร่างกาย (แก่น)
ดอกและยอดอ่อนนำมาดอง ใช้รับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ดอก, ใบ, เปลือกต้น)
ช่วยแก้ไข้ตัวร้อน (ใบ, ดอก, เปลือกต้น)
ใบกุ่มบกช่วยขับเหงื่อ (ใบ)
ใบกุ่มบกใช้แช่หรือดองกับน้ำกินช่วยแก้ลม (ใบ)
กระพี้ช่วยทำให้ขี้แห้งออกมา (กระพี้)
ช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน (เปลือกต้น)
ช่วยแก้อาการสะอึก (เปลือกต้น)
ดอกช่วยแก้อาการเจ็บคอ (ดอก)
ช่วยขับลมในลำไส้ (ใบ,เปลือกต้น)
ผลกุ่มใช้เป็นยาแก้อาการท้องผูกได้ (ผล)**
กระตุ้นลำไส้ให้ช่วยในการย่อยอาหาร (เปลือกต้น)
ใช้เป็นยาระบาย (เปลือกต้น)**
เปลือกกุ่มบกช่วยแก้อาการปวดท้อง อาการปวดมวนท้อง แก้ลงท้อง (เปลือกต้น)
ช่วยขับพยาธิ ฆ่าแม่พยาธิ เช่น พวกตะมอย (ใบ)
แก่นช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร (แก่น)
ช่วยในการขับปัสสาวะ รักษาโรคนิ่ว (เปลือกต้น)**
ช่วยแก้โรคนิ่ว ขับนิ่ว (เปลือกต้น, แก่น)
ช่วยขับน้ำดี (เปลือกต้น)
ช่วยขับน้ำเหลือง (เปลือกต้น)**
แก่นช่วยแก้ริดสีดวงทวารผอมเหลือง (แก่น)
ช่วยแก้อาการบวม (เปลือกต้น)
เปลือกใช้เป็นยาทาภายนอก ช่วยแก้โรคผิวหนัง (เปลือกต้น, ใบ)
ใบนำมาตำใช้ทาแก้กลากเกลื้อน (ใบ)
รากนำมาใช้ขับหนองได้ (ราก)
ใบและเปลือกรากสามารถนำมาใช้ทาถูนวดเพื่อให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นมาก ๆ ได้ (ใบ, เปลือกราก)
เปลือกต้นนำมาใช้ในขณะที่ถูกงูกัด สามารถช่วยลดพิษของงูได้ (เปลือกต้น)**
ใช้นำไปลนไฟให้ร้อน เอามาใช้ปิดหู จะช่วยบรรเทาอาการปวด อาการปวดศีรษะ และโรคบิดได้ (ใบ)

ประโยชน์ของกุ่มบก
ต้นกุ่มเป็นไม้เนื้ออ่อนโตเร็ว มีทรงพุ่มสวยงาม ใบและดอกมีความงดงามพอที่จะใช้ปลูกเป็นประดับได้ ในตำราการปลูกต้นไม้ของชาวไทยถือว่าต้นกุ่มเป็นไม้มงคล สามารถปลูกเพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับผู้อยู่อาศัยในบ้านเรือนได้ โดยจะนิยมปลูกไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของตัวบ้าน…

Read More
Denny เมษายน 25, 2020

สมุนไพรพื้นบ้าน ก้ามปูหลุด ลำต้นใช้เป็นยารักษาแผลไฟไหม้ ให้ใช้ทั้งต้นสดนำมาล้างให้สะอาดตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าขาวเพียงเล็กน้อย

สมุนไพรพื้นบ้าน ก้ามปูหลุด

ต้นก้ามปูหลุด หรือ ต้นปีกแมลงสาบ จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก แตกแขนงมาก ลำต้นทอดเลื้อยคลุมดินและชูยอดขึ้นสูงประมาณ 10-30 เซนติเมตร ลักษณะอวบเป็นสีเขียวหรือเขียวประม่วงจนถึงม่วงลายเขียว มีข้อและปล้องชัด

พื้นเมืองของประเทศเม็กซิโก ในปัจจุบันแพร่กระจายพันธุ์ปลูกไปทั่ว รวมทั้งประเทศไทยด้วย ใบก้ามปูหลุด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลมเรียว โคนใบมนเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร หลังใบเป็นสีเขียวอ่อนสลับสีเทาควันบุหรี่ลายทาง ส่วนท้องใบเป็นสีม่วงอมแดง ไม่มีก้านใบ ที่กาบใบมีลายเส้นสีม่วงเป็นแนวตามความยาวและมีขนขึ้นเล็กน้อย  โดยจะออกเป็นกระจุกที่ปลายยอด มีใบประดับใหญ่ 2 ใบ ซึ่งจะมีขนาดไม่เท่ากันประกบหุ้มช่อดอกอ่อนเอาไว้  ดอกมีสีขาวอมชมพูเล็กน้อย กลีบรองดอกเป็นสีขาว บาง โคนเชื่อมติดกันเป็นท่อ กลีบด้านบนเป็นสีม่วง ด้านล่างเป็นสีขาว กลางดอกมีเกสรเพศผู้ 6 อัน ก้านชูอับเรณูเป็นสีขาว มีขนยาวสีม่วง อับเรณูสีนวล รังไข่เล็ก ส่วนก้านเกสรเพศเมียเรียว ดอกจะทยอยบานโผล่เหนือใบประดับ เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ก้านดอกสั้นมาก

สรรพคุณของก้ามปูหลุด
ทั้งต้นมีรสขมหวานเล็กน้อย เป็นยาเย็น มีพิษเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อปอดและลำไส้ ใช้เป็นยาทำให้เลือดเย็น ช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ (ทั้งต้น)
ช่วยแก้อาการไอเป็นเลือด ตำรับยาแก้ไอเป็นเลือดจะใช้ต้นสด 50-100 กรัม นำมาต้มกับปอดหมู รับประทานวันละ 2 ครั้ง (ทั้งต้น) ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า ให้ใช้ต้นสด 60-90 กรัม นำมาต้มกับปอดหมูหนัก 120 กรัม โดยผสมน้ำต้มให้เหลือ 1 ชาม ใช้ดื่มหลังอาหารวันละ 2 ครั้ง (ต้นสด)
ต้นใช้เป็นยาแก้เจ็บคอ คอบวม คออักเสบ (ทั้งต้น)
ลำต้นและใบใช้ต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้กระหายน้ำ (ลำต้นและใบ)
ใช้เป็นยาแก้บิด แก้บิดเรื้อรัง อันเนื่องมาจากการติดเชื้อ ตำรับยาแก้บิดจะใช้ต้นสด 50-100 กรัม นำมาต้มกับน้ำข้าว ใช้รับประทานวันละ 3 ครั้ง (ทั้งต้น) ส่วนตำรับยาแก้บิดเรื้อรังจะใช้กาบหุ้มดอกสดหนัก 150 กรัม และข้าวสารคั่วจนเกรียม (เริ่มไหม้) 30 กรัม นำมาต้มกับน้ำ ใช้แบ่งดื่มเป็น 3 ครั้ง (กาบหุ้มดอกสด)
ใช้เป็นยาขับฝีในท้อง (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ รักษานิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ ตำรับยาแก้นิ่วหรือทางเดินปัสสาวะอักเสบ จะใช้ต้นสด 50-100 กรัม นำมาต้มกับน้ำ 3 ถ้วย จนเหลือ 1 ถ้วย ใช้รับประทานวันละ 2 ครั้ง (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาแก้ตกขาวของสตรี (ทั้งต้น) ตำรับยาแก้สตรีตกขาวมาก จะใช้ต้นสดประมาณ 60-120 กรัม, น้ำตาลกรวด 30 กรัม, และต่าฉ่าย (Mytilum crassitesta Lischke) อีก 30 กรัม นำมาผสมน้ำต้มให้เหลือครึ่งชาม ใช้ดื่มหลังอาหารวันละ 2 ครั้ง (ต้นสด)
ตำรับยาแก้โรคหนองใน จะใช้ต้นสดประมาณ 60-120 กรัม นำมาใส่น้ำแล้วต้มให้เหลือ 1 ถ้วย ใช้ดื่มหลังอาหารวันละ 2 ครั้ง (ต้นสด)
ใช้เป็นยาแก้ไตอักเสบ บวมน้ำ (ทั้งต้น)
ใบใช้ต้มกินน้ำเป็นยาช่วยลดอาการบวม (ใบ)
ลำต้นใช้เป็นยารักษาแผลไฟไหม้ ให้ใช้ทั้งต้นสดนำมาล้างให้สะอาดตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าขาวเพียงเล็กน้อย ใช้ทั้งเนื้อและน้ำพอกบริเวณที่ถูกไฟไหม้วันละ 2 เวลา เช้าและเย็น จะช่วยไม่ให้ปวดแสบปวดร้อนและค่อย ๆ ทุเลาลงจนหายไป (ต้นสด)
ใช้เป็นยาแก้พิษงูกัด ใช้พอกฝี ดูดพิษฝี แก้ฝีอักเสบ (ทั้งต้น)
ตำรายาแผนจีน ไต้หวัน จะใช้ใบนำมาตำให้พอละเอียด แล้วนำไปพอกแก้อาการบวมตามข้อได้ดีมาก (ใบ)…

Read More
Denny เมษายน 23, 2020

สมุนไพรพื้นบ้าน ว่านสูบเลือด เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปแกมสามเหลี่ยมกว้างหรือเป็นรูปไข่แกมหัวใจ

สมุนไพรพื้นบ้าน ว่านสูบเลือด

สมุนไพรว่านสบู่เลือด มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เป้าเลือด เปล้าเลือด เปล้าเลือดเครือ ชอเกอโท (ภาคเหนือ), กระท่อมเลือด (ภาคอีสาน), กลิ้งกลางดง (ภาคตะวันตกเฉียงใต้), บอระเพ็ดยางแดง (ชายฝั่งทะเลภาคใต้), ฮ่อง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), ท่อมเลือด เป้าเลือดโห ยาปู่หย่อง เป็นต้น

ลักษณะของว่านสบู่เลือด
สบู่เลือดมีอยู่ด้วย 2 ชนิด คือ
สบู่เลือดเถาตัวผู้ ใบมีสีเขียวอมแดง ส่วนก้านและเถาอ่อนมีสีม่วงแดง หัวมีลักษณะกลมโต ผิวขรุขระ มียางสีแดงเข้มคล้ายกับเลือด เนื้อในหัวมีสีเหลืองเข้ม เมื่อนำไปตากแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีแดง
สบู่เลือดเถาตัวเมีย ใบมีสีเขียว ก้านและเถามีสีเขียว ดอกมีสีเขียวอมขาว และยางแดงจาง ๆ คล้ายน้ำเหลือง ลักษณะของหัวจะกลมเล็ก เนื้อในหัวมีสีเหลืองอ่อน ๆ และผิวเรียบ ชนิดนี้จะไม่มีเลือด และผู้เขียนเข้าใจว่ามันคือ “บอระเพ็ดพุงช้าง” โดยหัวตัวเมียจะนิยมนำมาทำเป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงเลือด บำรุงกำหนัด ด้วยการนำมาเคี้ยวแบบสด ๆ หรือนำมาต้มกิน หรือดองกินก็ได้
ต้นว่านสบู่เลือด จัดเป็นไม้เลื้อย กิ่งและก้านมีน้ำยางสีแดงคล้ายเลือด เถาเกลี้ยง มีลำต้นอยู่บนดิน มีอายุราวหนึ่งปี โดยลำต้นงอกมาจากหัวขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้ดิน หัวมีลักษณะกลมแป้น โดยทั่วไปแล้วจะมีขนาดเท่าลูกฟุตบอล หากมีอายุหลายปีอาจมีขนาดใหญ่เท่าโอ่งมังกร เปลือกหัวมีสีน้ำตาล เนื้อในมีสีขาวนวล มีรสชาติมันและเฝื่อนเล็กน้อย เป็นไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีในช่วงฤดูฝน และมักจะตายหรือทรุดโทรมในช่วงฤดูแล้ง เมื่อถึงหน้าฝนจะแทงต้นขึ้นมาใหม่ พบขึ้นในป่าทั่วไป โดยเฉพาะป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง ขยายพันธุ์ด้วยหัวและเมล็ด

ใบว่านสบู่เลือด มีใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปแกมสามเหลี่ยมกว้างหรือเป็นรูปไข่แกมหัวใจ โคนใบเป็นรูปตัดหรือเว้าเล็กน้อย ปลายใบแหลมหรือมีติ่งเล็กน้อย ขอบใบเว้าเล็กน้อยทำให้ใบมีลักษณะเป็นรูปค่อนข้างสามเหลี่ยม และขอบใบหรือแผ่นใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบกว้างประมาณ 7-12 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-11 เซนติเมตร ผิวใบด้านล่างมีขนละเอียดอยู่เล็กน้อย และเป็นมันวาวเล็กน้อย มักเห็นเส้นใบได้ชัดเจน ส่วนก้านใบยาวประมาณ 5-15 เซนติเมตร

ใบว่านสบู่เลือด มีใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปแกมสามเหลี่ยมกว้างหรือเป็นรูปไข่แกมหัวใจ โคนใบเป็นรูปตัดหรือเว้าเล็กน้อย ปลายใบแหลมหรือมีติ่งเล็กน้อย ขอบใบเว้าเล็กน้อยทำให้ใบมีลักษณะเป็นรูปค่อนข้างสามเหลี่ยม และขอบใบหรือแผ่นใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบกว้างประมาณ 7-12 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-11 เซนติเมตร ผิวใบด้านล่างมีขนละเอียดอยู่เล็กน้อย และเป็นมันวาวเล็กน้อย มักเห็นเส้นใบได้ชัดเจน ส่วนก้านใบยาวประมาณ 5-15 เซนติเมตร…

Read More
Denny เมษายน 21, 2020

สมุนไพรพื้นบ้าน กระถินเทศ เปลือกต้นมีรสฝาด ใช้ภายในเป็นยาแก้ท้องเสียได้ โดยนำมาต้มเอาน้ำกินแทนน้ำชา

สมุนไพรพื้นบ้าน กระถินเทศ

ลักษณะของกระถินเทศ
ต้นกระถินเทศ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มผลัดใบขนาดย่อม กิ่งมักคดไปมาแต่จะยืดจนเกือบตรงเมื่อต้นเจริญเติบโตขึ้น ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 2-4 เมตร ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลม กิ่งออกในลักษณะซิกแซ็ก เปลือกต้นเป็นสีคล้ำน้ำตาล ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง ตอนกิ่ง เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยและดินเหนียวที่อุ้มน้ำได้ดี ต้องการน้ำปานกลาง ควรปลูกในที่มีแสงแดดทั้งวัน มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ พบขึ้นเป็นวัชพืชทั่วไปในเขตร้อน ใบกระถินเทศ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ แกนกลางใบประกอบยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร ก้านใบประกอบยาวประมาณ 1-1.3 เซนติเมตร มีต่อมบนก้านใบ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.2-0.4 มิลลิเมตร ไม่มีต่อมบนแกนกลางใบ ช่อใบย่อยมี 4-7 คู่ ยาวประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร ก้านใบประกอบย่อยยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ส่วนใบย่อยออกเรียงตรงข้ามกัน มีประมาณ 10-20 คู่ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปดาบ หรือรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม เบี้ยว ปลายเป็นติ่ง โคนใบตัด ไร้ก้าน ใบย่อยเป็นสีเขียวแก่มีขนาดยาวประมาณ 2-7 มิลลิเมตร โคนก้านใบมีหูใบแปลงรูปเป็นหนามแหลมตรงและแข็ง 1 คู่ ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร เซนติเมตร ช่อดอกทรงกลมมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.6-1 เซนติเมตร ที่โคนช่อมีวงใบประดับขนาดเล็ก 4-5 ใบ ดอกย่อยไร้ก้าน ใบประดับ 1 ใบ ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร มีขน กลีบเลี้ยงติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 1.3-1.5 มิลลิเมตร ปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก ยาวประมาณ 0.2 มิลลิเมตร เกลี้ยง ส่วนกลีบดอกติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 2.5 มิลลิเมตร ปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปขอบขนานขนาดเล็ก ยาวประมาณ 0.5 มิลลิเมตร กลีบดอกเป็นสีเหลืองสด และมีกลิ่นหอมมาก

สรรพคุณของกระถินเทศ
ตำรายาไทยจะใช้รากกระถินเทศกินเป็นยาอายุวัฒนะ (ราก)
หากเป็นวัณโรคมีร่างกายอ่อนแอ ให้ใช้รากแห้งประมาณ 15-30 กรัม ต้มเอาน้ำตุ๋นกับเป็ด หรือไก่ หรือเต้าหู้ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ใช้กินวันละครั้ง (รากแห้ง)
เมล็ดนำมาบดให้เป็นผง หรือคั่วกินเป็นอาหารปกติ จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ (เมล็ด)
ยาขี้ผึ้งจากดอกใช้เป็นยาแก้ปวดศีรษะ (ดอก)
เปลือกใช้เป็นยาแก้ไอ (เปลือก)
ยางจากรากใช้อม กิน เคี้ยวเป็นยาแก้ไอ แก้เจ็บคอ ช่วยทำให้คอชุ่ม (ยางจากราก) หรือใช้ยางเข้ายาแก้ไอ บรรเทาอาการระคายคอ (ยาง)
ใช้เป็นยารักษาแผลในคอ (ราก)[3]
รากมีสรรพคุณทำให้อาเจียน (ราก)[5] บ้างใช้เปลือกนำมาต้มกับหอมหัวใหญ่กินเป็นยาทำให้อาเจียน (เปลือกต้น)[2]
เมื่อเป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน ให้ใช้เปลือกต้นประมาณ 1 ส่วน น้ำ 20 ส่วน แล้วผสมกับขิงสดอีก 1 แง่ง ต้มให้เดือด แล้วกรองเอาแต่น้ำใช้บ้วนปากทุกเช้าเย็นเป็นประจำ (เปลือกต้น) ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า ให้นำรากมาต้มรวมกับขิงใช้อมบ้วนปากแก้เหงือกอักเสบและมีเลือดออก (ราก)
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำอมเป็นยาแก้ปวดฟัน (ราก)
ใช้เป็นยาแก้โรคปอด (ยาง, รากและเมล็ด)
ยาชงจากดอกใช้กินแก้อาการอาหารไม่ย่อย (ดอก)
ฝักดิบจะมีรสฝาดมาก เมื่อนำมาต้มกับน้ำกินจะมีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคบิดได้ (ฝักดิบสีเขียว)
เปลือกต้นมีรสฝาด ใช้ภายในเป็นยาแก้ท้องเสียได้ โดยนำมาต้มเอาน้ำกินแทนน้ำชา (เปลือกต้น)
ดอกใช้แช่กับเหล้ากินเป็นยาแก้ปวดท้อง และเป็นยากระตุ้น (ดอก)
ใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร (เปลือกต้น)
เปลือกใช้ต้มแล้วกรองเอาแต่น้ำใช้ล้างแผล แก้ดากออก แก้ระดูขาว (เปลือกต้น)
เปลือกต้นมีสรรพคุณเป็นยาฝาดสมาน ใช้สมานแผลห้ามเลือด โดยนำมาบดเป็นผงโรยหรือพอกบริเวณบาดแผล หรือบดให้ละเอียดต้มแล้วกรองเอาน้ำใช้ล้างแผลหรือใช้ทาแผล โดยส่วนที่ใช้ต้องทำให้แห้งและใช้ประมาณ 1.5-3 กรัม (เปลือกต้น)
ใบอ่อนใช้ตำแล้วเอากากมาพอกแก้แผลเรื้อรังและแก้บาดแผล เมื่อนำมาต้มกรองเอาแต่น้ำจะใช้ล้างแผลได้ (ใบอ่อน)
รากใช้ภายนอกนำมาต้มแล้วกรองเอาน้ำใช้ล้างแผล หรือนำมาตำให้ละเอียดแล้วเอามาพอกแผล แก้ฝีมีหนอง โดยส่วนที่ใช้ต้องทำให้แห้ง และใช้ประมาณ 15-24 กรัม (ราก) ส่วนตำรับยาแก้ฝีมีหนองหลายตัวนั้น ระบุให้ใช้รากสดประมาณ 60 กรัม ถ้ามีหนองน้อยให้นำมาตุ๋นกับเป็ดหรือไก่กิน แต่ถ้ามีหนองมากให้นำมาตุ๋นกับเต้าหู้กิน (รากสด)
เนื้อหุ้มเมล็ดใช้ตำแล้วนำมาพอกแก้ฝีหลายหัวและใช้แก้เนื้องอก (เนื้อหุ้มเมล็ด)
ใช้รักษาฝีหนองในร่างกาย (รากและเมล็ด)
ฝักดิบใช้ต้มเอาน้ำล้างแผลแก้ผิวหนังที่มีอาการเยื่อเมือกอักเสบ เช่น ที่คอและตา (ฝักดิบสีเขียว)ส่วนราก เปลือก และใบ ก็มีรสฝาดเช่นกัน สามารถนำมาต้มแล้วกรองเอาน้ำใช้ล้างผิวหนังที่มีอาการเยื่อเมือกอักเสบ เช่น ที่คอและตาได้ (ราก, เปลือกต้น, ใบ)
รากใช้เป็นยาทาแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย (ราก)
รากใช้เป็นยาพอกแก้บวม (ราก) บ้างใช้รากผสมกับเหล้าตำพอกแก้แขนขาบวมและอักเสบ (ราก)
รากใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้อักเสบ ปวดข้อ แก้โรคไขข้ออักเสบ (ราก)
ตำรับยาแก้อาการปวดตามข้อ แก้ฝีหนองในปอด จะใช้รากสดประมาณ 60 กรัม นำมาตุ๋นกับเป็ด หรือไก่ หรือเต้าหู้ อย่างใดอย่างหนึ่งกิน (รากสด)
ใบแก่ใช้ตำแล้วคั้นเอาน้ำจากใบมาทาบริเวณเอวและหลัง จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ (ใบแก่)
ดอกใช้เป็นยาแก้เกร็ง (ดอก)
ยางใช้ผสมกับยาผงปั้นเป็นเม็ดผสมกับยาอื่น แก้เยื่ออ่อนของอวัยวะภายในอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น (ยาง)
ตำรับยาบำรุงหัวใจพื้นบ้านของอำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร จะใช้ลำต้นกระถินเทศ 2-3 กิ่ง นำมาตำหรือทุบ แล้วนำไปต้มกับน้ำครึ่งลิตรพอเดือด ทิ้งให้อุ่น ให้หญิงคลอดลูกที่อ่อนเพลียเนื่องจากการตกเลือด ดื่มเป็นยาบำรุงหัวใจจะสดชื่นขึ้นทันที แต่จะให้ดื่มหลังจากที่ดื่มน้ำใบเสนียด ซึ่งเตรียมได้จากการนำใบเสนียดสด ๆ 5 ใบ มาโขลกกับเกลือเล็กน้อยดื่มเพื่อเป็นยาห้ามเลือด ถ้ายังไม่หายอ่อนเพลียก็จะให้รับประทานน้ำต้มจากกิ่งกระถินเทศ (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์บุคคล ยังไม่ได้รับการพิสูจน์)…

Read More
Denny เมษายน 20, 2020

สมุนไพรพื้นบ้าน ดอกกล้วยบัวสีชมพู นิยมปลูกเป็นไม้ประดับมานานแล้ว

สมุนไพรพื้นบ้าน ดอกกล้วยบัวสีชมพู

ลักษณะของกล้วยบัวสีชมพู
ต้นกล้วยบัวสีชมพู จัดเป็นกล้วยไม้ล้มลุก มีความสูงได้ประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นอยู่ใต้ดิน กาบใบห่อหุ้มกับลำต้นเทียม ส่วนมากลำต้นเทียมจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 10 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ ขึ้นได้ดีในดินทั่วไป ต้องการน้ำมากและแสงแดดจัด เมื่ออยู่ในที่รำไรลำต้นจะสูง หากอยู่ในที่กลางแจ้งต้นจะเตี้ย พรรณไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย พม่า และบังกลาเทศ
ใบกล้วยบัวสีชมพู ใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ปลายใบมนหรือตัด โคนใบเบี้ยว ด้านหนึ่งมน อีกด้านหนึ่งเรียวแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 25 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2 เมตร หลังใบเรียบ แผ่นใบเป็นนวลสีขาวเล็กน้อยทั้งสองด้าน เส้นกลางใบเป็นสีแดง ก้านใบยาวได้ประมาณ 60 เซนติเมตร
ดอกกล้วยบัวสีชมพู ปลีช่อดอกตั้งตรง ก้านช่อหนา ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ใบประดับมี 2 ใบ ลักษณะคล้ายใบ ยาวได้ประมาณ 30 เซนติเมตร กาบประดับเป็นสีชมพู ปลายกาบแหลม กาบด้านล่างยาวได้ประมาณ 10 เซนติเมตร มีขนาดเล็กลงช่วงปลายช่อ ปลายกลีบเป็นสีเหลือง กาบดอกเพศเมียอยู่ช่วงล่าง มีกาบประมาณ 7 กาบ ดอกเพศเมียจะมี 3-5 ดอก ในแต่ละกาบ เรียงแถวเดียว กลีบดอกรวมเป็นสีเหลืองอมส้ม กลีบรวมที่ติดกันยาวประมาณ 3.5 เซนติเมตร กลีบที่แยกยาวได้ประมาณ 3 เซนติเมตร ปลายหยักเป็นพูตื้น ๆ 5 พู พับงอ เกสรเพศผู้ที่หมันยาวได้ประมาณ 1/3 หรือ 1/2 ส่วนของความยาวก้านเกสรเพศเมีย รังไข่ยาวประมาณ 4 เซนติเมตร ก้านเกสรเพศเมียยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ดอกเพศผู้มี 3-6 ดอก ในแต่ละกาบ เรียงแถวเดียวกัน กลีบรวมเป็นสีส้มครึ่งบน ด้านล่างมีสีอ่อนกว่า กลีบรวมที่ติดกันยาวประมาณ 3.5-4 เซนติเมตร คล้ายกับดอกเพศเมีย กลีบรวมที่แยกกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-3.5 เซนติเมตร เกสรเพศผู้ยาวเท่ากับกลีบรวมที่แยก ก้านชูอับเรณูยาวกว่าอับเรณู อับเรณูเป็นสีม่วง
ผลกล้วยบัวสีชมพู ผลเป็นสีเขียว เรียงชิดกันคล้ายนิ้วมือ ผลย่อยยาวประมาณ 6-8 เซนติเมตร มี 4-5 สัน ก้านผลนั้นสั้น ผลมีลักษณะเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนานเป็นเหลี่ยม ปลายและโคนเรียว ผิวเปลือกเรียบ หวีหนึ่งมีแถวเดียวเรียงไม่เป็นระเบียบ เมื่อสุกจะเป็นสีเหลือง ข้างในผลมีเมล็ดสีดำ เมล็ดมีลักษณะเป็นเหลี่ยมและแบน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 มิลลิเมตร
สรรพคุณของกล้วยบัวสีชมพู
แพทย์ตามชนบทจะใช้กาบหัวปลี ผล และรากเหง้าของกล้วยบัวสีชมพู เป็นยาแก้ท้องเสียในเด็กได้เป็นอย่างดี (หัวปลี, ผล, รากเหง้า)
ประโยชน์ของกล้วยบัวสีชมพู
นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป โดยนิยมปลูกเป็นไม้ประดับมานานแล้ว ก่อนที่จะมีการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ (ตั้งในปี 1824) อันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มีชื่อวิทยาศาสตร์ผิด โดยเฉพาะชื่อ Musa rosacea Jacq. ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงไม้ดอกไม้ประดับ นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ผสมที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกล้วยบัวสีชมพูเป็นจำนวนมาก จนทำให้ใบประดับแต่ละพันธุ์มีหลากหลายสี โดยเฉพาะพันธุ์ที่ผสมขึ้นมาเองเพื่อเป็นไม้ตัดดอกแล้วนำมาตั้งชื่อเป็น Musa ornata ตามด้วยพันธุ์ผสมอื่น ๆ เช่น African Red, Bronze, Costa Rican Stripe, Macro, Lavender Beauty, Leyte White เป็นต้น…

Read More
Denny เมษายน 19, 2020

สมุนไพรพื้นบ้าน กรวยป่า เป็นสนุมไพรที่ใครๆก็รู้จักกันเป็นอย่างดี และรักษาได้ดีมากจริงๆ

สมุนไพรพื้นบ้าน กรวยป่า

สมุนไพรกรวยป่า มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ตวย (เพชรบูรณ์), ตวยใหญ่ ตานเสี้ยน (พิษณุโลก), คอแลน (นครราชสีมา), ขุนเหยิง บุนเหยิง (สกลนคร), ผ่าสาม หมากผ่าสาม (นครปฐม, อุดรธานี), ก้วย ผีเสื้อหลวง สีเสื้อหลวง (ภาคเหนือ), คอแลน ผ่าสามตวย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), สีเสื้อ, หมูหัน เป็นต้น

ลักษณะของกรวยป่า
ต้นกรวยป่า จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กถึงกลาง มีความสูงได้ประมาณ 5-15 เมตร รูปทรงโปร่ง ออกกิ่งตั้งฉากกับลำต้น ลำต้นเปลาตรง มีลายสีขาวปนดำ คล้ายตัวแลนหรือตะกวด บางท้องที่จึงเรียกว่า “คอแลน” เปลือกลำต้นค่อนข้างเรียบเป็นสีเทา สีน้ำตาลอ่อน หรือสีน้ำตาลเข้มแตกเป็นเกล็ดเล็ก ๆ มีขนสีน้ำตาลแดงทั่วไป กิ่งอ่อนมีขนสั้น หนานุ่ม สีน้ำตาลแดง มีน้ำยางสีขาวใส ส่วนเนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลอ่อนเกือบขาว ต้นที่มีอายุมาก โคนต้นมักมีพูพอน มีเขตการกระจายพันธุ์ในภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย จนถึงหมู่เกาะในภูมิภาคเมลานีเซีย ในประเทศไทยพบขึ้นทุกภาคของประเทศ โดยมักขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบ และป่าทุ่งทั่วไปจนถึงพื้นที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 เมตร
ใบกรวยป่า ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรียาวขอบขนานหรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบมนกว้าง มักเว้าเล็กน้อยที่รอยต่อก้านใบ ส่วนขอบใบหยักเป็นถี่ตื้น ๆ แผ่นใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-13 เซนติเมตร เนื้อใบหนา แผ่นใบเรียบ แผ่ หลังใบเรียบเกลี้ยงเป็นมันหรือมีขนเล็กน้อยที่เส้นกลางใบ ส่วนท้องใบมีขนสั้นขึ้นปกคลุมทั่วไป เส้นกลางใบเรียบหรือเป็นร่องทางด้านบน ด้านล่างนูนเห็นได้ชัด เส้นแขนงใบมีข้างละ 8-14 เส้น แผ่นใบมีต่อมเป็นจุดและขีดสั้น ๆ กระจัดกระจายทั่วไป เมื่อส่องดูกับแสงสว่างจะโปร่งแสงก้านใบสั้น ยาวได้ประมาณ 0.6-1.2 เซนติเมตร มีขนสั้นนุ่มหรือเกือบเกลี้ยง หูใบมีขนาดเล็ก ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ขนาดประมาณ 1.5 มิลลิเมตร ร่วงง่าย
ผลกรวยป่า ผลเป็นผลแบบมีเนื้อ เมื่อแห้งจะแตกออก ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมรีหรือรูปไข่ มีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร ผิวผลมันเรียบ เปลือกผลหนา เมื่อสุกแล้วจะมีสีเหลืองและจะแตกอ้าออกเป็น 3 ซีก บางท้องถิ่นจึงเรียกว่า “ผ่าสาม” (มีแนวแตกกลางผล)
เมล็ดกรวยป่า ภายในผลมีเมล็ดจำนวนมาก เนื้อหุ้มเมล็ดเป็นสีแดงสด เมล็ดมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร รูปร่างดูคล้ายผีเสื้อ หัวท้ายมน ผิวเมล็ดแข็งและเรียบเป็นมัน เป็นผลในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม
สรรพคุณของกรวยป่า
เปลือกมีรสเมาขื่น ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง บำรุงโลหิต เป็นยาคุมธาตุ (เปลือก) ส่วนรากก็มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุเช่นเดียวกับเปลือก (ราก)
ผลใช้เป็นยาฟอกโลหิต (ผล)
ดอกใช้เป็นยาแก้ไข้ (ดอก)
ดอกและใบมีรสเมาเบื่อ ใช้เป็นยาแก้ไข้พิษหรือพิษไข้ตัวร้อน (ใบ, ดอก)
ใช้เป็นยาแก้ไข้กาฬ พิษกาฬ พิษอักเสบจากหัวกาฬ (ราก, ใบ, ดอก)
ใบใช้ผสมกับใบยาสูบ มวนสูบเป็นยาแก้ริดสีดวงจมูก (โรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นในจมูก ทำให้หายใจขัด มีฝีหนองขึ้นในจมูก โพรงจมูกอักเสบ) (ใบ) ส่วนน้ำมันจากเมล็ดก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้ริดสีดวงจมูกด้วยเช่นกัน
ผลใช้เป็นยาแก้น้ำลายเหนียว แก้เสมหะเป็นพิษ กัดเสมหะ แก้เลือดออกตามไรฟัน (ผล)
เปลือกใช้เป็นยาขับผายลม (เปลือก)
รากและเปลือกมีรสเมาขื่นใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง (ราก, เปลือก) บ้างใช้ทั้งใบและรากเป็นยาแก้ท้องร่วง (ใบและราก)
ผลใช้เป็นยาแก้บิดปวดเบ่ง แก้ลงท้อง (ผล)
ใช้เป็นยาแก้บิดมูกเลือด (ราก)
ใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร (ราก, เมล็ด)
รากใช้เป็นยาบำรุงตับ แก้ตับพิการ (ความผิดปกติของตับ) (ราก)
เปลือกใช้เป็นยาสมานแผล (เปลือก)
ใบใช้เป็นยาแก้โรคผิวหนัง โรคผิวหนังผื่นคันที่มีตัว เช่น กลาก เกลื้อน หิด ผดผื่นคันตามผิวหนัง ช่วยรักษามะเร็งลาม แก้บาดแผล นำมาหุงเป็นน้ำมันทาบาดแผลและผิวหนังติดเชื้อโรค (ใบ) ส่วนรากก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้ผื่นคันเช่นเดียวกับใบ (ราก)
น้ำมันที่ได้จากเมล็ดที่ใช้เป็นยาทาแก้โรคผิวหนังได้ (น้ำมันจากเมล็ด)
เมล็ดมีรสเมาเบื่อ ใช้เป็นยาแก้พยาธิผิวหนัง (เมล็ด)
ใบและดอกใช้เป็นยาแก้พิษที่เกิดจากการติดเชื้อ (ใบและดอก)
ประโยชน์ของกรวยป่า
น้ำมันจากเมล็ดใช้เป็นยาเบื่อปลา
เนื้อไม้ใช้ทำเครื่องจักสาน เครื่องใช้สอย และเฟอร์นิเจอร์…

Read More
Denny เมษายน 18, 2020

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน งาดำ จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน งาดำ

งาดำ จัดเป็นพืชที่มีคุณประโยชน์มากมาย การรับประทานเป็นอาหารเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายของคุณจะแข็งแรงกว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทานอย่างแน่นอน และเป็นยาที่รักษาได้ทุกโรค งาดำอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอย่างวิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 บี 9 แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม โซเดียม ฟอสฟอรัส สังกะสี เหล็ก เป็นต้น โดยสามารถช่วยบำรุงร่างกายเกือบทุกสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็น ผม ผิวพรรณ กระดูก เล็บ ระบบขับถ่าย การบำรุงหัวใจ จึงเหมาะกับทุกวัย แม้กระทั่งเด็กที่มีอาการป่วยอยู่แล้ว หรือผู้หญิงที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยทอง งาดำจะจำเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยป้องกันโรคภาวะกระดูกพรุนอย่างได้ผล

ประโยชน์ของงาดำ
งาดำมีความสำคัญอย่างมากต่อความสมบูรณ์ของร่างกาย
ช่วยชะลอความแก่ คงความอ่อนเยาว์
ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ชุ่มชื้น ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
ช่วยซ่อมแซมและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนังของคุณ
ช่วยบำรุงรากผมให้แข็งแรง และช่วยให้ผมดกเงางาม
ช่วยป้องกันผมหงอก
ช่วยเพิ่มพลังงานและความแข็งแรงของร่างกาย
ช่วยในการเผาผลาญและสลายไขมัน ลดความอ้วน
ช่วยลดการดูดซึมและการสังเคราะห์คอเลสเตอรอล
ช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว
ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ทำให้ระบบหัวใจแข็งแรงยิ่งขึ้น
มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง
ช่วยลดความเครียด
ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง ป้องกันการเสื่อมของเซลล์ในระบบประสาท
งาดำมีธาตุเหล็กซึ่งช่วยบำรุงโลหิต
ช่วยลดความดันโลหิต ขยายหลอดเลือด ป้องกันเกล็ดเลือดที่จะเกาะตัวกันเป็นลิ่ม
ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาว ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
การรับประทานงาดำพร้อมกันถั่วจะทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนอย่างครบถ้วน ซึ่งบางตัวเป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้
ช่วยให้นอนหลับสบาย ร่างกายกระปรี้กระเปร่า
ช่วยป้องกันการเกิดโรคหวัด
ช่วยป้องกันการเกิดโรคเหน็บชา และตะคริว
ช่วยบำรุงกระดูกและป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน
ช่วยป้องกันโรคท้องผูก
ช่วยบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร
ช่วยต้านการอักเสบจากโรคข้อเสื่อม ยับยั้งการเสื่อมสลาย
น้ำมันงาสามารถนำมาใช้เป็นยานวดร่วมกับสมุนไพรอื่น ๆ เพื่อช่วยรักษาเส้นเอ็นอักเสบ
น้ำมันงาช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาการปวดเข่า เคล็ดขัดยอก
ผู้รับประทานมังสวิรัตินิยมใส่งาลงในอาหารถั่วเหลืองที่ปรุง เพื่อให้อาหารมีโปรตีนสมบูรณ์มากขึ้น
ประโยชน์งาดำในการนำมาแปรรูปเป็นงาดำแคปซูล

การรับประทานงาดำเพื่อให้มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุดก็คือการรับประทานงาดำเป็นอาหาร แทนที่จะรับประทานงาดำที่เป็นสารสกัด โดยวิธีที่ดีที่สุดก็คือการรับประทานด้วยวิธีการเคี้ยวจะได้ประโยชน์มากที่สุด แต่หากเรานำมาโรยใส่ข้าวหรือใส่เครื่องดื่ม ในบางครั้งเราอาจจะไม่ได้เคี้ยวด้วยซ้ำ จึงทำให้ร่างกายดูดซึมได้ไม่ดีเท่าที่ควรหรือดูดซึมไม่ได้เลย ซึ่งวิธีการรับประทานก็ง่าย ๆ ด้วยการนำงาดำมาใส่กับขนมปังโฮลวีตรับประทานทุกเช้าวันละ 10 ช้อนสำหรับผู้สูงอายุ แต่สำหรับคนวัยทำงานก็วันละ 3-4 ช้อนก็เพียงพอแล้ว หรือจะอยู่ในรูปของน้ำเต้าหู้งาดำก็ได้เช่นกัน แต่การรับประทานที่ดีนั้นควรรับประทานอย่างเหมาะสมพร้อมรับประทานให้ครบ 5 หมู่เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดและหลากหลาย นอกจากการรับประทานแล้วสามารถนำเอาน้ำมันงามาใช้นวดทาบริเวณที่มีอาการปวดและรักษาเส้นเอ็นที่บาดเจ็บ เพราะน้ำมันงามีสรรพคุณที่ช่วยนำพาสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ที่ถูกนำมาผสมดูดซึมเข้าไปได้ดีขึ้น

สำหรับการเลือกซื้อเมล็ดงาดำควรเลือกซื้องาดำที่สะอาด ไม่มีสิ่งสกปรกเจือปน ไม่ควรซื้อที่ที่แบ่งขายตามร้านขายของชำ เพราะอาจจะเสี่ยงกับมูลแมลงสาบและแมลงอื่น ๆ และไม่ควรซื้อแบบที่บดสำเร็จมาแล้วเนื่องจากอาจมีเชื้อราติดมาด้วย เมื่อซื้อมาใช้แล้วควรเก็บใส่ขวดปิดฝาให้มิดชิด เพราะถ้าหากทิ้งไว้นานโดยไม่ปิดฝาให้มิดชิดจะทำให้มีกลิ่นเหม็นหืนได้…

Read More