เดือน: เมษายน 2020

Denny เมษายน 5, 2020

สมุนไพรพื้น ตำลึง ผักริมรั้วที่ขึ้นดาษดื่น ดูไม่ค่อยมีค่ามีราคา แต่สรรพคุณของตำลึงก็หาธรรมดาไม่ มาดูสรรพคุณของตำลึงกันซะก่อน แล้วจะร้องอู้หูว !

สมุนไพรพื้น ตำลึง

ตำลึง ชื่อทางวิทยาศาสตร์ สรรพคุณมีอะไรบ้าง

ต้นตำลึงมักจะขึ้นตามรั้วบ้าน ที่สำคัญมักจะขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในฤดูฝน แต่เห็นตำลึงบ้าน ๆ อย่างนี้ก็มีชื่อทางวิทยาศาสตร์กับเขาเหมือนกันนะคะ แถมตำลึงยังมีชื่อสามัญ และชื่อเรียกตามท้องถิ่นอีกหลายชื่อ ตามนี้เลย

ตำลึง ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Coccinia grandis Voigt และยังมีชื่อสามัญของตำลึงหรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Ivy gourd ด้วยนะคะ ส่วนตำลึงในชื่อบ้าน ๆ นั้นเรียกกันอย่างหลากหลาย ทั้งตำลึง สี่บาท (ภาคกลาง) ผักแคบ (ภาคเหนือ) ผักตำนิน (ภาคอีสาน), แคเด๊าะ (แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น

ลักษณะทางพฤษศาสตร์ของตำลึง

ตำลึงจัดเป็นพืชในตระกูลไม้เลื้อย มีใบเป็นใบเดี่ยว มีมือเกาะ ใบตำลึงจะแผ่เว้าเป็น 5 แฉก ขนาดใบตำลึงมีความกว้างประมาณ 5-8 เซนติเมตร โคนใบเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลมมน ผิวใบเกลี้ยง ก้านใบยาว 3-6 เซนติเมตร

ดอกตำลึงมีสีขาว เป็นดอกเดี่ยว แยกเพศ ดอกตำลึงเพศผู้จะมีขนาด 4-6 เซนติเมตร 1 ดอก มีอยู่ 5 กลีบ เกสรตัวผู้ 3 อัน ส่วนดอกตำลึงเพศเมีย เกสรจะแยกเป็น 3-5 แฉก ส่วนกลีบดอกเหมือนดอกตำลึงเพศผู้ทุกประการ

ตำลึงมีผลด้วยนะคะ ผลตำลึงมีรูปทรงป้อม ขอบขนาน ขนาดผลกว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ถ้าผลตำลึงอ่อนจะมีสีเขียว ผลตำลึงแก่จะมีสีส้มออกแดง ข้างในผลตำลึงจะมีเมล็ดลักษณะแบนรี ขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร จำนวนมาก

ตำลึง สรรพคุณผักริมรั้วที่น่าทึ่ง !

สรรพคุณของตำลึงจะมีอะไรบ้าง มาดูกันเลย

1. บำรุงสายตา

แหล่งวิตามินเอที่สำคัญที่เราสามารถหาได้จากอาหารก็ต้องยกให้ตำลึงเป็นแหล่งที่ดีของวิตามินเอเลยล่ะค่ะ และนอกจากวิตามินเอแล้ว เบต้าแคโรทีนในตำลึงยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นวิตามินเอได้อีก ดังนั้นตำลึงจึงจัดเป็นอาหารบำรุงสายตาตัวจี๊ดที่หากินได้ง่าย ๆ แถมยังอร่อยด้วย

– 10 วิตามินบำรุงสายตา ตาพร่า ตามัว ดูแลด้วยอาหารใกล้ตัวตามนี้ !

2. เสริมภูมิต้านทาน

จะเห็นได้ว่าตำลึงมีวิตามินเอและเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอค่อนข้างสูง ส่วนนี้จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้เราไม่ป่วยไข้ได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะอาการไข้หวัด ซึ่งหากร่างกายขาดวิตามินเอ ก็มีโอกาสจะป่วยไข้ได้ง่ายเลยนะคะ

3. ตำลึงรักษาเบาหวาน

สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ตำลึงเป็นผักที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างฟลาโวนอยด์ค่อนข้างสูง สามารถช่วยรักษาและป้องกันโรคต่าง ๆ ได้ ทั้งโรคเบาหวาน เนื่องจากมีงานวิจัยที่พบว่าตำลึงช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ ส่วนในใบตำลึงก็มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่หลายชนิด จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้นั่นเอง

ทั้งนี้การกินตำลึงเพื่อลดน้ำตาลในเลือด สามารถทำได้โดยใช้เถาแก่ของตำลึงประมาณครึ่งถ้วย นำมาต้มกับน้ำ หรือนำน้ำคั้นจากผลตำลึงดิบ ๆ ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น น้ำตำลึงก็จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้

4. บำรุงกระดูก

จากการศึกษาของสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ใบตำลึงมีแคลเซียมสูง และแคลเซียมจากตำลึงยังเป็นแคลเซียมชนิดที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้เทียบเท่ากับแคลเซียมที่อยู่ในนมวัว ดังนั้นผู้ที่มีอาการแพ้นมวัว หรือดื่มนมแล้วท้องเสียก็สามารถหันมารับแคลเซียมจากตำลึงแทนได้เช่นกัน

5. แก้อาการแสบคันจากแมลงสัตว์กัดต่อย

ใบตำลึงมีฤทธิ์เย็น ช่วยดับพิษร้อนจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ในระดับหนึ่ง โดยให้ล้างแผลด้วยน้ำไหลให้สะอาด จากนั้นใช้ใบตำลึงไม่แก่จัดหรืออ่อนจัดจนเกินไป ล้างใบตำลึงให้สะอาด จากนั้นขยี้ใบตำลึงแล้วมาประคบผิวบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อยสักพัก อาการแสบคันจะบรรเทาขึ้น แต่หากอาการแสบร้อนยังไม่หาย ให้หมั่นเปลี่ยนใบตำลึงบ่อย ๆ แต่หากอาการแสบร้อนหาย แต่อาการคันไม่หาย แนะนำให้ใช้ยาทาแก้คันแผนปัจจุบันร่วมด้วย

6. ช่วยย่อยอาหาร

ใบตำลึงและเถาตำลึงมีเอนไซม์อะไมเลสอยู่มาก ซึ่งเอนไซม์ตัวนี้มีคุณสมบัติช่วยย่อยอาหารจำพวกแป้งได้ดี ดังนั้นใครมีอาการแน่นท้อง ท้องอืดจากอาหารไม่ย่อย โดยเฉพาะคนที่กินแป้งเข้าไปมาก ๆ ให้ใช้ใบตำลึงประมาณ 1 กำมือ ผสมกับเถาตำลึงเด็ดขนาดเท่านิ้วก้อย 1 กำมือ โขลกรวมกันจนเป็นเนื้อเดียว จากนั้นคั้นเอาแต่น้ำตำลึงมาผสมน้ำอุ่น 1 แก้วกาแฟ กินก่อนอาหารประมาณ 5-10 นาที เพื่อเรียกน้ำย่อย หรือจะใช้ใบตำลึงแก่ลวกพอสุก กินเป็นผักเคียงพร้อมกับอาหารในแต่ละมื้อเลยก็ได้

ตําลึง

ตำลึง สรรพคุณทางยาก็น่าเด็ดไม่น้อย

สรรพคุณของตำลึงมีประโยชน์แทบจะทุกส่วนของต้นเลยก็ว่าได้ โดยสามารถจำแนกสรรพคุณทางยาของตำลึงได้ดังนี้

– ใบ มีรสเย็น สรรพคุณดับพิษร้อน ถอนพิษ แก้แสบคัน บรรเทาเริม งูสวัด โดยนำใบมาขยี้คั้นเอาแต่น้ำ แล้วทาบริเวณที่เป็น

– เถา มีรสเย็น สรรพคุณช่วยรักษาโรคตาเจ็บ ใช้แก้ตาฟาง ตาช้ำ โดยใช้เถาโขลกพอแหลก แล้วนำมาประคบตา

– ดอก ใช้แก้คัน คั้นเอาแต่น้ำ มาทาบริเวณที่คัน

– ผล รักษาโรคผิวหนัง รักษาอาการอักเสบของหลอดลม และช่วยลดน้ำตาลในเลือด โดยคั้นน้ำจากผลสดมาดื่มวันละ 2 ครั้ง

– เมล็ด นำมาตำกับน้ำมันมะพร้าว ใช้แก้หิด

– ราก ใช้ต้มกับน้ำดื่มลดไข้ ลดอาเจียน

– ต้น ใช้กำจัดกลิ่นตัว น้ำต้มจากต้นตำลึงรักษาเบาหวานได้…

Read More
Denny เมษายน 4, 2020

สมุนไพรพื้นบ้านโบราณ กระเที่ยม เป็นสมุนไพรใกล้ตัวที่หาได้ง่ายๆ เป็นตำรับยาสมุนไพรไทยอีกด้วย

สมุนไพรพื้นบ้านโบราณ กระเที่ยม

กระเทียม…สรรพคุณเขาไม่ธรรมดาเลยค่ะคุณขา เพราะกระเทียมสดเป็นอาหารหรือเครื่องเทศที่เปี่ยมไปด้วยสารพฤกษเคมีที่ได้จากพืชเท่านั้น และยังมีสารโดดเด่นประจำตัวที่หากินไม่ได้จากอาหารชนิดไหน เรียกได้ว่าต้องกินกระเทียมเท่านั้นแหละถึงจะได้คุณค่าทางสารอาหารเหล่านี้ไป และใครอยากรู้ว่าประโยชน์ของกระเทียมช่วยลดความเสี่ยงโรคอะไรได้บ้าง เลื่อนลงมาอ่านข้างล่างได้เลย

1. ลดไขมัน ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

สารสำคัญที่พบเฉพาะในกระเทียมเท่านั้นคือสารอัลไลซิน ซึ่งเป็นสารที่มีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ไม่เกิน 10% ของคอเลสเตอรอลทั้งหมดในร่างกาย จึงสามารถบอกได้ว่ากระเทียมมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจได้ส่วนหนึ่ง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ และพฤติกรรมของแต่ละบุคคลด้วยที่จะบ่งชี้ได้ว่าความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจมีอยู่มาก-น้อยแค่ไหน

2. บรรเทาอาหารหวัด

ในตำรับยาสมุนไพรไทยบอกไว้ว่า กระเทียมมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการหวัด เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยในกระเทียมมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส อีกทั้งกระเทียมยังเป็นสมุนไพรรสเผ็ดร้อน ช่วยขยายทางเดินหายใจ ทำให้หายใจสะดวกขึ้น

ทั้งนี้กระเทียมยังมีฤทธิ์ช่วยลดอาการอักเสบ กระเทียมจึงเป็นสมุนไพรอีกตัวที่ช่วยบรรเทาอาการไอแบบมีเสมหะได้ โดยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไอมากขึ้น แนะนำให้ใช้กระเทียมและขิงสดอย่างละเท่ากัน ตำละเอียดแล้วละลายกับน้ำอ้อยสด เสร็จแล้วคั้นจนได้น้ำสมุนไพรทั้ง 3 ชนิดมาจิบแก้ไอ ขับเสมหะ และทำให้เสมหะแห้ง หรือจะคั้นกระเทียมกับน้ำมะนาว แล้วเติมเกลือใช้จิบหรือกวาดคอก็ได้

3. ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

กระเทียมเป็นพืชที่มีไฟเบอร์อยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำและไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำ ซึ่งไฟเบอร์ที่อยู่ในกระเทียมมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่ทั้งนี้ควรกินกระเทียมสดที่ยังไม่ถูกการปรุงสุก เพราะความร้อนจะลดคุณค่าทางสารอาหารในกระเทียม ส่งผลให้สรรพคุณของกระเทียมลดน้อยลง

4. ลดอาการแน่นท้อง จุกเสียด

มีการวิจัยพบว่ากระเทียมมีสาร Gastroenteric allechalcone ซึ่งมีฤทธิ์เพิ่มการบีบตัวของลำไส้จึงช่วยลำเลียงอาหารในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ทำให้เกิดการขับลม ลดอาการแน่นท้อง จุกเสียดท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อยได้ อีกทั้งเมื่อรับประทานกระเทียมสดเข้าไปจะช่วยเพิ่มน้ำย่อยและน้ำดีได้อีกด้วย โดยขนาดรับประทานกระเทียมเพื่อขับลมให้ใช้กระเทียมสด 5-10 กลีบ รับประทานหลังอาหารหรือพร้อมอาหาร

5. รักษากลากเกลื้อนที่เกิดจากเชื้อรา

เนื่องจากน้ำมันสกัดจากกระเทียมมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราและแบคทีเรีย ดังนั้นโรคผิวหนังอย่างกลาก เกลื้อน กระเทียมก็สามารถบรรเทาอาการให้ได้ โดยให้ใช้กระเทียมสด ฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ถูบริเวณผิวหนังที่เป็นกลาด เกลื้อน วันละ 2 ครั้ง หลังจากนั้นให้ขูดผิวด้วยไม้บาง ๆ ที่ทำการฆ่าเชื้อแล้ว (แช่แอลกอฮอล์ 70% หรือต้มในน้ำเดือด 10-15 นาที) พอให้ผิวเป็นสีแดงอมชมพูแล้วจึงทายารักษากลาก เกลื้อนทับอีกครั้ง วิธีนี้จะช่วยให้ยาซึมลงบนผิวหนังได้ดีขึ้น

6. ลดอาการคัน ลดพิษแมลงสัตว์กัดต่อย

น้ำมันในกระเทียมสามารถนำมาทาลดพิษคันจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ โดยใช้กระเทียมสดทุบพอมีน้ำออก แล้วนำกลีบกระเทียมมาทาถูจุดที่โดนแมลงสัตว์กัดต่อย

นอกจากนี้กระเทียมยังเป็นสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติซึ่งระบุการใช้กระเทียมในตำรับยาแก้ลมอัมพฤกษ์ ซึ่งมีส่วนประกอบของหัวกระเทียมร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดตามเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า บรรเทาอาการเหน็บชา เป็นต้น

อีกทั้งในตำรับยาประสะไพลซึ่งมีส่วนประกอบของกระเทียมและสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ก็มีสรรพคุณรักษาอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือประจำเดือนมาน้อยและยังช่วยลดอาการปวดประจำเดือนและขับน้ำคาวปลาในหญิงหลังคลอดบุตรอีกด้วยนะคะ เห็นไหมล่ะว่าสรรพคุณของกระเทียมช่างเด็ดดวงจริง ๆ

– 9 ประโยชน์เพื่อสุขภาพของกระเทียม ที่คุณอาจคาดไม่ถึง !

อย่างไรก็ตาม มีคำแนะนำว่า ไม่ควรทานกระเทียมสดในปริมาณที่มากเกินไปนะคะ โดยสามารถทานกระเทียมขนาดกลาง ๆ ได้ไม่เกินวันละ 1 หัว เพราะถ้าทานมาก ๆ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานอาจจะทำให้เกิดโลหิตจาง หรือภาวะเลือดแข็งตัวช้าได้ ดังนั้นในคนไข้ที่ต้องเข้าผ่าตัด หรือผู้ป่วยที่ทานยาลดการแข็งตัวของเลือดอยู่ จึงไม่ควรรับประทานกระเทียม…

Read More
Denny เมษายน 3, 2020

สมุนไพรพื้นบ้าน มะระขี้นก ช่วยแก้พิษร้อนและยังช่วยรักษาในโรคต่างได้อีกด้วยเป็นที่ดีที่สุดแล้ว

สมุนไพรพื้นบ้าน มะระขี้นก

มะระขี้นก ชื่อวิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ คืออะไร

มะระขี้นก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Momordica charantia L. และมีชื่อเรียกทางภาษาอังกฤษไปอย่างหลากหลายไม่ว่าจะเป็น Balsam apple, Balsam pear, Bitter cucumber, Bitter gourd, Bitter melon, Carilla fruit

โดยพืชชนิดนี้เป็นในตระกูลพืชล้มลุก มีลักษณะเป็นไม้เถา เช่นเดียวกับ บวบ แตงกวา โดยมะระขี้นกนั้นเป็น 1 ใน 2 สายพันธุ์ของมะระที่เป็นที่นิยมในประเทศไทย ซึ่งได้แก่ มะระจีน และมะระขี้นก โดยมะระขี้นกจะมีผลเล็ก และขมกว่ามะระจีน โดยรสชาติขมของมะระนั้นก็มาจากสารเคมีที่ชื่อว่า Momodicine ขณะที่ส่วนใหญ่แล้วนิยมนำผลมะระขี้นกมารับประทานสดกับน้ำพริก หรือไม่ก็ลวกก่อนจะนำมารับประทาน หรือถ้าทนกับกลิ่นเหม็นเขียวและรสชาติขม ๆ ได้ ก็นำมาคั้นหรือปั่นรับประทานเป็นเครื่องดื่มได้เช่นกัน ทั้งนี้มะระขี้นกปริมาณ 100 กรัม ให้คุณค่าทางอาหารดังนี้ค่ะ

– พลังงาน 17 กิโลแคลอรี
– ไขมัน 1 กรัม
– ไฟเบอร์ 12 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต 9.8 กรัม
– แคลเซียม 3 มิลลิกรัม
– โปรตีน 2.9 กรัม
– ฟอสฟอรัส 140 มิลลิกรัม
– ธาตุเหล็ก 9.4 มิลลิกรัม
– วิตามินเอ 2,924 ยูนิต
– วิตามินบี 1 0.09 มิลลิกรัม
– วิตามินบี 2 0.05 มิลลิกรัม
– วิตามินซี 0.4 มิลลิกรัม
– ไทอามีน 0.07 มิลลิกรัม
– ไนอะซิน 190 มิลลิกรัม

และไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้นที่เห็นคุณค่าของมะระขี้นก เพราะจริง ๆ แล้วสมุนไพรชนิดนี้ถูกใช้ในการรักษาโรคมานานนับพันปีไม่ว่าจะในทวีปเอเชีย แอฟริกา หรือแถบละตินอเมริกา ก็ล้วนแต่ใช้เจ้ามะระขี้นกนี้ในการบรรเทาและรักษาอาการของโรคต่าง ๆ อีกด้วย

มะระขี้นก สรรพคุณสุดเจ๋งภายในผลเล็ก ๆ

มะระขี้นกถือว่าเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ไม่ว่าจะเป็นปริมาณฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และวิตามินชนิดต่าง ๆ รวมทั้งไนอะซิน ที่ดีต่อร่างกาย ขณะที่สรรพคุณทางยาของมะระขี้นกเองก็ไม่ใช่น้อย ๆ เช่นเดียวกัน เพราะไม่ว่าจะส่วนไหนของมะระขี้นกก็สามารถช่วยรักษาอาการป่วยและโรคต่าง ๆ ได้ทั้งนั้นเลยล่ะ

* รากและเถา – ใช้แก้ร้อน แก้พิษ ถ่ายบิดเป็นเลือด หรือแม้แต่รักษาฝีบวมอักเสบ และปวดฟัน

* ใบ – ใช้รักษาโรคกระเพาะ บิด บรรเทาแผลฝีบวมอักเสบ ขับพยาธิ

* ดอก – มีรสขมและเย็นจัด สามารถช่วยรักษาโรคบิดได้

* เมล็ด – ใช้เป็นยากระตุ้นอารมณ์ทางเพศ บำรุงธาตุ และบำรุงกำลัง

* ผลสด – ใช้แก้พิษร้อน และอาการร้อนใน รักษาโรคบิด ตาบวมแดง บรรเทาแผลบวมเป็นหนองและฝีอักเสบ

* ผลแห้ง – ช่วยรักษาอาการของโรคหิด

ไม่เพียงสรรพคุณทางยาเท่านั้น สาร Momodicine ในมะระขี้นกก็ยังมีสรรพคุณในการช่วยกระตุ้นความรู้สึกอยากอาหาร และกระตุ้นให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกเป็นประจำและนอกจากสารเคมีชนิดนี้แล้ว ทางอายุรเวทยังได้มีการนำมะระขี้นกมาใช้ในการรักษาโรคตับ บรรเทาอาการของโรคเกาต์ และข้ออักเสบได้

มะระขี้นก กับเบาหวาน สมุนไพรโดดเด่นลดน้ำตาลได้ดีเยี่ยม

การศึกษาในปี 1962 ได้พบว่า สารซาแรนติน (Charatin) ในผลมะระขี้นกสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือด ต้านอาการของโรคเบาหวานในหลาย ๆ กลไก ได้แก่ ช่วยเพิ่มการหลั่งของอินซูลินจากตับอ่อน ลดการสร้างน้ำตาลจากตับ กระตุ้นการเผาผลาญน้ำตาล และเพิ่มความทนทานจากกลูโคส และยับยั้งการหลั่งของกลูโคสในลำไส้เล็ก รวมทั้งยับยั้งเอนไซม์กลูโคไซเดส อันเป็นสาเหตุของอาการเบาหวานได้อีกด้วยค่ะ

ที่น่ามหัศจรรย์ไปยิ่งกว่านั้นคือ มะระสามารถชะลอความผิดปกติของไต และความเสื่อมของเส้นประสาทภายในร่างกายที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงสะสมเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังช่วยชะลอการเกิดโรคต้อกระจกในผู้ป่วยเบาหวานได้อีกด้วย ซึ่งถ้าหากรับประทานเป็นประจำก็สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้อีกด้วย

มะระขี้นก สรรพคุณสุดเจ๋งภายในผลเล็ก ๆ

มะระขี้นกถือว่าเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ไม่ว่าจะเป็นปริมาณฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และวิตามินชนิดต่าง ๆ รวมทั้งไนอะซิน ที่ดีต่อร่างกาย ขณะที่สรรพคุณทางยาของมะระขี้นกเองก็ไม่ใช่น้อย ๆ เช่นเดียวกัน เพราะไม่ว่าจะส่วนไหนของมะระขี้นกก็สามารถช่วยรักษาอาการป่วยและโรคต่าง ๆ ได้ทั้งนั้นเลยล่ะ

* รากและเถา – ใช้แก้ร้อน แก้พิษ ถ่ายบิดเป็นเลือด หรือแม้แต่รักษาฝีบวมอักเสบ และปวดฟัน

* ใบ – ใช้รักษาโรคกระเพาะ บิด บรรเทาแผลฝีบวมอักเสบ ขับพยาธิ

* ดอก – มีรสขมและเย็นจัด สามารถช่วยรักษาโรคบิดได้

* เมล็ด – ใช้เป็นยากระตุ้นอารมณ์ทางเพศ บำรุงธาตุ และบำรุงกำลัง

* ผลสด – ใช้แก้พิษร้อน และอาการร้อนใน รักษาโรคบิด ตาบวมแดง บรรเทาแผลบวมเป็นหนองและฝีอักเสบ

* ผลแห้ง – ช่วยรักษาอาการของโรคหิด

ไม่เพียงสรรพคุณทางยาเท่านั้น สาร Momodicine ในมะระขี้นกก็ยังมีสรรพคุณในการช่วยกระตุ้นความรู้สึกอยากอาหาร และกระตุ้นให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกเป็นประจำและนอกจากสารเคมีชนิดนี้แล้ว ทางอายุรเวทยังได้มีการนำมะระขี้นกมาใช้ในการรักษาโรคตับ บรรเทาอาการของโรคเกาต์ และข้ออักเสบได้ มะระขี้นก รักษางูสวัดได้จริงหรือ ?

อาจจะเคยได้ยินตำรายาโบราณกันมามากว่า ถ้าเป็นงูสวัดแล้วให้นำใบแก่ของมะระขี้นกมาตำพอแหลกแล้วพอกลงบนงูสวัด แต่ขอบอกเลยว่ายังไม่มีผลวิจัยทางการแพทย์ใด ๆ ยืนยันว่าใบมะระขี้นกสามารถรักษางูสวัดได้ แต่ที่มีความเชื่อกันแบบนั้นอาจจะเป็นเพราะว่าตัวใบของมะระขี้นกเองก็มีฤทธิ์เย็น สามารถช่วยบรรเทาอาการบวมอักเสบของงูสวัดได้ แต่ไม่สามารถกำจัดเชื้อของงูสวัดได้ค่ะ

ข้อควรระวังในการรับประทานมะระขี้นก

ถึงจะมีสรรพคุณมากมาย แต่การรับประทานมะระขี้นกก็ยังมีข้อจำกัดในคนบางกลุ่ม เนื่องจากมะระขี้นกมีฤทธิ์เย็น การรับประทานมากไปอาจส่งผลเสียได้ เช่น สตรีมีครรภ์ เด็กหรือผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานมะระขี้นกโดยเด็ดขาด เนื่องจากมะระขี้นกมีสารที่ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง หากรับประทานเข้าไปอาจจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงได้ โดยเฉพาะคนท้องที่อาจจะเป็นอันตรายทั้งต่อตัวคุณแม่เองและเด็กในครรภ์

นอกจากนี้ยังไม่ควรรับประทานมะระติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ เพราะอาจจะทำให้ร่างกายเกิดการเสียสมดุล ควรเว้นระยะในการรับประทาน อีกทั้งผลสุกของมะระขี้นกก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะผลสุกของมะระขี้นกมีสารไซยาไนต์ และสารซาโปนินที่ส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาท รับประทานเข้าไปแล้วอาจจะทำให้เกิดอาการระบบประสาทผิดปกติ ทำให้เกิดการอาเจียน ท้องร่วงหรือช็อกหมดสติได้ค่ะ

เห็นไหมล่ะคะว่าคำว่า “หวานเป็นลมขมเป็นยา” เป็นคำที่ถูกต้องที่สุดเลยล่ะ เพราะประโยชน์ของมะระขี้นกนั้นดีต่อร่างกายมากมายหลายอย่าง ยังไงไปตลาดสดคราวหน้าอย่าลืมซื้อมะระขี้นกมาลองรับประทานกันนะ หรือถ้าใครกินมะระขี้นกแบบเป็นผลสด ๆ ไม่ได้เพราะทำใจไม่ไหว ลองเริ่มด้วยการรับประทานมะระขี้นกแบบแคปซูลดูก่อนก็ได้ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีแบบแคปซูลวางขายตามท้องตลาดอยู่เพียบ ลองเลือกดูสักทางจะได้เห็นว่าสมุนไพรชนิดนี้มีสิ่งดี ๆ ที่ล้ำกว่ารสชาติยังไงล่ะ

มะระทำอย่างไรไม่ให้ขม ?

ไม่ว่าจะมะระสายพันธุ์ไหนก็ขึ้นชื่อในเรื่องของความขมแทบทั้งนั้นจนบางคนอาจจะรับประทานแทบไม่ได้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปค่ะ แค่เพียงใช้เกลือแกง โดยหากจะนำมะระไปต้มสุกก็ควรจะเติมเกลือแกงลงไปในน้ำที่ใช้ต้มมะระด้วยก็จะทำให้ความขมลดลง แต่ถ้าอยากรับประทานสด ๆ แต่ไม่อยากลิ้มรสชาติขม ๆ ก็เพียงนำมะระมาทำความสะอาด ผ่าครึ่งและควักเมล็ดออก จากนั้นนำมาคลุกกับเกลือแกงทิ้งไว้สักครู่ แล้วนำไปล้างน้ำออก เกลือก็จะช่วยให้ดูดความขมออกไปได้ค่ะ…

Read More