เดือน: สิงหาคม 2020

Denny สิงหาคม 13, 2020

กระทือ  สามารถนำมาเป็นยาแก้ไข้ คนผอมแห้ง ต้มน้ำดอกกระทือดื่มช่วยเจริญอาหาร

กระทือ เป็น สมุนไพรไทย ตระกูลเดียวกันกับพวกขิงและข่า โดยได้มีถิ่นกำเนิดมาจากอินเดีย และได้รับการแพร่กระจายมายังทวีปเอเชีย รวมจนไปถึงประเทศไทย สรรพคุณของกระทือ เช่น เป็นการช่วยขับปัสสาวะ แก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ ช่วยขับลม แก้อ่อนเพลีย ช่วยเจริญอาหาร ขับประจำเดือน ขับเสมหะ บำรุงน้ำนม กระทือ ที่ได้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ingiber zerumbet Smith. ชื่ออื่นๆ ของกระทือ เช่น หัวทือ กระทือป่า แฮวดำ กะแวน เฮียงแดง ที่ได้มีชื่อเรียกของกระทือจะแตกต่างกันออกไปตามท้องถิ่น

ลักษณะของต้นกระทือ
ต้นกระทือ นั้นเป็น พรรณไม้ล้มลุก ลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดิน สีขาวอมเหลือง ใบเรียวยาว สีเขียวแก่ ดอกเป็นช่อ ช่อก้านดอกยาว ปลายดอกมีกลีบเลี้ยงสีเขียวปนแดง เป็นการขยายพันธุ์ของกระทือ ขยายพันธุ์ด้วยการแตกหน่อ กระทือเป็นพืชที่ชอบดินร่วน
ใบกระทือ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน ใบสีเขียวเข้ม เป็นลักษณะของใบคล้ายรูปหอกแกมขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบและแผ่นใบเรียบ ด้านล่างของใบมักมีขนนุ่ม ใบกว้างประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร ที่ก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น
ดอกกระทือ ออกดอกเป็นช่อแทงออกมาจากเหง้าขึ้นมา (รูปแรกด้านบนสุด) เป็นลักษณะของช่อดอกเป็นรูปทรงกระบอก มีกลีบดอกสีขาวนวลออกเหลือง (รูปที่ 1 ด้านล่าง) มีใบประดับขนาดใหญ่สีเขียวแกมแดงเรียงซ้อนกันหนาแน่นและเป็นระเบียบ (รูปที่ 2 ด้านล่าง) โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ดอกจะบานไม่พร้อมกัน
ผลกระทือ ผลมีลักษณะเป็นเมล็ดสีดำ ผลค่อนข้างกลม ผลแห้งแตก ติดอยู่ในประดับ และมีเนื้อสีขาวบางหุ้มเมล็ดอยู่
สรรพคุณของกระทือ

เป็นการนำเอากระทือ ที่มาใช้ประโยชน์ทางการรักษาโรคนั้น ที่สามารถนำมาใช้เป็นสมุนไพร ได้ทั้ง ลำต้น ดอก ใบ และเหง้า โดยรายละเอียดมีดังนี้
ลำต้นของกระทือ ใช้เป็นยาแก้เบื่ออาหาร ช่วยเจริญอาหาร
ใบของกระทือ สามารถใช้ขับเลือดเน่า ช่วยขับประจำเดือน
ดอกของกระทือ สามารถนำมาเป็นยาแก้ไข้ คนผอมแห้ง ต้มน้ำดอกกระทือดื่มช่วยเจริญอาหาร
เหง้าของกระทือ สามารถใช้เป็นยาขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้จุกเสียด ลดอาการปวดท้อง บำรุงธาตุ ช่วยขับปัสสาวะ ขับเสมหะ บำรุงน้ำนม
ประโยชน์กระทือ

กระทือ นั้น นิยมนำมาใช้ประโยชน์หลายอย่าง ประกอบด้วย
เป็นไม้ประดับ ลักษณะดอกของกระทือ ที่มีความสวยงามแปลกตา นิยมนำดอกกระทือปักแจกัญประดับตามห้องรับแขก
หน่ออ่อนของกระทือ ที่สามารถนำมารับประทานได้ ซึ่งนิยมรับประทานทั้งสดๆ และ ลวก ทากับน้ำจิ้ม ส่วนหน่อแก่ของกระทือ นำมาต้มดับกลิ่นคาวของอาหารได้
แกนของลำต้นกระทือ สามารถรับประทานได้
ใบกระทือ นิยมนำมาใช้ห่ออาหาร
ลำต้นของกระทือนำมากรีดเป็นเส้นตากแห้ง ใช้ทำเป้นเชือกได้
น้ำมันหอมระเหย ที่ได้จากดอกกระทือ ใช้ทำย่าฆ่าแมลงและลูกน้ำได้
โทษของกระทือ

สำหรับการใช้ประโยชน์จากกระทือ เนื้อจากกระทือมีรสเผ็ดร้อน จึงไม่ควรรับประทานในปริมาณมากเกินไป เนื่องจากอาจทำให้คลื่นไส้และอาเจียนได้
การปลูกกระทือ
ต้นกระทือ ปลูกง่าย สามารถขึ้นได้ตามธรรมชาติ การขยายพันธุ์ใช้การแตกหน่อ เป็นการปลูกกระทือนั้นนิยมขุดเหง้าจากเหง้าแม่ แล้วนำปลูกลงแปลง ซึ่งดินที่เหมาะสำหรับการปลูกกระทือ ควรเป็น ดินเหนียวปนทราย หรือ ดินร่วนปนทราย ควรปลูกใกล้กับบริเวณที่มีความชื้นตลอด เช่น ข้างบริเวณล้างจาน หรือ หลังห้องน้ำ เป็นต้น

ต้นกระทือ เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดในอินเดีย ต่อมาภายหลังได้แพร่กระจายมายังทวีปเอเชียรวมถึงประเทศไทย โดยจัดเป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นอยู่เหนือดินสูงราว 0.9-1.5 เมตร และมีเหง้าอยู่ใต้ดินเรียกว่า “เหง้ากระทือ” หรือ “หัวกระทือ” เปลือกนอกของเหง้ามีสีน้ำตาลแกมเหลือง ส่วนเนื้อในมีสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอม มีรสขม ขื่น ปร่า และเผ็ดเล็กน้อย ต้นจะโทรมในหน้าแล้งแล้วจะงอกขึ้นใหม่ในหน้าฝน เป็นการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เหง้าหรือที่เรียกว่าหัว เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ในที่ที่มีความชื้นพอสมควร และมีแสงแดดส่องตลอดวัน ที่ได้มีการพบขึ้นมากทางภาคใต้ ตามป่าดงดิบ ริมลำธารหรือชายป่า…

Read More
Denny สิงหาคม 12, 2020

ทุเรียน  สรรพคุณตาตำรายาไทยระบุว่า รากทุเรียน มีรสฝาดขมใช้แก้ไข้และแก้ท้องร่วง ใบทุเรียน มีรสขม

ต้นทุเรียน ( Durian ) ที่ได้มีชื่อวิทยาศาสตร์ของทุเรียน คือ Durio zibethinus L. ได้รับฉายาว่า ราชาแห่งผลไม้ เนื้อทุเรียนเหมือนคัสตาร์ด รสชาติคล้ายอัลมอนด์ บางคนบอกว่าทุเรียนมีกลิ่นเหม็นรุนแรง ทุเรียนสามารถรับประทานได้ทั้งสุกและห่าม

ลักษณะของต้นทุเรียน
ต้นทุเรียน เป็น ไม้ยืนต้น เป็นการขยายพันธุ์ทุเรียน ทำได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง การติดตา การทาบกิ่ง และ การเสียบยอด ลักษณะของต้นทุเรียน มีลักษณะดังนี้
ลำต้นของทุเรียน ลำต้นตั้งตรง ความสูงของต้นทุเรียน ประมาณ 25 ถึง 50 เมตร เปลือกของต้นทุเรียนมีสีเทาแก่ ผิวขรุขระหลุดลอกออกเป็นสะเก็ด เปลือกทุเรียนไม่มียาง
ใบของทุเรียน ใบเป็นใบเดี่ยว ได้กระจายทั่วกิ่ง ใบรูปไข่ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบเรียบลื่น มีไขนวล ใบด้านบนมีสีเขียว ท้องใบเป็นสีน้ำตาล ขอบใบเรียบ
ดอกของทุเรียน ออกดอกเป็นดอกช่อ เกิดตามลำต้น และกิ่งก้านยาว มีสีขาวหอม คล้ายรุประฆัง
ผลของทุเรียน ผลสดเป็นรูปรีถึงกลม เปลือกทุเรียนมีหนามแหลม ผลมีสีเขียว ผลสุกมีสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในมีสีเหลืองอ่อน เนื้อในนิ่ม รสหวาน
คุณค่าทางโภชนาการของทุเรียน

นักโภชนาการได้ศึกษา คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อทุเรียนสุก ขนาด 100 กรัม ที่ได้มีการพบว่าให้พลังงาน 174 กิโลแคลอรี มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 27.09 กรัม กากใยอาหาร 3.8 กรัม ไขมัน 5.33 กรัม โปรตีน 1.47 กรัม วิตามินเอ 44 หน่วยสากล วิตามินบี 1 0.374 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.2 มิลลิกรัม วิตามินบี 3 1.74 มิลลิกรัม วิตามินบี 5 0.23 มิลลิกรัม วิตามินบี 6 0.316 มิลลิกรัม วิตามินบี 9 36 ไมโครกรัม วิตามินซี 19.7 มิลลิกรัม ธาตุแคลเซียม 6 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 0.43 มิลลิกรัม ธาตุแมกนีเซียม 30 มิลลิกรัม ธาตุแมงกานีส 0.325 มิลลิกรัม ธาตุฟอสฟอรัส 39 มิลลิกรัม ธาตุโพแทสเซียม 436 มิลลิกรัม ธาตุโซเดียม 2 มิลลิกรัม และ ธาตุสังกะสี 0.28 มิลลิกรัม

สรรพคุณของทุเรียน
ทุเรียน ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการบำบัดโรค ได้หลายส่วนประกอบ ทั้ง เนื้อทุเรียน รากทุเรียน ใบทุเรียน เปลือกทุเรียน รายละเอียด ดังนี้
เนื้อทุเรียน ที่สามารถช่วยทำให้ฝีแห้ง ช่วยแก้โรคผิวหนัง ช่วยขับพยาธิ
รากทุเรียน ที่สามารถใช้ลดไข้ได้ ช่วยแก้อาการท้องร่วง
ใบทุเรียน ที่สามารถใช้ลดไข้ได้ ช่วยขับพยาธิ ช่วยแก้ดีซ่าน ช่วยทำให้หนองแห้ง
เปลือกของทุเรียน ที่สามมรถใช้ช่วยแก้ตานซาง ช่วยรักษาโรคคางทูม ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย ช่วยแก้ฝี ช่วยรักษาแผลพุพอง ใช้สมานแผล ใช้ไล่ยุงและแมลง
ข้อควรรู้ในการกินทุเรียน

การกินทุเรียน มีสิ่งที่ผู้บริโภคควรทราบ ดังนี้
ทุเรียนมีแคลอรี่สูง ทุเรียน 4 เม็ด ให้พลังงาน 400 กิโลแคลอรี่ เท่ากับน้ำอัดลม 2 กระป๋อง
ทุเรียนมีปริมาณน้ำตาลสูง ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรหลีกเลี่ยง รวมจนไปถึงคนที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และไขมันในโลหิตสูง
ทุเรียนมีฤทธิ์ร้อน ไม่ควรกินทุเรียนร่วมกับเหล้า เบียร์ หรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ทั้งหลาย
โทษของทุเรียน

ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มี แคลอรี่และน้ำตาลสูง ทุเรียนจึงไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วย โรคเบาหวาน อาจจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สตรีมีครรภ์ไม่ควรกินทุเรียน เพราะทำให้ความร้อนในร่างกายสูงขึ้น เป็นอันตราต่อลูกในท้อง ไม่ควรกินทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือ กาแฟ…

Read More
Denny สิงหาคม 11, 2020

ชะมดต้น  สมุนไพรไทย สรรพคุณเพิ่มความรู้สึกทางเพศ เพื่อการบำรุงสุขภาพ

ต้นชะมดต้น ทางแพทย์แผนไทยเรียกว่า เทียนชะมด หรือ ฝ้ายผี เป็นสมุนไพร ไม้เนื้ออ่อน ไม้ล้มลุก ชื่ออื่นๆ ของชะมดต้น เช่น ชะมัดต้น, ฝ้ายผี, เทียนชะมด, จั๊บเจี๊ยว, หวงขุย เป็นต้น ภาษาอังกฤษ เรียก Abelmosk เป็นพืชตระกูลชบา

ลักษณะของต้นชะมดต้น
ต้นชะมดต้น ที่ได้จัดเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก อายุประมาณ 1-2 ปี ที่สามารขยายพันธ์ได้โดยการปักชำ เป็นพืชที่สามารถปลูกได้ในประเทศเขตร้อน เช่น อินเดีย พม่า และประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไทย ที่สามารถพบได้ตามป่าดงดิบ ป่าดิบชื้น และป่าเบญจพรรณ ต้นชะมดต้น ความสูงของต้นไม่เกิน 2 เมตร ลำต้นมีขน สีขาวขึ้นปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ออกเป็นดอกเดี่ยว ตามซอกใบ สีเหลืองและสีม่วง ผลของชะมดต้น เป็นทรงกลมยาวคล้ายผลมะเฟือง ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่มีสีดำ ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาลมีกลิ่นหอม

คุณค่าทางโภชนาการของชะมดต้น
ข้อมูลทางเภสัชศาสตร์ได้ศึกษาชะมดต้น ที่ได้มีการพบว่าในผลของชะมดต้นมีน้ำมันหอมระเหย มีสารMyricetin, Methionine sulfoxide, a-Cephalin และในเมล็ด มีสาร Phosphatidylserine, Plasmalogen โดยน้ำมันหอมระเหยของชะมดต้น มี ambrettolide, ambrdttolic acid, decyl acetate, dodecyl acetate, alpha-macrocyclic lactone, farnesol, 5-dodecnyl acetate, 5-tetradecenyl acetate

สรรพคุณของต้นชะมดต้น
ที่สามารถนำชะมดต้นมาใช้ประโยชน์ได้ทั้ง ส่วน เมล็ด ราก ดอกใบและผล โดบรายละเอียดของสรรพคุณของชะมดต้น มีดังนี้

เมล็ดของชะมดต้น ที่สามารถช่วยเจริญอาหาร เป็นยาบำรุงธาตุ ใช้แก้ปวดหัว รักษาการกระหาย ขับลม รักษาโรคกระเพาะอาหาร
น้ำมันหอมระเหยจากเมล็ดของชะมดต้น เป็นยาระงับประสาท ช่วยคลายความเครียด ขับลม ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ กระตุ้นการทำงานของต่อมหมวกไต
รากของชะมดต้น สามารถช่วยขับพิษร้อน ลดไข้ แก้ไอเรื้อรัง แก้บิด แก้ท้องผูก รักษานิ่ว รักษาโรคหนองใน รักษาโรคกามโรค รักษาแผลพุพอง รักษาแผลไฟไหม้ แก้พิษฝีหนอง รักษารังแค ช่วยฆ่าเชื้อตามขุมขนและรากผม แก้ปวด รักษาโรคปวดข้อ ช่วยขับน้ำนมในสตรีหลังการคลอดบุตร
ดอกของชะมดต้น ช่วยแก้บิด แก้ท้องผูก รักษาโรคพยาธิและขับไส้เดือนรักษานิ่ว
ใบของชะมดต้น ใช้ขับพยาธิ รักษาแผลพุพอง รักษาแผลไฟไหม้ รักษากลากเกลื้อน รักษาโรคปวดข้อ
ผลของชะมดต้น ใช้รักษาฝี
สำหรับสรรพคุณของชะมดต้น คือ ช่วยเจริญอาหาร เป็นยาบำรุงธาตุ ใช้แก้ปวดหัว รักษาการกระหาย ขับลม รักษาโรคกระเพาะอาหาร เป็นยาระงับประสาท ช่วยคลายความเครียด ขับลม ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ กระตุ้นการทำงานของต่อมหมวกไต ช่วยขับพิษร้อน ลดไข้ แก้ไอเรื้อรัง แก้บิด แก้ท้องผูก รักษานิ่ว รักษาโรคหนองใน รักษาโรคกามโรค รักษาแผลพุพอง รักษาแผลไฟไหม้ แก้พิษฝีหนอง รักษารังแค ช่วยฆ่าเชื้อตามขุมขนและรากผม แก้ปวด รักษาโรคปวดข้อ ช่วยขับน้ำนมในสตรีหลังการคลอดบุตร รักษาโรคพยาธิ รักษานิ่ว รักษากลากเกลื้อน ใช้รักษาฝี

ประโยชน์อื่นๆของต้นชะมดต้น
ที่สามารถรับประทานเป็นผัก ใยของเปลือกต้นชะมดต้นสามารถนำมาทำเชือกและกระสอบ เมล็ดของชะมดต้นนำมาโรยป้องกันแมลงได้ รากของชะมดต้นมีสารเหนียวสามารถนำไปทำกระดาษได้ กลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยนำมาทำเป็นส่วนประกอบแต่งกลิ่นของอาหาร
ชะมดต้น เป็น สมุนไพร ที่มี สรรพคุณช่วยขับน้ำนม สำหรับคุณแม่หลังคลอด ส่วน สมุนไพรอื่นๆ ที่เป็น สมุนไพรสำหรับสตรีหลังคลอด อื่นๆ…

Read More
Denny สิงหาคม 10, 2020

บอน  สำหรับสรรพคุณและประโยชน์ของบอนในการรักษาโรค และ การบำรุงร่างกาย

ลักษณะของต้นบอน
ต้น บอน เป็นพืชล้มลุก ขึ้นได้ดีตามที่ลุ่มริมน้ำ ที่ได้มีการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ ไหล และวิธีการปักชำหัว บอนมีถิ่นกำเนิดอยู่แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต่ อายุของต้นบอนหลายปี โดยเป็นลักษณะของต้นบอนมีรายละเอียดดังนี้

เหง้าของบอน เหง้าหรือ หัวของบอนอยู่ใต้ดิน ลักษณะทรงกระบอก ลำต้นของบอน โดยลำต้นของบอนจะประกอบด้วย หัวกลาง และ หัวย่อย
ใบบอน ลักษณะของใบบอน เป็นใบเดี่ยว ใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบเว้าแหลม ใบมีสีเขียวอ่อน หรือ สีม่วง หรือ สีขาว ก้านใบยาว ออกมาจากเหง้าของบอน ก้านใบ มีสีเขียวแกมม่วง หรือ สีเขียวแกมเหลือง ก้านใบยาวประมาณ 90 เซนติเมตร
ดอกบอน ออกเป็นช่อ ดอกบอนออกจากลำต้นใต้ดิน กาบดอกสีเหลือง ดอกเป็นกระเปาะสีเขียว มีกลิ่นหอม
ผลบอน ลักษณะของผลบอนมีสีเขียว ในผลบอนมีเมล็ดน้อยๆ
คุณค่าทางโภชนาการของบอน

นักโภชนาการได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของบอน ทั้ง ใบบอน และ ก้านบอน โดยได้มีการพบว่ามีสารอาหารสำคุญมากมาย โดยรายละเอียด ดังนี้
คุณค่าทางโภชนาการของใบบอน ขนาด 100 กรัม ที่ได้มีการพบว่าให้พลังงาน 112 แคลอรี มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 25.8 กรัม โปรตีน 2.1 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม กากใยอาหาร 1.0 กรัม น้ำ 70 % เถ้า 1.0 กรัม วิตามินเอ 103 หน่วยสากล วิตามินบี 1 0.15 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.17 มิลลิกรัม วิตามินบี3 1 มิลลิกรัม วิตามินซี 2 มิลลิกรัม ธาตุแคลเซียม 84 มิลลิกรัม และ ธาตุฟอสฟอรัส 54 มิลลิกรัม

คุณค่าทางโภชนาการของก้านใบบอน ขนาด 100 กรัม ที่ได้มีการพบว่าให้พลังงาน 24 แคลอรี มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 5.8 กรัม โปรตีน 0.5 กรัม ไขมัน 0.9 กรัม กากใยอาหาร 0.9 กรัม น้ำ 92.7 % วิตามินเอ 300 หน่วยสากล วิตามินบี1 0.02 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.04 มิลลิกรัม วิตามินบี3 13 มิลลิกรัม วิตามินซี 1 มิลลิกรัม ธาตุแคลเซียม 49 มิลลิกรัม ธาตุฟอสฟอรัส 25 มิลลิกรัม และ ธาตุเหล็ก 0.9 มิลลิกรัม

ประโยชน์ของบอน
สำหรับต้นบอน นั้น สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากลาย ทั้งส่วน ก้าน ใบ และ หัว ซึ่งโดยทั่วไปของการนำเอาบอนมาใช้ประโยชน์ เช่น ได้นำมาทำอาหารสำหรับรับประทาน ที่นำใบมาใช้เป็นภาชนะในการใส่น้ำ ก้านสามารถนำมาตากแห้งทำเป็นเชื่อก และ วัตถุดิบในการจักรสาน ดอกของบอนสวย สามารถปลูกเป็นไม้ประดับได้

สรรพคุณของบอน
สำหรับสรรพคุณและประโยชน์ของบอนในการรักษาโรค และ การบำรุงร่างกายนั้น สามารถใช้ประโยชน์ จาก ราก หัว ก้าน ลำต้น น้ำยาง ใบ โดยรายละเอียด ดังนี้
รากของบอน สรรพคุณแก้ท้องเสีย แก้อาการเจ็บคอ แก้เสียงแหบ
หัวของบอน สรรพคุณเป็นยาระบาย ช่วยขับปัสสาวะ ห้ามเลือด รักษาฝี ช่วยขับน้ำนมของสตรี ช่วยลดความดันโลหิต
ลำต้นของบอน สรรพคุณรักษาแผลจากงูกัด
ก้านใบบอน สรรพคุณแก้พิษคางคก ลดอาการอักเสบ
น้ำยางของบอน สรรพคุณถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ช่วยกำจัดหูด
โทษของบอน

ต้นบอน มียาง ซึ่งยางของบอนมีพิษ การนำบอนมารับประทานอาหาร ที่ต้องกำจักยางของบอนออกให้หมดก่อน ห้ามล้างด้วยน้ำเย็น โดยให้นำไปต้มในน้ำเดือด และ คั้นน้ำของต้นบอนทิ้ง ก่อนนำมาทำอาหาร
น้ำยางของบอนและลำต้นของบอน หากสัมผัสผิวจะทำให้เกิดอาการคันและปวดแสบปวดร้อน ทำให้อักเสบ บวม และ ผิวหนังพอง หากนำมารับประทานแบบสดๆ จะทำให้คันคออย่างรุนแรง เป็นพิษรุนแรงจะทำให้พูดไม่ได้ ลิ้นหนัก คันปาก ลำคอบวม…

Read More
Denny สิงหาคม 9, 2020

แห้ว  ใช้ประโยชน์จากแห้วด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค

ต้น แห้ว ที่มีชื่อสามัญ ว่า Water Chestnut ชื่อวิทยาศาสตร์ของแห้ว คือ Eleocharisdulcis Trin. ต้นแห้วมีถิ่นกำเนิดที่ประเทศจีน และ ประเทศในเขตอบอุ่น ที่สามารถปลูกได้ทั่วไป แห้วเป็น พืชชายน้ำ ที่ได้มีการนิยมนำหัวของแห้วมารับประทาน เนื้อของหัวแห้ว ขาว มีรสหวาน ที่ได้มีการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย เช่น แป้ง หรือ แห้วกระป๋อง เป็นต้น

แห้วในประเทศไทย
สำหรับประเทศไทยนั้น ที่ได้มีการเริ่มมการนำแห้วจีนเข้ามาปลูกครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2493 โดย กำนันวงษ์ ปลูกในนาข้าวของกำนันวงษ์ ที่อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ซึ่งในปัจจุบันการปลูกแห้วมีการปลูกมาก เฉพาะพื้นที่ภาคกลาง ตามแถบแม่น้ำท่าจีน

ชนิดของแห้ว
ต้นแห้ว ที่นิยมนำมาปลูกนั้น มี 3 ชนิด คือ แห้วหมู แห้วไทย และ แห้วจีน โดยรายละเอียด ดังนี้
แห้วหมู หรือ หญ้าแห้วหมู มีลักษณะเด่นของแห้วชนิดนี้ คือ ลำต้นขนาดเล็ก กลม สั้น แตกใบสูงกว่าลำต้น แตกหัวออกตามไหล หัวแห้วมีขนาดเล็ก เปลือกหัวแห้วสีดำอมน้ำตาล เนื้อสีขาว แข็ง รสเผ็ดร้อน
แห้วไทย ลักษณะ คือ ลำต้นสูงประมาณ 80 เซนติเมตร ใบเป็นสามเหลี่ยม เปลือกของหัวแห้วมีสีดำ และแข็งเป็นริ้ว เนื้อของหัวแห้วมีสีขาว เมื่อให้ต้มสุกแล้วเนื่อจะเป็นสีเหลืองอ่อน หัวเล็กกว่าแห้วจีน
แห้วจีน นิยมปลูกมากที่สุดในไทย ลักษณะ คือ ลำต้นสูงประมาณ 1 เมตร ใบเป็นทรงกลม เหมือนหญ้า หัวแห้วทรงกลม เปลือกของหัวแห้วสีน้ำตาลไหม้ เนื้อของหัวแห้วสีขาว
ลักษณะของต้นแห้ว

ต้นแห้ว เป็นพืชล้มลุก อายุแค่ปีเดียว ลักษณะคล้ายข้าว ปลูกในที่ที่มีน้ำมาก สำหรับรายละเอียดของต้นแห้ว มีรายละเอียด ดังนี้
รากและหัวของแห้ว เป็นแบบไรโซม มีการแตกไหล หัวแห้ว มีลักษณะทรงกลม ค่อนข้างแบน หัวแห้ว สามารถแบ่งได้ 2 ชนิด คือ หัวแห้วที่เกิดเมื่อต้นแห้วอายุ 6 ถึง 8 สัปดาห์ และ หัวแห้วที่เกิดช่วงแห้วออกดอก
ลำต้นของแห้ว เป็นลักษณะกก ลำต้นมีทรงกลม ลำต้นตั้งตรง แข็ง และ อวบน้ำ ลำต้นสูงประมาณ 1.5 เมตร
ใบของแห้ว เป็นใบเดี่ยว ใบมีลักษณะกลม ยาว สีเขียว
ดอกของแห้ว จะออกดอกเป็นช่อ ออกที่บริเวณยอดของลำต้น ช่อดอกย่อยมีจำนวนมาก ดอกแห้วจะแทงออกเมื่อลำต้นสูงประมาณ 15 เซนติเมตร
ผลของแห้ว เรียก เมล็ด มีขนาดเล็ก สีน้ำตาลอมดำ

ประโยชน์ของแห้ว
สำหรับการใช้ประโยชน์จากต้นแห้วนั้น ประโยชน์หลักของแห้วนั้น ที่ได้มีการนิยมนำหัวแห้วมาทำอาหารรับประทาน ซึ่งหัวแห้วมีคุณสมบัติคล้ายยแป้งข้าวโพด ที่สามารถนำแห้วมาทำแป้งได้ ทำอาหารสัตว์ได้ ส่วนใบและลำต้นของแห้วสามารถนำมาทำเครื่องจักรสานได้ เช่น หมวกสาน ตะกร้า เป็นต้น

คุณค่าทางโภชนาการของแห้ว
สำหรับหัวแห้วนั้นเป็นส่วนที่นิยมนำมารับประทาน โดยนักโภชนากการได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนากการของหัวแห้ว ขนาด 100 กรัม ที่ได้มีการพบว่า ให้พลังงาน 730 กิโลจูล มีสารอาหารสำคัญต่างๆ ประกอบด้วย น้ำ 48.2 กรัม โปรตีน 3.4 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 32.1 กรัม กากใยอาหาร 14.9 กรัม น้ำตาล 3.3 กรัม แคลเซียม 17.6 มิลลิกรัม สังกะสี 0.4 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 0.7 มิลลิกรัม โซเดียม 0.8 มิลลิกรัม และ โพแทสเซียม 468 มิลลิกรัม

สรรพคุณของแห้ว
สำหรับการใช้ประโยชน์จากแห้วด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค นัั้น จะใช้ หัวแห้วและใบแห้ว โดยรายละเอียด สรรพคุณของแห้ว มีดังนี้
หัวแห้ว สรรพคุณ แก้อักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยบำรุงร่างกาย ลดไขมันในเส้นเลือด รักษาเบาหวาน แก้กระหายน้ำ กระตุ้นการย่อยอาหาร ลดไข้ แก้ร้อนใน ช่วยขับน้ำนม รักษาโรคกระเพาะอาหาร แก้คลื่นไส้อาเจียน ช่วยเจริญอาหาร แก้ไอ แก้ท้องผูก แก้อาการเมาเหล้า รักษาริดสีดวงทวาร ช่วยให้หูดอ่อนนิ่มลง
ใบแห้ว สรรพคุณ แก้อาการปวดเหงือก แก้ปวดฟัน รักษาแผลในช่องปาก รักษาแผลแมลงสัตว์กัดต่อย ลดอาการปวดบวม
โทษของแห้ว…

Read More