หมวดหมู่: สมุนไพรไทย

Denny สิงหาคม 29, 2020

กระท้อน  มีสรรพคุณต้านเชื้อจุลินทรีย์ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย รักษาการอักเสบ

ต้นกระท้อน เป็นชื่อ ผลไม้ ที่คุ้นหูคนไทยเป็นอย่างดี ตำบักต้อง หรือ ตำกระท้อน เมนูบ้านๆ แต่กระท้อนมีสรรพคุณ สำหรับ คนรักสวยรักงาม กระท้อนป้องกันสิว กระชับผิว ลดหน้ามันได้ สนใจใน กระท้อน แล้วซิ มาทำความรู้จักกับกระท้อนกัน ว่าผลไม้ชนิดนี้ เป็นอย่างไร มีสรรพคุณการรักษาโรคอะไรบ้าง กระท้อนเป็นผลไม้ มาจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย แต่คนไทยรู้จักกระท้อนนานมาก

กระท้อน ภาษาอังกฤษ เรียก Sentul หรือ Santol หรือ Red sentol หรือ Yellow sentol กระท้อนมีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Sandoricum koetjape ( Burm. f.) Merr. ชื่อเรียกอื่นๆของกระท้อน อาทิ เช่น เตียน, ล่อน, สะท้อน,มะต้อง, มะติ๋น ,สตียา, สะตู, สะโต เป็นต้น ผลกระท้อน มีวิตามินเอ วิตามินซีสูง และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิว ดีต่อระบบขับถ่าย เป็นยาระบายอ่อนๆ กระท้อนช่วยเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ได้ดี ส่วนใบช่วยขับเหงื่อ ขับของเสียออกทางผิวหนัง เปลือกใช้รักษาโรคผิวหนังได้ดี เนื่องจากมีสรรพคุณยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย

ลักษณะของต้นกระท้อน
ต้นกระท้อน เป็นไม้ยืน เป็นไม้ผลัดใบ ที่มีขนาดใหญ่ ความสูงประมาณ 30 เมตร ที่ลำต้นมีกิ่งก้านตั้งแต่กลางลำต้นเป็นต้นไป ใบมีขนาดใหญ่ เป็นทรงพุ่มใหญ่
เปลือกของต้นกระท้อน เป็นผิวเรียบ สีน้ำตาล เนื้อไม้ของต้นกระท้อน เมื่อยังเป็นต้นอ่อนจะหักง่าย เมื่ออายุมากขึ้น เนื้อไม้จะมีความแข็งปานกลาง
ใบของกระท้อน เป็นใบเดี่ยว แทงออกจากปลายกิ่ง ใบมีลักษณะรูปไข่ สีเขียว ปลายใบมน ใบค่อนข้างเหนียว เนื้อใบหยาบ มีขนอ่อนๆและสากมือ ขอบใบหยักเป็นลูกคลื่น
ดอกของกระท้อน จะออกเป็นช่อ ออกตามซอกใบและซอกกิ่ง แต่ละกิ่งจะมีประมาณช่อดอก 4 ช่อ ดอกยาว ดอกตูมมีสีเขียว ดอกบานมีสีเหลือง ดอกของกระท้อนจะพัฒนาเป็นผล
ผลและเมล็ดของกระท้อน ผลกระท้อนมีลักษณะกลม ผิวเปลือกเรียบ และมีขนทั่วผล ที่ผลจะมียางสีขาว ผลแก่จะมีสีน้ำตาล ผิวเปลือกหยาบก้าน มีรอย่น เปลือกจะมีความหนา ภายในผลจะมีเนื้อผล และเมล็ด ที่สามารถนำเมล็ดมาขยายพันธุ์ต่อได้
คุณค่าทางโภชนาการของกระท้อน

นักโภชนาการได้มีการศึกษาผลกระท้อนขนาดต่อ 100 กรัม ที่ได้พบว่ามีสารอาหารมากมาย ประกอบด้วย โปรตีน 0.118 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม กากใยอาหาร 0.1 กรัม แคลเซียม 4.3 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 17.4 มิลลิกรัม เหล็ก 0.42 มิลลิกรัม แคโรทีน 0.003 มิลลิกรัม วิตามินบี1 0.045 มิลลิกรัม วิตามินบี3 0.741 มิลลิกรัม และวิตามินซี 86.0 มิลลิกรัม

สรรพคุณของกระท้อน
คุณค่าทางสมุนไพร สำหรับการรักษาโรคของกระท้อนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายส่วน ประกอบด้วย ผล ใบ เปลือกและเนื้อไม้ รายละเอียดดังนี้
ผลของกระท้อน ใช้บำรุงร่างกาย บำรุงสายตา บำรุงผิว เป็นการสร้างภูมต้านทานโรค ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย ช่วยเจริญอาหาร ป้องกันมะเร็ง ลดน้ำหนัก ควบคุมน้ำตาลในเลือด และลดคอเรสเตอรอล
เปลือกของกระท้อน มีสรรพคุณต้านเชื้อจุลินทรีย์ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย รักษาการอักเสบ รักษาแผลในปาก ป้องกันฟันผุ แก้อาการท้องเสีย รักษาอาการคันตามผิวหนัง
ใบของกระท้อน ช่วยในการขับเหงื่อ ขับของเสียออกจากร่างกาย สำหรับสตรีหลังคลอด ช่วยลดไข้ ลดอาการหนาวสั่น รักษากลากเกลื้อน และรักษาโรคผิวหนัง
รากของกระท้อน ช่วยดับพิษร้อน ช่วยขับลม แก้ท้องเสีย ช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
การปลูกกระท้อน

กระท้อนชอบพื้นที่ลุ่ม สำหรับการปลูกกระท้อนให้ยกร่องสูง ทนน้ำท่วม
การเตรียมแปลง ต้องไถให้เรียบ กำจัดวัชพืชออก ขุดลึกและกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร เว้นระยะห่างต่อหลุ่มประมาณ 6 เมตร
การปลูก แนะนำให้ปลูกช่วงฤดูฝน นำต้นพันธุ์ลงปลูกตรงกลาง ใช้ฟางข้าวหรือเศษใบไม้คลุมรอบโคนต้นและรดน้ำให้ชุ่ม
การให้น้ำ ให้น้ำสัปดาห์และ 1 ครั้ง อย่างสม่ำเสมอ และให้น้ำทุกวัน เมื่อต้นกระท้อนเริ่มออกดอกและติดผล
การใส่ปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยคอกเป็นหลักในช่วง 2 ปีแรก ที่ยังไม่ให้ผล จากนั้นค่อยให้ปุ๋ยเร่งดอก เร่งผล
การเก็บเกี่ยวผล ให้ห่อผล เพื่อป้องกันการเสียหายของผิวเปลือกผล เมื่อผลโต และมีสีเขียวอมเหลือง ให้ใช้กระดาษ ห่อ เพื่อป้องกันศัตรูพืชทำลาย และช่วยให้ผิวเรียบ สวย…

Read More
Denny สิงหาคม 28, 2020

ซ่อนกลิ่น  สรรพคุณของ เหง้าและดอกของต้นซ่อนกลิ่น ว่า ช่วยลดการอักเสบ

ต้นซ่อนกลิ่น เป็น ไม้ประดับ ที่ได้นิยมนำดอกมาจัดให้ความสวยงามและความหมอบ จัดเป็น พืชเศรษฐกิจ ชนิดหนึ่ง สำหรับการใช้ ดอกซ่อนกลิ่นในประเทศไทย ในส่วนใหญ่จะได้มีการนำมา ประดับงานศพ และ ใช้ในการบูชาพระ ต้นซ่อนกลิ่น จึงเป็นต้นไม้ที่มีความผูกพันธ์กับสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง การที่ดอกซ่อนกลิ่นที่ได้นิยมนำมาใช้ในการจัดดอกไม้ในงานศพ แต่ดอกซ่อนกลิ่นจัดเป็น ไม้มงคล

ดอกซ่อนกลิ่น ยังใช้ในการไหว้บูชา ในพิธีกรรมต่างๆ เช่น ชาวประมง ใช้บูชาแม่ย่านางเรือ ก่อนออกเดินเรือ ในประเทศไทย มี การปลูกซ่อนกลิ่น เป็นอาชีพ ในเขตหนองแขม และเขตภาษีเจริญ ของกรุงเทพมหานคร และในต่างจังหวัด อย่างเช่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคาย และจังหวัดขอนแก่น เป็นต้น

ต้นซ่อนกลิ่น เป็น พืชท้องถิ่นของแถบประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ต้นซ่อนกลิ่น เป็น ไม้ล้มลุก ประเภทใบเลี้ยงเดี่ยว ดอกสีขาว กลิ่นหอม และมีหัวอยู่ใต้ดิน เป็นพืชในตระกลู Amaryllidaceae สำหรับชื่อสามัญของต้นซ่อนกลิ่น เรียก Tuberose ชื่อวิทยศาสตร์ของต้นซ่อนกลิ่น คือ Poliamtues tuberosa Lin. ชื่อเรียกอื่นๆ ของต้นซ่อนกลิ่น เช่น ดอกรวงข้าว ดอกลีลา เป็นต้น

ลักษณะของต้นซ่อนกลิ่น
ต้นซ่อนกลิ่น เป็น พืชล้มลุก ลำต้นเป็นหัว อยู่ใต้ดิน ลักษณะของหัวต้นซ่อนกลิ่น เหมือนหอมหัวใหญ่ ใบของต้นซ่อนกลิ่น เป็นในเลี้ยงเดียว มีสีเขียว ขนาดเล็ก ลักษณะใบเรียวยาว จะโผล่ออกมาจากพื้นดิน ขนาดของใบยาวประมาณ 30 ถึง 45 เซ็นติเมตร ดอกของซ่อนกลิ่น จะออกเป็นกอ ยื่นออกมาตรงกลางลำต้น ดอกเกาะตรงก้านดอกเรียงกันเป็นแนวสวยงาม มีสีขาว ขนาดดอกซ่อนกลิ่นยาวประมาณ 2 เซ็นติเมตร สำหรับช่อดอกจะยาวประมาณ 60 ถึง 65 เซ็นติเมตร ในแต่ละช่อดอก จะมีดอกซ่อนกลิ่นประมาณ 30 ดอก ถึง 90 ดอก ดอกซ่อนกลิ่น จะมีกลิ่นหอมมาก โดยเฉพาะเวลากลางคืน จะให้กลิ่นที่หอมมาก เวลาเก็บดอกซ่อนกลิ่นให้เก็บเวลากลางคืน

สรรพคุณทางสมุนไพรของต้นซ่อนกลิ่น
ซ่อนกลิ่น ที่จะนิยมำมาใช้ประโยชน์ในส่วนของต้นหรือเหง้า และดอก มาใช้ประโยชน์ โดยมี ตำราแพทย์แผนไทย ได้กล่าวถึงสรรพคุณของ เหง้าและดอกของต้นซ่อนกลิ่น ว่า ช่วยลดการอักเสบ และ บรรเทาความผิดปกติของกระดูก ได้ ดอกซ่อนกลิ่น มีกลิ่นหอม ช่วยให้ผ่อนคลายอารมณ์ และ ลดความตึงเคลียด ทำให้ใจเย็น ทำให้จิตใจสงบ มีสมาธิ นอนหลับง่าย กระตุ้นกำหนัด

ต้นซ่อนกลิ่น เป็น พืชที่มาจากแดนไกล ถิ่นกำเนิดของซ่อนกลิ่น นั้นอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ที่สามารถพบได้ในแถบเทือกเขาแอนดีส มีการปลูกครั้งแรงในทวีปเอเชียที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยการนำเข้ามาของชาวสเปน จากนั้นชาวจีนมีการค้าขายระหว่างประเทศได้นำเข้ามาประเทศไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่มีบันทึกว่าต้นซ่อนกลิ่นเข้ามาประเทศไทยครั้งแรกเมื่อใด

เชื่อว่าคนไทยรู้จักดอกซ่อนกลิ่นก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สันนิษฐานว่า สมัยกรุงศรีอยุธยา ต้นซ่อนกลิ่น นั้นยังไม่มีการปลูกแพร่หลายนั้น เนื่องจากตามวรรณคดีต่างๆในสมัยนั้นไม่มีเรื่องใดกล่าวถึง ดอกซ่อนกลิ่น เลย สำหรับสมัยรัตนโกสินทร์ การปลูกซ่อนกลิ่น ได้รับความนิยมแพร่หลาย พบได้ว่าในวรรณคดีหลายเรื่องและบทเพลงของเด็ก ได้กล่าวถึง ดอกซ่อนกลิ่น อยู่ด้วย ในวรรณคดีของสุนทรภู่ เรียกซ่อนกลิ่นว่า ซ่อนชู้

โทษของซ่อนกลิ่น
สำหรับน้ำมันหอมระเหยจากดอกซ่อนกลิ่น นำมาใช้ประโยชน์ต่างๆควรระมัดระวังในการใช้ โดยให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือ การใช้อย่างต่อเนื่อง อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้…

Read More
Denny สิงหาคม 26, 2020

รางจืด  สรรพคุณทางด้านสมุนไพรของรางจืด สามารถนำมาใช้ได้ทั้ง ใบ ราก

รางจืด ภาษาอังกฤษ เรียก Laurel clockvine ) ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ของรางจืด คือ Thumbergia laurifolia Lindl สำหรับชื่ออื่นๆของรางจืด เช่น กำลังช้างเผือก ขอบชะนาง เครือเขาเขียว ฮางจืด เป็นต้น

สมุนไพรรางจืด “ ราชาแห่งการถอนพิษ ” เป็นสมุนไพรที่กระทรวงสาธารณสุขรณรงค์ให้เกษตรกรหรือบุคคลทั่วไปเลือกใช้เพื่อใช้แก้พิษต่าง ๆ เช่น พิษจากยาฆ่าแมลง ยาเบื่อ สารตะกั่ว ฯลฯ ยิ่งเมื่ออยู่ในสถานที่ห่างไกลจากโรงพยาบาล เป็นการจะนำส่งแพทย์เพื่อรับการรักษาอาจจะต้องใช้ระยะเวลานาน จนอาจจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ แต่ถ้ามีต้นรางจืดปลูกอยู่แถวบ้าน เราก็สามารถใช้ใบรางจืดที่ไม่แก่หรืออ่อนมากเกินไป หรือใช้รากที่มีอายุเกิน 1 ปีขึ้นไป ในขนาดปริมาณเท่านิ้วชี้มาใช้เพื่อรักษาบรรเทาอาการของพิษเฉพาะหน้าไปก่อน ก่อนที่จะได้นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล โดยส่วนที่นำมาใช้เป็นยานั้นก็ได้แก่ ใบ ราก และเถาสด

ชนิดของรางจืด
รางจืดที่พบได้ในประเทศไทย พบเห็นอยู่ 3 ชนิด ประกอบด้วย รางจืดเถา รางจืดต้น และ ว่านรางจืด ซึ่งรายละเอียดของรางจืด แต่ละชนิดมีดังนี้
รางจืดเถา เป็นไม้เลื้อย มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย และพม่า รางจืดชนิดนี้มีสรรพคุณในการกำจัดพิษ ไม่ว่าจะเป็นพิษจากพืช พิษจากสัตว์ หรือ พิษจากสารเคมี
รางจืดต้น เป็นพืชล้มลุก นิยมนำใบและรากมาทำยา ด้วยเชื่อว่ารากสามารถแก้คุณไสย ยาพิษและยาสั่ง ความสูงของต้นไม่เกิน 2 เมตร ดอกมีสีเหลือง
ว่านรางจืด ตามตำรายาในกลุ่มว่าน นิยมนำหัวว่านรางจืดมาทำยาสมุนไพร และ เชื่อว่าสามารถแก้คุณไสย ยาสั่ง และ ขับสารพิษเหมือนกับรางจืดต้น ดอกมีกลิ่นหอม สามารถนำมาประกอบอาหารได้
ลักษณะของต้นรางจืด

ต้นรางจืด เป็นพืชในเขตร้อนและเขตอบอุ่น พบได้ทั่วไปในประเทศแถบทวีปเอเชีย นิยมขึ้นทั่วไปตามป่าดิบชื้น เจริญเติบโตได้เร็วมาก สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำ ลักษณะของต้นรางจืด มีดังนี้
ลำต้นรางจืด เป็นลักษณะเถา กลมเป็นปล้อง สีเขียวสด ลำต้นเรียบไม่มีขน คล้ายลำต้นของตำลึง จะเกี่ยวพันตามต้นไม้หรือ หลักเสา
ใบรางจืด ลักษณะเป็นใบเดี่ยว ใบคล้ายรูปหัวใจ โคนใบมนเว้า ปลายใบเรียวแหลม ใบมีสีเขียว
ดอกรางจืด ลักษณะดอกออกเป็นช่อ ออกดอกตามซอกใบ ดอกมีสีม่วงอมฟ้า โคนกลีบดอกสีเหลืองอ่อน
ผลรางจืด ลักษณะเป็นฝัก กลม ปลายเป็นจะงอย
สารสำคัญในรางจืด

นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาสารเคมีในรางจืด เพื่อนำไปพัฒนาด้านต่างๆ พบว่า ในรางจืดมีสารสำคัญ 2 กลุุ่ม คือ กลุ่มโพลีฟีนอล และ กลุ้มฟลาโวนอยด์ รายละเอียดดังนี้
กลุ่มโพลีฟีนอล ( polyphenol ) คือ กรดฟีนอลิค ( phenolic acid ) ซึ่งมีฤทธิ์อนุมูลอิสระ protocatechuic acid
กลุ่มฟลาโวนอยด์ ( flavonoid ) ซึ่งเป็นสารสำคัญที่สามารถยับยั้งพิษของสารหนูได้ คือ apigenin และ apigenin glucoside
สรรพคุณของรางจืด

สำหรับการใช้ประโยชน์จากรางจืด เพื่อการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค สรรพคุณทางด้านสมุนไพรของรางจืด สามารถนำมาใช้ได้ทั้ง ใบ ราก โดยรายละเอียดของสรรพคุณของรางจืด มีดังนี้
ใบและรากของรางจืด นำมาใช้พอกบาดแผล เป็นยาถอนพิษไข้ ถอนพิษอาหาร พิษเบื่อเมา แก้อาการเมาค้าง
รากของรางจืด ใช้ถอนพิษเบื่อเมา นำมาฝนกับน้ำซาวข้าวช่วยทำให้พิษเจือจางและถอนพิษออกได้ รางจืด สามารถบรรเทาอาการท้องร่วง ท้องเสีย ลดอาการแพ้ ผื่นคัน แก้พิษยาฆ่าแมลงในสัตว์ แก้พิษจากสารเคมีในยากำจัดศัตรูพืช แก้พิษสารเคมีต่างๆ พิษแอลกอฮอล์ พิษสุราเรื้อรัง ล้างพิษที่สะสมในร่างกาย
ใบของรางจืด ใช้ถอนพิษไข้ พิษเบื่ออาหารจากการทานของแสลง
คำแนะนำสำหรับการใช้ประโยชน์จากรางจืด

รางจืด วิธีใช้ประโยชน์จากใบสดรางจืดในการรักษาพิษ หากใช้สำหรับคนให้ใช้ประมาณ 10-12 ใบ (แต่ถ้าใช้สำหรับวัวควายให้ใช้ 20-30 ใบ) เมื่อได้ใบสดให้นำมาตำจนละเอียดผสมกับน้ำซาวข้าวประมาณครึ่งแก้ว ว่านรางจืดวิธีรับประทานก็ง่าย ๆ เพียงนำมาคั้นเอาแต่น้ำมาดื่มให้หมดทันทีที่มีอาการ และอาจจะต้องดื่มซ้ำอีกภายในครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงถัดมา
การใช้ประโยชน์จากรากรางจืดในการรักษาพิษ หากใช้สำหรับคนให้ใช้ประมาณ 1-2 องคุลี (แต่ถ้าหากใช้กับวัวควายให้ใช้ประมาณ 2-4 องคุลี) เมื่อได้รากมาแล้วให้นำมาฝนหรือนำมาตำเข้ากับน้ำซาวข้าว แล้วนำมาดื่มให้หมดทันทีที่มีอาการ และอาจจะต้องใช้ซ้ำอีกภายในครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงเช่นเดียวกับการใช้ใบรางจืด
สำหรับการใช้รางจืดเพื่อถอนพิษยาฆ่าแมลง สำหรับผู้ป่วยที่ดื่มยาฆ่าแมลง ใช้ถอนยาพิษ ยาเบื่อ และพิษจากสตริกนินนั้น ต้องใช้ยารางจืดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้จึงจะได้ผลดี เพราะถ้ายาซึมเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากหรือทิ้งไว้ข้ามคืน รางจืดก็จะได้ผลน้อยลงนั่นเอง
รากของรางจืดนั้นจะมีสรรพคุณทางยามากกว่าที่ใบถึง 4-7 เท่า ! หากเป็นไปได้การเลือกใช้รากถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
รางจืดที่จะมีประสิทธิภาพดีที่สุดก็คือรางจืดชนิดเถาดอกสีม่วง
ที่สำคัญดินที่นำมาใช้ในการปลูกรางจืด หากผสมด้วยขี้เถ้าแกลบหรือผงถ่านป่น ก็จะช่วยทำให้ต้นรางจืดนั้นมีสรรพคุณทางยาที่มากขึ้นไปอีก
ข้อควรระวังในการใช้รางจืดก็คือ การใช้รางจืดร่วมกับตัวยาชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาในการรักษาอย่างต่อเนื่องก็ควรจะระวังไว้ด้วย เพราะรางจืดอาจจะไปขับยาเหล่านั้นออกจากร่างกายได้นั่นเอง
แม้ว่ารางจืดจะสามารถช่วยล้างสารพิษได้จริง แต่ในปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อมูลในการวิจัยหรือเอกสารใดที่บ่งชี้ได้ว่า หากเราใช้ไปนาน ๆ ติดต่อกัน หรือใช้ในปริมาณที่มากเกินไปจะเกิดผลอย่างไรบ้าง ซึ่งจุดนี้นักวิชาการทางด้านนี้จึงไม่แนะนำที่จะให้รับประทานอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นคุณควรใช้เป็นครั้งคราวในยามที่จำเป็นหรือเมื่อต้องการที่จะรักษาโรค เมื่อได้ผลหรือหายดีแล้วก็ควรจะหยุดใช้ เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่เรายังไม่รู้และอาจจะเกิดขึ้นได้ และไม่เฉพาะแต่สมุนไพรรางจืดเท่านั้น สมุนไพรชนิดอื่นก็ด้วย เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปในร่างกายแล้วยังไงก็ต้องผ่านกระบวนการทำงานของตับและไต ดังนั้นหากคุณใช้สมุนไพรติดต่อกันเป็นเวลานานก็ควรจะตรวจสุขภาพของตับและไตด้วย
สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การใช้ก็ควรจะระมัดระวังด้วยเพราะอาจจะทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้
สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด เมื่อเกิดอาการแพ้รางจืดก็อาจจะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่ามีระดับอาการแพ้มากน้อยแค่ไหน ถ้าหากมีอาการแพ้ไม่มากก็อาจจะเป็นแค่ผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง…

Read More
Denny สิงหาคม 25, 2020

กระเทียม  มีสารที่มีส่วนช่วยในการละลายลิ่มเลือด; ช่วยป้องกันการเกิดเส้นเลือดอุดตัน

กระเทียมในประเทศไทย
กระเทียม เป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้มีความสำคัญในการทำอาหาร ทั้งการบริโภคภายในประเทศและเป็นการส่งออก อาหารไทย ที่นิยมมีกระเทียมเป็นส่วนผสมของอาหาร ซึ่งกระเทียมสามารถปลูกได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย แต่นิยมปลูกกันมากทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากนี้มีสภาพดินและสภาวะอากาศที่เหมาะสมมากกว่าภาคอื่นๆ ที่ทำให้กระเทียมเจริญเติบโตได้ดี ได้ผลผลิตสูงและมีรสชาติที่ดีกว่า

ลักษณะของกระเทียม
กระเทียม เป็นพืชล้มลุก ที่ได้มีกลิ่นแรง ลำต้นสูงประมาณ 2 ฟุต ที่สามารถขยายพันธ์โดยการเพาะเมล็ดพันธ์ ลักษณะของต้นกระเทียม มีลักษณะดังนี้
หัวกระเทียม มีลักษณะกลมแป้น ด้านนอกเป็นกลีบเล็กๆ เนื้อของกระเทียมมีสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นฉุนจัด
ใบกระเทียม เป็นใบเดี่ยว ลักกษณะแบนยาว ขึ้นมาจากดินและเรียงซ้อนสลับ แบนเป็นแถบแคบ ปลายใบแหลม ปลายใบสีเขียวและสีจะค่อย ๆจางลงจนกระทั่งถึงโคนใบ
ดอกกระเทียม ช่อดอกแบบช่อซี่ร่ม ก้านช่อดอกเป็นก้านโดด เรียบ รูปทรงกระบอก กลีบดอกรูปใบหอกปลายแหลม สีขาวหรือขาวอมชมพู
เมล็ดกระเทียม อยู่ที่ดอกแก่ ลักษณะเมล็ดเล็กเป็นกระเปาะสั้นๆรูปไข่ เมล็ดขนาดเล็กสีดำ
คุณค่าทางโภชนาการของกระเทียม

สำหรับการบริโภคกระเทียม สามารถรับประทานทั้งใบและหัวกระเทียม ซึ่งนักโภชนาการได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของหัวกระเทียมสด ขนาด 100 กรัม พบว่าให้ลังงาน 149 กิโลแคลอรี มีสารสำคัยประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 33.06 กรัม น้ำตาล 1 กรัม กากใยอาหาร 2.1 กรัม ไขมัน 0.5 กรัม โปรตีน 6.36 กรัม วิตามินบี 1 0.2 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.11 มิลลิกรัม วิตามินบี 3 0.7 มิลลิกรัม วิตามินบี 5 0.596 มิลลิกรัม วิตามินบี 6 1.235 มิลลิกรัม วิตามินบี 9 3 ไมโครกรัม วิตามินซี 31.2 มิลลิกรัม ธาตุแคลเซียม 181 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 1.7 มิลลิกรัม ธาตุแมกนีเซียม 25 มิลลิกรัม ธาตุแมงกานีส 1.672 มิลลิกรัม ธาตุฟอสฟอรัส 153 มิลลิกรัม ธาตุโพแทสเซียม 401 มิลลิกรัม ธาตุสังกะสี 1.16 มิลลิกรัม และธาตุซีลีเนียม 14.2 ไมโครกรัม

สารสำคัญที่ได้มีการพบในกระเทียม ที่พบว่ามีสารประกอบกำมะถัน ( Organosulfur ) เช่น อัลลิซาติน (Allisatin) อะโจอีน (Ajoene) ไดแอลลิล ซัลไฟด์ (Diallyl Sulfide) อัลเคนีล ไตรซัลไฟด์ (Alkenyl trisulfide) และ สารกลุ่มฟลาวานอยด์ เช่น เควอซิทิน (Quercetin) ไอโซเควอซิทิน (Isoquercitrin) เรย์นูทริน (Reynoutrin) แอสตรากาลิน (Astragalin)

สรรพคุณของกระเทียม
สำหรับการนำกระเทียมมาใช้ประโยชน์ด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค นิยมใช้ประโยชน์จากหัวกระเทียม ซึ่งสรรพคุณของกระเทียม มีดังนี้
ช่วยบำรุงผิวหนัง ทำให้มีสุขภาพผิวดี
ช่วยการเจริญอาหาร ทำให้อยากกินอาหาร เพิ่มความแข็งแรงจของร่างกาย
มีเบต้าเคโรทีนสูง ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้
บำรุงร่างกาย ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคในร่างกาย รักษาโรคหวัด รักษาอาการไอ รักษาน้ำมูกไหล ช่วยรักษาโรคหลอดลมอักเสบ ขับเสมหะ
ช่วยระงับการเจริญเติบดตของเชื้อแบคทีเรีย ช่วยระงับกลิ่นปาก รักษาเชื้อราตามหนังศีรษะและเล็บ รักษาฝีหนอง รักษาคออักเสบ รักษาปอดบวม รักษาเชื้อวัณโรค เป็นต้น
บำรุงเลือด ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ลดน้ำตาลในเส้นเลือด ช่วยป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง
ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะและปวดศีรษะ
เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ควบคุมฮอร์โมนทั้งหญิงและชาย ช่วยทำให้มดลูกบีบตัว เพิ่มพละกำลังให้มีเรี่ยวแรง
บำรุงเส้นผม มีประโยชน์ด้านผมและหนังศีรษะโดยช่วยแก้ปัญหาผมบาง ยาวช้า มีสีเทา
ช่วยขับพิษและสารพิษอันตรายที่ปนเปื้อนในเม็ดเลือด ช่วยขับเหงื่อ ช่วยขับปัสสาวะ
ช่วยขับพยาธิ เช่น พยาธิแส้ม้า พยาธิเส้นด้าย พยาธิเข็มหมุด พยาธิไส้เดือน เป็นต้น
บรรเทาอาการปวดข้อและปวดเมื่อยตามร่างกาย
ช่วยไล่ยุงได้
โทษของกระเทียม

สำหรับในการใช้ประโยชน์จากกระเทียม ถ้าหากใช้ในปริมาณที่เหมาะสมจะทำให้ไม่เกิดโทษ ข้อควรระวังในการใช้ประโยชน์จากกระเทียม มีดังนี้
การบริโภคกระเทียม เนื่องจากกลิ่นฉุนของกระเทียมหากบริโภคมากเกินไปจะเสียรสชาติของอาหาร การใช้กระเทียมในการบริโภคสดให้ใส่ในปริมาณที่เหมาะสม
สารอาหาร จำพวกอาหารเสริมที่เป็นสารสกัดมาจากกระเทียม จำเป็นต้องศึกษาอย่างละเอียดถึงปริมาณในการบริโภคที่เหมาะสมต่อร่างกาย…

Read More
Denny สิงหาคม 24, 2020

ชะอม  เป็นยาอายุวัฒนะ สรรพคุณช่วยในการขับถ่าย แก้โรคท้องผูก ช่วยบำรุงเส้นผม

ต้นชะอม ภาษาอังกฤษ เรียก Climbing Wattle ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acacia pennata (L.) Willd ชื่ออื่นๆ ของชะอม เช่น ผักหละ อม ผักขา พูซูเด๊าะ โพซุยโดะ เป็นต้น ใบชะอม นิยมนำมาทำเป็นส่วนประกอบการทำอาหาร เช่น ไข่ทอดชะอม แกงส้มชะอมกุ้ง ชะอมชุบไข่ แกงส้มชะอมไข่ นำมาลวกเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก เป็นต้น

คุณค่าทางโภชนาการของชะอม
จากการศึกษาชะอมของนักโภชนาการ ที่ได้มีการพบว่า ชะอม มีคุณค่าทางอาหาร ประกอบด้วย ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินซี

คุณค่าทางโภชนาการของชะอม ขนาด 100 กรัม ที่ได้มีการพบว่า ให้พลังงานมากถึง 57 กิโลแคลอรี่ และ ได้มีสารอาหารสำคัญประกอบด้วย กากใยอาหาร 5.7 กรัม ฟอสฟอรัส 80 กรัม แคลเซียม 58 กรัม ธาตุเหล็ก 4.1 มิลลิกรัม วิตามินเอ 10066 IU (หน่วยสากล) วิตามินบี1 0.05มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.25 มิลลิกรัม วิตามินบี 31.5 มิลลิกรัม วิตามินบี 58 มิลลิกรัม

ลักษณะชองต้นชะอม
ต้นชะอม เป็นพืชชนิดไม้พุ่ม ที่ได้มีการพบว่ามีถิ่นกำเนิดแถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชะอมจะมีหนามที่ลำต้นและกิ่งก้าน ใบของชะอม มีสีเขียวขนาดเล็ก ก้านใบย่อยแตกออกจากแกนกลางใบ ใบอ่อนของชะอมจะมีกลิ่นฉุน ปลายของใบชะอมจะแหลมขอบใบเรียบ ส่วนดอกของชะอม มีขนาดเล็กและออกตามซอกใบมีสีขาวนวล ชะอมสามารถขยายพันธ์ได้ โดยการปักชำ การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง หรือการโน้มกิ่งลงดิน

ลำต้น ชะอมเป็นไม้พุ่มขนาดย่อมไม่สูงมาก แต่เคยมีได้มีการพบการพบชะอมในป่า ลักษณะเป็นต้นไม้ใหญ่ วัดเส้นรอบวงของลำต้นได้ 1.2 เมตร กิ่งก้านของชะอมมีหนามแหลม
ใบ ลักษณะ เป็นใบประกอบขนาดเล็ก มีก้านใบแยกเป็นใบอยู่ 2 ทาง ลักษณะคล้ายใบกระถิน (แยกได้โดยการสังเกตุดีๆหรือดมกลิ่น) ใบอ่อนมีกลิ่น ฉุนคล้ายกลิ่นลูกสะตอแต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียวนะครับ ใบเรียงแบบสลับใบย่อย ออกตรง ข้ามกัน ใบย่อรูปรี มีประมาณ 13-28 คู่ ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ส่วนที่มักนำไปทานก็คือใบออ่นหรือยอกของชะอมนั่นเอง
ดอก ชะอมจะออกที่ซอกกิ่ง สีขาวหรือขาวนวล ดอกขนาดเล็กและเห็นชัด เฉพาะเกสรตัวผู้ที่เป็นฝอยๆ
ผล เป็นฝัก มีขนาดเล็กกว่าฝักกระถิน
สรรพคุณของชะอม

สำหรับการใช้ประโยชน์จากชะอม เพื่อเป็นการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค สามารถนำมาใช้ประโยชน์ ได้จาก ยอดชะอม และ รากชะอม สรรพคุณของชะอม มีดังนี้
ยอดชะอม จะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันมะเร็ง ช่วยลดความร้อนในร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ
ชะอม สรรพคุณช่วยในการขับถ่าย แก้โรคท้องผูก ช่วยบำรุงเส้นผม
รากชะอม จะมีสรรพคุณช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ลดการปวดท้อง และช่วยขับลมในลำไส้ ช่วยบำรุงเส้นเอ็น ช่วยแก้อาการลิ้นอักเสบเป็นผื่นแดง
โทษของชะอม

ข้อควรระวังในการบริโภคชะอม โทษของชะอม เนื่องจาก ชะอมมีกรดยูริกสูง หากบริโภคมากเกินไปก็จะส่งผลเสียกับร่างกายได้ ดดยรายละเอียด ดังนี้
ชะอมจะทำให้น้ำนมแห้ง คุณแม่หลังคลอดไม่ควรรับประทาน
การรับประทานชะอม ในช่วงฤดูฝน ชะอ อาจมีรสเปรี้ยว อาจทำให้ปวดท้องได้
ชะอมมีกรดยูริก หากรับประทานมากๆ อาจทำให้เป็นโรคเกาต์ ทำให้ปวดกระดูก เป็นเกาต์ไม่ควรบริโภคชะอม
สำหรับคุณแม่ที่เพิ่งมีบุตรอ่อน ไม่ควรรับประทานผักชะอม เพราะจะทำให้น้ำนมแม่แห้งได้
ผักชะอม สำหรับคุณแม่ลูกอ่อน จะแพ้กลิ่นของผักชนิดนี้อย่างมาก ดังนั้นควรอยู่ห่าง ๆ
การรับประทานผักชะอมในหน้าฝน อาจจะมีรสเปรี้ยว กลิ่นฉุน บางครั้งอาจทำให้มีอาการปวดท้องได้ (ปกตินิยมรับประทานผักชะอมหน้าร้อน)
กรดยูริกเป็นตัวการที่ทำให้เกิดข้ออักเสบในผู้ป่วยโรคเกาต์ ซึ่งเกิดมาจากสารพิวรีน (Purine) โดยผักชะอมนั้นก็มีสารพิวรีนในระดับปานกลางถึงระดับสูง ผู้ป่วยโรคเกาต์สามารถรับประทานได้ แต่ควรรับประทานในปริมาณที่จำกัด หากเป็นมากก็ไม่ควรรับประทาน เพราะจะทำให้ปวดกระดูกได้
อาจพบเชื้อก่อโรคอย่างซาลโมเนลลา (Salmonella) ซึ่งเป็นเชื้อที่สามารถพบได้ทั่วไปในสภาพแวดล้อม เช่น ดิน น้ำ อากาศ เมื่อเรานำผักชะอมที่ปนเปื้อนสารชนิดนี้มาประกอบอาหารโดยไม่ล้างทำความสะอาดหลาย ๆ ครั้ง หรือไม่นำมาปรุงให้สุกก่อนรับประทาน อาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อชนิดนี้ได้ โดยผู้ที่ได้รับเชื้อชนิดอาจจะมีอาการท้องเสีย ปวดท้อง ถ่ายเหลวเป็นน้ำสีเขียว หรือถ่ายเป็นมูกมีเลือดปน มีไข้ เป็นต้น…

Read More
Denny สิงหาคม 23, 2020

หญ้าคา  เป็นสมุนไพร ด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค

ต้นหญ้าคา ภาษาอังกฤษ เรียก Cogongrass ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ของหญ้าคา คือ Imperata cylindrica (L.) Raeusch. สำหรับชื่อเรียกอื่นๆของหญ้าคา เช่น หญ้าหลวง สาแล กะหี่ บร่อง ทรูล ลาลาง ลาแล แปะเม่ากึง เตี่ยมเซากึง คา แฝกคา เก้อฮี เป็นต้น สำหรับหญ้าคา สามารถพบได้ทั่วไปตามไร่นา และ ที่รกร้าง หญ้าคา ที่สามารถขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด ที่สามารถใช้ประโยชน์จากใบหญ้าคาในการนำมามุงหลังคา

ลักษณะของต้นหญ้าคา
ต้นหญ้าคา เป็นพืชจำพวกหญ้า เป็นพืชที่ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด ทนต่อแสดแดดและความร้อน เป็นการช่วยรักษาความชื่นของดินได้ดี ในการขยายพันธุ์หญ้าคาใช้การแยกเหง้า หรืแ การเพาะเมล็ดพันธ์ ลักษณะของต้นหญ้าคา มีดังนี้

ลำต้นหญ้าคา เป็นลักษณะกลมอทอดยาว อยู่ใต้ดิน ที่มีข้อสามารถมองเห็นอย่างชัดเจน ผิวลำต้นเรียบ สามารถแตกกอออกเป็นหลายๆกอได้
ใบหญ้าคา ลักษณะใบยาว เรียว ขอบใบแหลมคม ใบออกจากลำต้น ใบมีสีเขียว แทงขึ้นมาจากดิน
ดอกหญ้าคา ลักษณะเป็นช่อรูปทรงกระบอก แทงยอดดอกออกมาจากลำต้น เมื่อดอกหญ้าคาแก่จะฟูเป็นขนสีขาว ดอกหญ้าจะออกในช่วงฤดูร้อนของทุกปี
ผลหญ้าคา หรือ เมล็ดหญ้าคา เจริญเติบโตจากดอก ดอกหญ้าแก่จะมีเมล็ดหญ้าคา ลักษณะรี สีเหลือง สามารถนำไปขยายพันธุ์ได้
สารเคมีในหญ้าคา

รากของหญ้าคา มีประโยชน์ในการรักษาโรค สามารถนำมาทำสมุนไพรได้ เนื่องจากรากของหญ้าคามีสารสำคัญ เช่น สารประกอบฟินอลิก ( phenolic compounds ) โครโมน ( chrmones ) ไตรเตอร์ปินอยด์ ( triterpenoid ) เซสควิทเตอร์ปินอยด์ ( sesquiterpenoids ) และ โพลีแซคคาไรด์ เป็นต้น

สรรพคุณของหญ้าคา
สำหรับการใช้ประโยชน์จากหญ้าคา สำหรับเป็นสมุนไพร สรรพคุณของหญ้าคา ในทางด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค ที่สามารถใช้ประโยชน์จาก ราก ดอก เมล็ด และ ใบ โดยสรรพคุณของหญ้าคา มีดังนี้

รากหญ้าคา สรรพคุณรักษาโรคความดันโลหิตสูง แก้อาการไอ รักษาตานขโมย แก้หอบหืด แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้กระหายน้ำ ช่วยขับปัสสาวะ รักษากระเพาะอาหารอักเสบ แก้ปวดท้อง รักษาหนองใน ช่วยขับระดูสตรี ช่วยขับประจำเดือน บำรุงไต แก้ตัวเหลือง แก้ฟกช้ำ
เมล็ดหญ้าคา สรรพคุณเป็นยาระงับประสาท
ดอกหญ้าคา สรรพคุณแก้ไป ช่วยรักษาเลือดกำเดาไหล ป้องกันมะเร็งลำไส้ แก้อุจจาระเป็นเลือด แก้ปวด
ใบหญ้าคา สรรพคุณแก้ผดผื่นคัน บำรุงร่างกายสำหรับสตรีหลังคลอด
โทษของหญ้าคา

สำหรับหญ้าคา ใบของหญ้าคามีความคม เป็นอันตราย สามารถบาดมือได้ ในการเดินผ่านกอหญ้าคา หรือ จับใบหญ้าคา ต้องระมัดระวัง อาจทำให้เกิดบาดแผลได้ ใบหญ้าคาไม่สามารถรับประทานได้ ความคมของใบอาจทำให้ลำคอเป็นแผลได้…

Read More
Denny สิงหาคม 22, 2020

อินทนิน  สามารถนำมาใช้ประโยชน์ด้านการรักษาโรค ทั้ง ใบ เปลือก เมล็ด แก่นไม้และราก

ต้นอินทนิล ภาษาอังกฤษ เรียก Pride of India ชื่อวิทยาศาสตร์ของอินทนิน คือ Lagerstroemia speciosa (L.) Pers. สำหรับชื่อเรียกอื่นๆของอินทนิน เช่น ฉ่วงมู ฉ่องพนา ตะแบกดำ บางอบะซา บาเย บาเอ ซึ่งชื่อเรียกของอินทนิลจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น โดย อินทนิน ได้รับการจัดตั้งให้เป็น ต้นไม้ประจำจังหวัดสกลนคร และ จังหวัดระนอง คือ ต้นอินทนิน ที่ได้มีการพบขึ้นกระจายในภาคอีสาน ตามที่ราบลุ่มและริมน้ำในป่าเบญจพรรณชื้น และชายป่าดงดิบ ดอกของต้นอินทนิน จะออกดอกช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมของทุกปี โดย

ลักษณะของต้นอินทนิน
ต้นอินทนิล เป็นไม้ยืนต้น สามารถการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ ซึ่งการขยายพันธ์ใช้การเพาะเมล็ดพันธ์ ลักษณะของต้นอินทนิล มีดังนี้
ลำต้น ความสูงประมาณ 10 – 20 เมตร มีกิ่งใหญ่แตกจากลำต้นสูง แผ่กว้าง เป็นพุ่มเหมือนร่ม เปลือกต้นอินทนิลมีสีเทา หรือบางทีพบเป็นสีน้ำตาลอ่อน เปลือกค่อนข้างเรียบ
ใบอินทนิน ลักษณะใบ เป็นใบเดี่ยว ทรงใบเป็นรูปขอบขนาน กว้าง 5-8 เซ็นติเมตร ยาว 11-25 เซ็นติเมตร ปลายใบลักษณะเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ก้านใบยาวประมาณ 1 เซ็นติเมตร ไม่มีขน
ดอกอินทนิน ลักษณะของดอกอินทนิลมีสีม่วงสดอมชมพูป็นช่อโต สวยงาม
อินทนิล เป็น สมุนไพรไทย ที่มีสรรพคุณ ช่วยขับปัสสาวะ ดูแลช่องปาก เหงือกและฟัน รักษาเบาหวาน ลดความดันโลหิต แก้ท้องเสีย ท้องร่วง, แก้เครียด ช่วยให้นอนหลับ รักษาแผลในปาก ลดน้ำตาลในเลือด

สรรพคุณของอินทนิน
สำหรับต้นอินทนิล ที่สามารถเป็นการใช้ประโยชน์ทางสมุนไพรได้อย่างไรบ้าง ซึ่งต้นอินทนิล สามารถนำมาใช้ประโยชน์ด้านการรักษาโรค ทั้ง ใบ เปลือก เมล็ด แก่นไม้และราก โดยสรรรพคุณของอินทนิน มีดังนี้

เปลือกอินทนิล จะมีรสขมฝาด นำไปต้มกับน้ำ สามารถใช้ลดไข้ แก้ท้องเสีย
ใบอินทนิล จะมีรสจืด และขมฝาด นำใบไปต้มกับน้ำร้อน สามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือด รักษาเบาหวาน ช่วยขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต
แก่นไม้อินทนิล จะมีรสขม นำมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ
เมล็ดอินทนิล จะมีรสขม สามารถนำไปใช้ แก้โรคเบาหวาน ช่วยผ่อนคลาย แก้นอนไม่หลับสบาย
รากอินทนิล จะมีรสขม สามารถนำมาใช้รักษาแผลในปากได้
ประโยชน์ของอินทนิน นอกจากประโยชน์ด้านสมุนไพร แล้ว เนื้อไม้อินทนิน นิยมนำมาใช้ในกสร้างอาคารบ้านเรือน ทำกระดานพื้น ฝา กระเบื้องสำหรับมุงหลังคา ทำเรือ ทำเกวียน ทำเครื่องใช้ตกแต่งบ้าน ทำแจว พาย เปียโน หีบใส่ของ ถังไม้ กังหันน้ำ เครื่องมือการเกษตรต่าง ๆ เช่น ทำไถ ไม้นวดข้าว ครก สาก กระเดื่อง ลูกหีบ ซี่ล้อ ทำไม้คาน ไม้กั้นบ่อน้ำ ร่องน้ำ ทำหีบศพ เป็นต้น

โทษของอินทนิล
สำหรับการใช้ประโยชน์จากอินทนิล โดยเป็นการนำมารับประทานเพื่อรักษาโรคและบำรุงร่างกาย นั้น ที่สามารถใช้เปลือก หรือ แก่นไม้ มาต้มดื่ม แต่ต้องกรองให้สะอาด เพื่อเป็นการป้องกันสิ่งสกปรกเจือปน ถ้าหากดื่มสิ่งสกปรกเจือปนเข้าไป อาจจะทำให้เกิดอาการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้…

Read More
Denny สิงหาคม 14, 2020

ต้นตะไคร้  ใช้เป็นยาแก้ไข้เหนือ น้ำมันหอมระเหยของใบตะไคร้สามารถบรรเทาอาการปวดได้

ต้นตะไคร้ ( Lemongrass ) ชื่อวิทยาศาสตร์ของตะไคร้ คือ Cymbopogon citratus (DC.) Stapf สมุนไพร นิยมนำมาประกอบอาหาร สรรพคุณของตะไคร้ ยาบำรุงธาตุ ช่วยในการเจริญอาหาร ขับสารพิษในร่างกาย ลดไข้ ลดความดัน บรรเทาอาการปวด แก้อาเจียน ขับปัสสาวะ รักษานิ่ว รักษาโรคผิวหนัง ช่วยขับลมในลำไส้ แก้โรคหืด แก้อหิวาตกโรค บำรุงสมอง บำรุงผิว บำรุงระบบประสาท เป็นต้น

ต้นตะไคร้ ( Lemongrass ) เป็นพืชตระกูลหญ้า เป็นพืชล้มลุก ใบของตะไคร้เป็นเรียวยาว ใบมีขน ทั้งต้นตะไคร้มีกลิ่นฉุน ที่สามารถขยายพันธ์โดยแตกหน่อ เราสามารถแบ่งตะไคร้ได้เป็น 6 ชนิด ได้แก่ ตะไคร้หอม ตะไคร้กอ ตะไคร้ต้น ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางนาค และตะไคร้หางสิงห์ ซึ่งตะไคร้เป็นสมุนไพรที่ได้มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย พม่า ศรีลังกา และไทย

ลักษณะของต้นตะไคร้
ตะไคร้ พืชล้มลุก ที่ได้มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว การปลูกตะไคร้ เราใช้การปักชำลำต้นของตะไคร้ ตะไคร้ชอบดินร่วนซุย เป็นพืชที่ชอบน้ำ ชอบแดด เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกประเภท ลักษณะของต้นตะไคร้ มีดังนี้
ลำต้นตะไคร้ มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง รูปทรงกระบอก มีความสูงได้ถึง 1 เมตร (รวมทั้งใบ) ในส่วนของลำต้นที่เรามองเห็นจะเป็นส่วนของกาบใบที่ออกเรียงช้อนกันแน่น โคนต้นมีลักษณะกาบใบหุ้มหนา ผิวเรียบ และได้มีขนอ่อนปกคลุม ในส่วนโคนมีรูปร่างอ้วน มีสีม่วงอ่อนเล็กน้อย และค่อยๆเรียวเล็กลงกลายเป็นส่วนของใบ แกนกลางเป็นปล้องแข็ง ส่วนนี้สูงประมาณ 20-30 ซม. ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และพันธุ์ และเป็นส่วนที่นำมาใช้สำหรับประกอบอาหาร
ใบตะไคร้ ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ก้านใบ (ส่วนลำต้นที่กล่าวข้างต้น) หูใบ (ส่วนต่อ ระหว่างกาบใบ และใบ) และใบ ใบตะไคร้ เป็นใบเดี่ยว มีสีเขียว มีลักษณะเรียวยาว ปลายใบโค้งลู่ลงดิน โคนใบเชื่อมต่อกับหูใบ ใบมีรูปขอบขนาน ผิวใบสากมือ และมีขนปกคลุม ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แต่คม กลางใบมีเส้นกลางใบแข็ง สีขาวอมเทา มองเห็นต่างกับแผ่นใบชัดเจน ใบกว้างประมาณ 2 ซม. ยาว 60-80 เซนติเมตร
ดอกตะไคร้ ออกดอกยาก จึงไม่ค่อยพบเห็น ดอกตะไคร้ จะออกดอกเป็นช่อกระจาย ที่มีก้านช่อดอกยาว และมีก้านช่อดอกย่อยเรียงเป็นคู่ๆ ในแต่ละคู่จะมีใบประดับรองรับ มีกลิ่นหอม ดอกมีขนาดใหญ่คล้ายดอกอ้อ
คุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้

สรรพคุณของตะไคร้
สำหรับประโยชน์ของตะไคร้มีมากมาย ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ทั้งต้น หัว ราก ต้น ใบ
ทั้งต้นของตะไคร้ นิยมใช้เป็นยา ใช้รักษาโรคหอบหืด แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะและแก้อหิวาตกโรค หรือนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยทำเป็นยาทานวด นำมารับประทาน ช่วยบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร และขับเหงื่อได้
หัวของตะไคร้ นำมาใช้เป็นยา ใช้รักษากลากเกลื้อน แก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ แก้ปัสสาวะขัด รักษานิ่ว บำรุงไฟธาตุ เป็นยาแก้อาเจียน ยาลดความดันโลหิตสูง แก้กษัยเส้น และแก้ไข้ เป็นต้น
รากของตะไคร้ สามารถใช้แก้ปวดท้อง และรักษาอาการท้องเสีย
ต้นตะไคร้ สามารถนำมาใช้เป็น ยาขับลม แก้อาการเบื่ออาหาร ขับปัสสาวะ รักษาโรคทางเดินปัสสาวะ รักษานิ่ว เป็นยาบำรุงไฟธาตุ รักษาโรคหนองใน และช่วยดับกลิ่นคาวอาหารได้ด้วย
ใบสดของตะไคร้ นำมาใช้เป็นยาแก้ไข้หวัด ลดอาการไอ รักษาโรคความดันโลหิตสูง บรรเทาอาการปวดได้ แก้อาการปวดศีรษะ
ตะไคร้ ชื่อภาษาอังกฤษ ว่า Lemongrass ชื่อวิทยาศาสตร์ ของตะไคร้ คือ Cymbopogon citratus (DC.) Stapf ตะไคร้มีประโยชน์ เป็นทั้งยารักษาโรค และมีประโยชน์ทางโภชนาการสูง เช่น วิตามินเอ ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เป็นต้น…

Read More
Denny สิงหาคม 13, 2020

กระทือ  สามารถนำมาเป็นยาแก้ไข้ คนผอมแห้ง ต้มน้ำดอกกระทือดื่มช่วยเจริญอาหาร

กระทือ เป็น สมุนไพรไทย ตระกูลเดียวกันกับพวกขิงและข่า โดยได้มีถิ่นกำเนิดมาจากอินเดีย และได้รับการแพร่กระจายมายังทวีปเอเชีย รวมจนไปถึงประเทศไทย สรรพคุณของกระทือ เช่น เป็นการช่วยขับปัสสาวะ แก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ ช่วยขับลม แก้อ่อนเพลีย ช่วยเจริญอาหาร ขับประจำเดือน ขับเสมหะ บำรุงน้ำนม กระทือ ที่ได้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ingiber zerumbet Smith. ชื่ออื่นๆ ของกระทือ เช่น หัวทือ กระทือป่า แฮวดำ กะแวน เฮียงแดง ที่ได้มีชื่อเรียกของกระทือจะแตกต่างกันออกไปตามท้องถิ่น

ลักษณะของต้นกระทือ
ต้นกระทือ นั้นเป็น พรรณไม้ล้มลุก ลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดิน สีขาวอมเหลือง ใบเรียวยาว สีเขียวแก่ ดอกเป็นช่อ ช่อก้านดอกยาว ปลายดอกมีกลีบเลี้ยงสีเขียวปนแดง เป็นการขยายพันธุ์ของกระทือ ขยายพันธุ์ด้วยการแตกหน่อ กระทือเป็นพืชที่ชอบดินร่วน
ใบกระทือ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน ใบสีเขียวเข้ม เป็นลักษณะของใบคล้ายรูปหอกแกมขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบและแผ่นใบเรียบ ด้านล่างของใบมักมีขนนุ่ม ใบกว้างประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร ที่ก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น
ดอกกระทือ ออกดอกเป็นช่อแทงออกมาจากเหง้าขึ้นมา (รูปแรกด้านบนสุด) เป็นลักษณะของช่อดอกเป็นรูปทรงกระบอก มีกลีบดอกสีขาวนวลออกเหลือง (รูปที่ 1 ด้านล่าง) มีใบประดับขนาดใหญ่สีเขียวแกมแดงเรียงซ้อนกันหนาแน่นและเป็นระเบียบ (รูปที่ 2 ด้านล่าง) โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ดอกจะบานไม่พร้อมกัน
ผลกระทือ ผลมีลักษณะเป็นเมล็ดสีดำ ผลค่อนข้างกลม ผลแห้งแตก ติดอยู่ในประดับ และมีเนื้อสีขาวบางหุ้มเมล็ดอยู่
สรรพคุณของกระทือ

เป็นการนำเอากระทือ ที่มาใช้ประโยชน์ทางการรักษาโรคนั้น ที่สามารถนำมาใช้เป็นสมุนไพร ได้ทั้ง ลำต้น ดอก ใบ และเหง้า โดยรายละเอียดมีดังนี้
ลำต้นของกระทือ ใช้เป็นยาแก้เบื่ออาหาร ช่วยเจริญอาหาร
ใบของกระทือ สามารถใช้ขับเลือดเน่า ช่วยขับประจำเดือน
ดอกของกระทือ สามารถนำมาเป็นยาแก้ไข้ คนผอมแห้ง ต้มน้ำดอกกระทือดื่มช่วยเจริญอาหาร
เหง้าของกระทือ สามารถใช้เป็นยาขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้จุกเสียด ลดอาการปวดท้อง บำรุงธาตุ ช่วยขับปัสสาวะ ขับเสมหะ บำรุงน้ำนม
ประโยชน์กระทือ

กระทือ นั้น นิยมนำมาใช้ประโยชน์หลายอย่าง ประกอบด้วย
เป็นไม้ประดับ ลักษณะดอกของกระทือ ที่มีความสวยงามแปลกตา นิยมนำดอกกระทือปักแจกัญประดับตามห้องรับแขก
หน่ออ่อนของกระทือ ที่สามารถนำมารับประทานได้ ซึ่งนิยมรับประทานทั้งสดๆ และ ลวก ทากับน้ำจิ้ม ส่วนหน่อแก่ของกระทือ นำมาต้มดับกลิ่นคาวของอาหารได้
แกนของลำต้นกระทือ สามารถรับประทานได้
ใบกระทือ นิยมนำมาใช้ห่ออาหาร
ลำต้นของกระทือนำมากรีดเป็นเส้นตากแห้ง ใช้ทำเป้นเชือกได้
น้ำมันหอมระเหย ที่ได้จากดอกกระทือ ใช้ทำย่าฆ่าแมลงและลูกน้ำได้
โทษของกระทือ

สำหรับการใช้ประโยชน์จากกระทือ เนื้อจากกระทือมีรสเผ็ดร้อน จึงไม่ควรรับประทานในปริมาณมากเกินไป เนื่องจากอาจทำให้คลื่นไส้และอาเจียนได้
การปลูกกระทือ
ต้นกระทือ ปลูกง่าย สามารถขึ้นได้ตามธรรมชาติ การขยายพันธุ์ใช้การแตกหน่อ เป็นการปลูกกระทือนั้นนิยมขุดเหง้าจากเหง้าแม่ แล้วนำปลูกลงแปลง ซึ่งดินที่เหมาะสำหรับการปลูกกระทือ ควรเป็น ดินเหนียวปนทราย หรือ ดินร่วนปนทราย ควรปลูกใกล้กับบริเวณที่มีความชื้นตลอด เช่น ข้างบริเวณล้างจาน หรือ หลังห้องน้ำ เป็นต้น

ต้นกระทือ เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดในอินเดีย ต่อมาภายหลังได้แพร่กระจายมายังทวีปเอเชียรวมถึงประเทศไทย โดยจัดเป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นอยู่เหนือดินสูงราว 0.9-1.5 เมตร และมีเหง้าอยู่ใต้ดินเรียกว่า “เหง้ากระทือ” หรือ “หัวกระทือ” เปลือกนอกของเหง้ามีสีน้ำตาลแกมเหลือง ส่วนเนื้อในมีสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอม มีรสขม ขื่น ปร่า และเผ็ดเล็กน้อย ต้นจะโทรมในหน้าแล้งแล้วจะงอกขึ้นใหม่ในหน้าฝน เป็นการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เหง้าหรือที่เรียกว่าหัว เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ในที่ที่มีความชื้นพอสมควร และมีแสงแดดส่องตลอดวัน ที่ได้มีการพบขึ้นมากทางภาคใต้ ตามป่าดงดิบ ริมลำธารหรือชายป่า…

Read More
Denny สิงหาคม 12, 2020

ทุเรียน  สรรพคุณตาตำรายาไทยระบุว่า รากทุเรียน มีรสฝาดขมใช้แก้ไข้และแก้ท้องร่วง ใบทุเรียน มีรสขม

ต้นทุเรียน ( Durian ) ที่ได้มีชื่อวิทยาศาสตร์ของทุเรียน คือ Durio zibethinus L. ได้รับฉายาว่า ราชาแห่งผลไม้ เนื้อทุเรียนเหมือนคัสตาร์ด รสชาติคล้ายอัลมอนด์ บางคนบอกว่าทุเรียนมีกลิ่นเหม็นรุนแรง ทุเรียนสามารถรับประทานได้ทั้งสุกและห่าม

ลักษณะของต้นทุเรียน
ต้นทุเรียน เป็น ไม้ยืนต้น เป็นการขยายพันธุ์ทุเรียน ทำได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง การติดตา การทาบกิ่ง และ การเสียบยอด ลักษณะของต้นทุเรียน มีลักษณะดังนี้
ลำต้นของทุเรียน ลำต้นตั้งตรง ความสูงของต้นทุเรียน ประมาณ 25 ถึง 50 เมตร เปลือกของต้นทุเรียนมีสีเทาแก่ ผิวขรุขระหลุดลอกออกเป็นสะเก็ด เปลือกทุเรียนไม่มียาง
ใบของทุเรียน ใบเป็นใบเดี่ยว ได้กระจายทั่วกิ่ง ใบรูปไข่ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบเรียบลื่น มีไขนวล ใบด้านบนมีสีเขียว ท้องใบเป็นสีน้ำตาล ขอบใบเรียบ
ดอกของทุเรียน ออกดอกเป็นดอกช่อ เกิดตามลำต้น และกิ่งก้านยาว มีสีขาวหอม คล้ายรุประฆัง
ผลของทุเรียน ผลสดเป็นรูปรีถึงกลม เปลือกทุเรียนมีหนามแหลม ผลมีสีเขียว ผลสุกมีสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในมีสีเหลืองอ่อน เนื้อในนิ่ม รสหวาน
คุณค่าทางโภชนาการของทุเรียน

นักโภชนาการได้ศึกษา คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อทุเรียนสุก ขนาด 100 กรัม ที่ได้มีการพบว่าให้พลังงาน 174 กิโลแคลอรี มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 27.09 กรัม กากใยอาหาร 3.8 กรัม ไขมัน 5.33 กรัม โปรตีน 1.47 กรัม วิตามินเอ 44 หน่วยสากล วิตามินบี 1 0.374 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.2 มิลลิกรัม วิตามินบี 3 1.74 มิลลิกรัม วิตามินบี 5 0.23 มิลลิกรัม วิตามินบี 6 0.316 มิลลิกรัม วิตามินบี 9 36 ไมโครกรัม วิตามินซี 19.7 มิลลิกรัม ธาตุแคลเซียม 6 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 0.43 มิลลิกรัม ธาตุแมกนีเซียม 30 มิลลิกรัม ธาตุแมงกานีส 0.325 มิลลิกรัม ธาตุฟอสฟอรัส 39 มิลลิกรัม ธาตุโพแทสเซียม 436 มิลลิกรัม ธาตุโซเดียม 2 มิลลิกรัม และ ธาตุสังกะสี 0.28 มิลลิกรัม

สรรพคุณของทุเรียน
ทุเรียน ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการบำบัดโรค ได้หลายส่วนประกอบ ทั้ง เนื้อทุเรียน รากทุเรียน ใบทุเรียน เปลือกทุเรียน รายละเอียด ดังนี้
เนื้อทุเรียน ที่สามารถช่วยทำให้ฝีแห้ง ช่วยแก้โรคผิวหนัง ช่วยขับพยาธิ
รากทุเรียน ที่สามารถใช้ลดไข้ได้ ช่วยแก้อาการท้องร่วง
ใบทุเรียน ที่สามารถใช้ลดไข้ได้ ช่วยขับพยาธิ ช่วยแก้ดีซ่าน ช่วยทำให้หนองแห้ง
เปลือกของทุเรียน ที่สามมรถใช้ช่วยแก้ตานซาง ช่วยรักษาโรคคางทูม ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย ช่วยแก้ฝี ช่วยรักษาแผลพุพอง ใช้สมานแผล ใช้ไล่ยุงและแมลง
ข้อควรรู้ในการกินทุเรียน

การกินทุเรียน มีสิ่งที่ผู้บริโภคควรทราบ ดังนี้
ทุเรียนมีแคลอรี่สูง ทุเรียน 4 เม็ด ให้พลังงาน 400 กิโลแคลอรี่ เท่ากับน้ำอัดลม 2 กระป๋อง
ทุเรียนมีปริมาณน้ำตาลสูง ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรหลีกเลี่ยง รวมจนไปถึงคนที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และไขมันในโลหิตสูง
ทุเรียนมีฤทธิ์ร้อน ไม่ควรกินทุเรียนร่วมกับเหล้า เบียร์ หรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ทั้งหลาย
โทษของทุเรียน

ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มี แคลอรี่และน้ำตาลสูง ทุเรียนจึงไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วย โรคเบาหวาน อาจจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สตรีมีครรภ์ไม่ควรกินทุเรียน เพราะทำให้ความร้อนในร่างกายสูงขึ้น เป็นอันตราต่อลูกในท้อง ไม่ควรกินทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือ กาแฟ…

Read More