สมุนไพรไทยพื้นบ้าน ขมิ้นชัน เป็นพืชสมุนไพรที่คนไทยรู้จักนำมาใช้ประโยชน์กันนานแล้ว

Denny เมษายน 14, 2020

  สมุนไพรไทยพื้นบ้าน ขมิ้นชัน โดยเหง้ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ และมีฤทธิ์ในการขับน้ำดี ต้านอนุมูลอิสระป้องกันการเกิดมะเร็งในตับ

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน ขมิ้นชัน

สรรพคุณทางยาของขมิ้นชัน

มาดูสรรพคุณทางยาของขมิ้นชันกัน ส่วนที่ใช้ก็คือ “เหง้า” ที่มีรสฝาดนั่นเอง โดยเหง้ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ และมีฤทธิ์ในการขับน้ำดี ต้านอนุมูลอิสระป้องกันการเกิดมะเร็งในตับ ช่วยบำรุงตับ นอกจากนี้ ยังมีสารอาหารหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี และเกลือแร่ต่าง ๆ ส่วนน้ำมันหอมระเหยในขมิ้นชัน ก็มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นจุกเสียดได้ด้วย จึงนิยมนำขมิ้นมาใช้สมานแผลในกระเพาะอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ รักษาโรคกระเพาะอาหาร การศึกษาวิจัยเพิ่มเติมยังพบว่า ขมิ้นมีสรรพคุณบำรุงร่างกายอีกหลายอย่าง ทั้งช่วยรักษาระบบทางเดินหายใจที่ผิดปกติ หืด ไอ เวียนศีรษะ รักษาอาการปวดและอักเสบเนื่องจากไขข้ออักเสบ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ช่วยขับน้ำนมสตรีหลังคลอดบุตร อ๊ะ แต่ไม่ใช่ว่า ปลูกขมิ้นแล้วจะขุดเหง้าขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ทันทีเลยนะ เพราะเหง้าที่จะนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้นั้น ต้องมีอายุอย่างน้อย 9-12 เดือน และต้องไม่เก็บไว้นานเกินไปด้วย ไม่เช่นนั้นน้ำมันหอมระเหยจะหายหมด ที่สำคัญต้องเก็บไว้ไม่ให้ถูกแสงแดดด้วยเช่นกัน และห้ามเก็บเกี่ยวในระยะที่ขมิ้นชันเริ่มแตกหน่อ เพราะจะทำให้สารเคอร์คิวมินในขมิ้นชันลดลง ซึ่งก็ทำให้สรรพคุณเด็ด ๆ ของขมิ้นชันหายไปด้วย

วิธีนำขมิ้นชันไปใช้รักษาโรค

– หากจะนำขมิ้นชันไปรับประทาน ให้ นำขมิ้นชันไปล้างน้ำให้สะอาด ไม่ต้องปอกเปลือกออก แล้วหั่นเป็นแว่นชิ้นบาง ๆ นำไปตากแดดจัด ๆ 1-2 วัน แล้วนำมาบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นเม็ดเล็ก ๆ ขนาดประมาณปลายนิ้วก้อย นำมารับประทานครั้งละ 2-3 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน จะช่วยแก้อาการดังกล่าวได้ แต่หากใครรับประทานแล้วท้องเสีย หรือมีอาการจุกเสียดแน่นท้องให้หยุดยาทันที  นอกจากนี้ ยังสามารถนำเหง้าแก่สด ยาวประมาณ 2 นิ้ว มาขูดเปลือกออก นำไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วตำให้ละเอียด เติมน้ำ คั้นเอาแต่น้ำมารับประทาน ครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้ง

สำหรับคนที่ซื้อขมิ้นชันแบบผงมารับประทานเอง ให้ใช้สูตรคือ ขมิ้นชันผง 1 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 แก้ว (ไม่เต็ม) แล้วรับประทาน ขมิ้นชันที่ไหลผ่านอวัยวะภายในต่าง ๆ สามารถบำรุงอวัยวะส่วนนั้นได้ด้วย คือ ผ่านลำคอ จะช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ลำคอ, ผ่านปอดจะช่วยดูแลปอดให้หายใจได้ดีขึ้น, ผ่านม้ามจะช่วยลดไขมัน ไม่ให้น้ำเหลืองเสีย, ผ่านกระเพาะอาหารจะช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร, ผ่านลำไส้จะช่วยสมานแผลในลำไส้ และผ่านตับก็จะช่วยบำรุงตับ ล้างไขมันในตับ

– การใช้ขมิ้นชันเป็นยาทาภายนอก เพื่อรักษาอาการแพ้ แก้อักเสบ ผื่นแดง แมลงสัตว์กัดต่อย ให้นำเหง้าขมิ้นยาวประมาณ 2 นิ้ว มาฝนกับน้ำต้มสุก แล้วทาในบริเวณที่เป็น วันละ 3 ครั้ง หรือจะใช้ผงขมิ้นโรยทาบริเวณที่มีอาการผื่นคันจากแมลงสัตว์กัดต่อยก็ช่วยได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เคยมีการศึกษาพบว่า หากรับประทานขมิ้นชันตามเวลาที่อวัยวะต่าง ๆ เปิดการทำงาน จะเกิดประสิทธิผลมากขึ้น เราก็เลยขอนำวิธีการรับประทานขมิ้นชันให้ได้ผลดีมาฝากกัน โดยควรรับประทานขมิ้นชันตามเวลาต่อไปนี้

– เวลา 03.00-05.00 น. เป็นเวลาของปอด การรับประทานขมิ้นชันในช่วงเวลานี้จะช่วยบำรุงปอด ป้องกันการเป็นมะเร็งปอด ทำให้ปอดแข็งแรง และช่วยเรื่องภูมิแพ้ของจมูกที่หายใจไม่สะดวก และยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง

– เวลา 05.00-07.00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่ จะช่วยแก้ปัญหาลำไส้ใหญ่ ซึ่งถ้าหากคุณเคยรับประทานยาถ่ายมาเป็นเวลานาน ให้รับประทานขมิ้นชันเวลานี้ เพราะขมิ้นชันจะฟื้นฟูปลายประสาทของลำไส้ใหญ่ แต่ต้องรับประทานเป็นประจำจึงจะทำให้ลำไส้ใหญ่บีบรัดตัวเพื่อช่วยให้ขับถ่ายได้เป็นปกติ

นอกจากนี้ขมิ้นชันยังช่วยแก้ปัญหาลำไส้ใหญ่กลืนลำไส้เล็ก และปัญหาลำไส้ใหญ่ขับถ่ายน้อยหรือมากจนเกินไปได้เช่นกัน แต่ถ้าหากลำไส้ใหญ่ไม่มีปัญหา ให้รับประทานขมิ้นชันพร้อมกับสูตรโยเกิร์ต นมสด น้ำผึ้ง มะนาวหรือน้ำอุ่นก็ได้ เพื่อช่วยล้างผนังลำไส้ที่มีหนวดเป็นขนเล็ก ๆ จำนวนกว่าล้านเส้น ซึ่งขมิ้นชันจะช่วยล้างบริเวณขนนี้ให้สะอาดโดยไม่ให้มีขยะตกค้างอยู่ที่ขน และเมื่อขนสะอาดจะทำให้ไม่เกิดแก๊สพิษที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว ป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวารและโรคมะเร็งลำไส้ได้เช่นกัน

– เวลา 07.00-09.00 น. เป็นเวลาของกระเพาะอาหาร จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหารที่เกิดจากการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา และยังลดอาการท้องอืด จุกแน่น ปวดเข่า ขาตึง ช่วยบำรุงสมองและป้องกันความจำเสื่อมได้

– เวลา 09.00-11.00 น. เป็น เวลาของม้าม ขมิ้นชันจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลที่ปาก อ้วนเกินไป และผอมเกินไปซึ่งเกี่ยวข้องกับม้าม นอกจากนี้ยังลดอาการของโรคเกาต์ ลดอาการเบาหวาน

– เวลา 11.00-13.00 น. เป็นเวลาของหัวใจ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ หากทานขมิ้นชันเวลานี้ จะช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง แต่ถ้าหากรับประทานขมิ้นชันเลยเวลา 11.00 น. ไปแล้ว ขมิ้นชันจะไปทำงานที่ตับแล้วตับจะส่งมาที่ปอด ปอดจะส่งไปยังผิวหนัง (แต่ส่วนมากมักไปไม่ถึงเพราะกินขมิ้นชันน้อยเกินไป อวัยวะส่วนอื่นจะดึงไปใช้งานก่อนเลยมาไม่ถึงผิวหนัง) จึงต้องลงขมิ้นชันทางผิวหนังช่วยอีกทางหนึ่ง

– เวลา 15.00-17.00 น. เป็นเวลาของกระเพาะปัสสาวะ ขมิ้นชันจะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง แก้ปัญหาเรื่องตกขาวของสตรี และควรรับประทานน้ำกระชายเวลานี้ จะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงื่อออกจะดีมาก เพราะร่างกายต้องการขับสารพิษให้ได้มากที่สุดในเวลานี้

นอกจากนี้ หากรับประทานขมิ้นชันเลยจากช่วงเวลานี้ไปจนถึงเวลานอน จะช่วยทำให้ความจำดีขึ้น และเมื่อตื่นนอนตอนเช้าก็จะไม่ค่อยอ่อนเพลีย ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้นด้วย

ขมิ้นชัน กับการบำรุงผิวพรรณ

รู้จักสรรพคุณทางยากันไปแล้ว คราวนี้ขอเอาใจคุณผู้หญิงที่รักสวยรักงามกันบ้าง เชื่อว่าสาว ๆ ต้องเคยเห็นคนนำขมิ้นมาทาใบหน้า หรือตามผิวหนังหลังอาบน้ำแน่  ๆ เลย ซึ่งนั่นเป็นวิธีการบำรุงผิวอย่างหนึ่งค่ะ เพราะขมิ้นจะช่วยให้ผิวพรรณนุ่มนวลผ่องใสขึ้น แถมยังมีสรรพคุณป้องกันการงอกของขน ทำให้ผิวพรรณดูเกลี้ยงเกลาละเอียดเชียวล่ะ

สูตรพอกผิวด้วยขมิ้น

ให้นำขมิ้นสดเล็กน้อยมาล้างน้ำให้สะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำไปปั่นรวมกับดินสอพอง 2-3 เม็ด ผสมกับน้ำมะนาว 1 ผล ปั่นจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำมาพอกหน้าที่ล้างสะอาดแล้ว ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทันที่ที่ใช้จะรู้สึกได้เลยว่า ใบหน้าเต่งตึงขึ้น และถ้าใครทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง รับรองว่า ผิวหน้าจะสดใส ดูดีขึ้นแน่นอน

Read More

สมุนไพร กานพลู ที่มีการช่วยในเรื่องของการฆ่าเชื้อเป็นอย่างดีและแก้ในเรื่องของการปวดฟันอีกด้วย

Denny เมษายน 13, 2020

สมุนไพร กานพลู เป็นพืชสมุนไพรกลุ่มเครื่องเทศที่มีการบันทึกการใช้ประโยชน์มายาวนานตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ

สมุนไพร กานพลู

กานพลู ฆ่าเชื้อ แก้ท้องเสีย ท้องอืดเฟ้อ ช่วยย่อย (ไทยโพสต์)

กานพลู สมุนไพรที่มีส่วนช่วยฆ่าเชื้อ แก้ปัญหาท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย แถมยังแก้ปวดฟัน ว่าแล้วก็ไปรู้จักสมุนไพรชนิดนี้กันสักหน่อย

กานพลูเป็นพืชสมุนไพรกลุ่มเครื่องเทศที่มีการบันทึกการใช้ประโยชน์มายาวนานตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ เป็นหนึ่งในเครื่องยาที่ใช้ทำมัมมี่ เป็นหนึ่งในเครื่องเทศที่ทรงอิทธิพลในยุคของการล่าอาณานิคม คนเอเชียใช้การพลูปรุงยารักษาโรค ชาติตะวันตกยังใช้ในเรื่องการแต่งกลิ่นอาหารและเครื่องสำอางมากมาย

กานพลู หรือ Clove หรือคนภาคเหนือเรียก จันจี่ วงศ์ MYRTACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ Eugenia caryophyllus Bullock&Harrison. เป็นพืชที่ชอบอากาศชื้น เป็นพืชพื้นเมืองของฟิลิปินส์ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ส่วนที่ใช้เป็นยาคือดอกตูมที่แก่จัด หมอยาจะเก็บดอกช่วงนี้มาตากแห้งเก็บไว้ใช้ ดอกกานพลูที่จำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไปมักเป็นดอกที่มีการกลั่นเอาน้ำมันหอมระเหยออกไปก่อนแล้ว

ในบันทึกตำราสรรพคุณสมุนไพรยังกล่าวถึงสรรพคุณส่วนอื่น คือ

เถา แก้หืด

เปลือกต้น แก้ปวดท้อง แก้ลม คุมธาตุ

ใบ แก้สะอึก แก้ปวดมวน ดอก แก้ปวดท้อง แก้ท้องเสีย แก้ท้องขึ้น ขับลมในลำไส้ แก้ลม แก้เหน็บชา แก้พิษเลือด น้ำเหลืองและน้ำคาวปลา แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ ฟอกโลหิต ขับเสมหะ แก้อุจจาระให้ปกติ แก้รัตตะปิตตะโรค แก้หืด กระทำให้อาหารงวด แก้ไอ ระงับกระตุก แก้ปากเหม็น แก้เลือดออกตามไรฟัน ดับกลิ่นเหล้า แก้ปวดฟัน แก้รำมะนาด กระจายลม กระจายเสมหะอันข้น

น้ำมัน ขับลม แก้ท้องขึ้น แก้ปวดท้อง ท้องร่วง แก้ไอ ฆ่าเชื้อโรค แก้ชาปลายมือปลายเท้า แก้โรคลมระงับปวด ระงับอาการปวดฟัน ทำให้ผิวหนังชา ระงับกระตุก

ไม่ระบุส่วนที่ใช้ แก้ปวดฟัน แก้รำมะนาด แก้ปากเหม็น ดับกลิ่นสุรา แก้เสมหะอันข้น แก้เสมหะอันเกิดในโลหิตและดี แก้รัตตะปิตตะโรค กระทำให้อาหารงวด ช่วยย่อยอาหาร ช่วยให้เจริญอาหาร ลดอาการเกร็งของระบบทางเดินอาหาร แก้ปวดหัว แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ปวดตามข้อรูมาติสม์ แก้ท้องขึ้น อืดเฟ้อ เจริญไฟธาตุ บำรุงธาตุ รักษาดีซ่าน แก้หืด แก้ลม แก้ปวดท้อง แก้เหน็บชา ทำให้อุจจาระเป็นปกติ แก้พิษเลือด แก้พิษน้ำเหลือง ขับน้ำคาวปลา แก้มวนในลำไส้ แก้มวนในลำไส้

ข้อมูลฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา พบว่ากานพลูมีสารยูจีนอล (eugenol) ที่มีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ ช่วยลดการอักเสบและฆ่าเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุอาการแน่นจุกเสียด มีฤทธิ์ขับลม มีฤทธิ์ช่วยขับน้ำดีจึงช่วยย่อย ลดการบีบตัวของลำไส้ ช่วยลดอาการปวดเกร็ง

ชาวจีนใช้อมรักษากลิ่นปากและแก้ปวดฟัน แก้ท้องเสีย ช่วยย่อย รักษาเชื้อราที่เท้ามานานนับพันปี ส่วนชาวอินเดียใช้เป็นยาขับลม ช่วยย่อย และรักษาโรคในระบบทางเดินหายใจ ปัจจุบันได้มีการนำน้ำมันหอมระเหยกานพลูใช้ในส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดช่องปาก ทั้งยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก และใช้เป็นยาชาแก้ปวดฟัน และยังมีการวิจัยพบว่ากานพลูมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ปกป้องตับจากสารอะฟลาทอกซิน และยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง มีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด

ในตำรับยาไทยมีการใช้กานพลูหลายตำรับ เฉพาะยาสมุนไพรสามัญประจำบ้านและยาในบัญชียาหลัก มีตำรับยาที่กานพลู ได้แก่ ยาธรณีสันฑะฆาต ยาธาตุบรรจบ ยาบำรุงโลหิต ยาประสะกานพลู ยาประสะเจตพังคี ยาประสะเปราะใหญ่ ยามหาจักรใหญ่ ยามันธาตุ ยาวิสัมพยาใหญ่ ยาแสงหมึก ยาหอมเทพจิตร ยาหอมนวโกฐ ยาหอมอินทจักร์

ในตำรับยาประสะกานพลู มีการใช้กานพลูหนักที่สุด ในข้อบ่งใช้ระบุว่า แก้ปวดท้องเนื่องจากธาตุไม่ปกติ มีการติดเชื้อ ท้องเสียมาก หรือใช้แก้อาการท้องอืดเฟ้อจากธาตุไม่ปกติและอุจจาระเป็นฟอง

ในการใช้ยากลางบ้านทั่วไป มักใช้แก้ท้องอืดเฟ้อ และปวดฟัน

ดอกแห้งของกานพลูรักษาอาการท้องอืดเฟ้อ แน่น จุกเสียด โดยใช้ดอกแห้ง 5-8 ดอก ต้มน้ำดื่ม หรือบดเป็นผง ชงน้ำดื่ม นอกจากนี้ดอกกานพลูยังช่วยป้องกันไม่ให้เด็กอ่อนท้องอืดเฟ้อได้ โดยใช้ดอกแห้ง 1 ดอก แช่ไว้ในกระติกน้ำร้อนที่ใช้ชงนมให้เด็กอ่อน

รักษาอาการปวดฟัน

กลั่นเอาน้ำมันใส่ฟัน หรือใช้ทั้งดอกเคี้ยวแล้วอมไว้ตรงบริเวณฟันที่ปวด เพื่อระงับอาการปวดฟัน

กานพลูตำพอแหลก ผสมกับเหล้าขาวเพียงเล็กน้อยพอแฉะ ใช้สำลีจิ้มอุดฟันที่ปวดและใช้แก้โรครำมะนาด

เอาดอกกานพลูแช่เหล้า เอาสำลีชุบใช้หยอดฟัน…

Read More

สมุนไพรไทย ดอกอัญชัน เป็นทั้งดอกไม้และสมุนไพรไทยที่คนไทยคุ้นเคยกันมานาน

Denny เมษายน 12, 2020

สมุนไพรไทย ดอกอัญชัน สามารถคั้นน้ำดอกอัญชันมาทำเป็นน้ำสมุนไพรหรือขนมต่าง ๆ ได้อีกมากมาย

สมุนไพรไทย ดอกอัญชัน

ดอกอัญชันเป็นทั้งดอกไม้และสมุนไพรไทยที่คนไทยคุ้นเคยกันมานาน ซึ่งโดยส่วนมากแล้วเราจะรู้จักสรรพคุณของดอกอัญชันในด้านการช่วยทำให้คิ้วดกดำ และสามารถคั้นน้ำดอกอัญชันมาทำเป็นน้ำสมุนไพรหรือขนมต่าง ๆ ได้อีกมากมาย แต่ในวันนี้จะขอนำเสนอดอกอัญชันในอีกแง่มุมว่า สมุนไพรดอกอัญชันแก้โรคอะไรได้บ้าง ซึ่งจะไล่เรียงจากข้อมูลที่จะทำให้ทุกคนได้รู้จักกับสมุนไพรดอกอัญชันมากขึ้นกันก่อน

ดอกอัญชัน กับความเป็นมา
อัญชัน มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Butterfly pea, Blue pea, หรือ Asian pigeonwings ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ของดอกอัญชันก็คือ Clitoria ternatea L. โดยดอกอัญชันเป็นพืชล้มลุก จัดอยู่ในกลุ่มพืชตระกูลถั่ว (Fabaceae) อยู่ในวงศ์ Leguminosae เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดอยู่ในประเทศแถบอเมริกาใต้ และโดยทั่วไปจะนิยมปลูกดอกอัญชันในเขตร้อน

ลักษณะต้นอัญชันเป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็ก ใบเป็นใบประกอบ ดอกอัญชันเป็นดอกเดี่ยว มีสีน้ำเงินเข้มหรือน้ำเงินอมม่วง และสีขาว ดอกชั้นในแบ่งเป็น 5 กลีบ กลีบนอกมีสีเขียว มีผลเป็นฝัก ลักษณะแบนคล้ายฝักถั่ว ขนาดยาวประมาณ 5-10 ซม. ดอกอัญชันมีชื่อเรียกตามท้องถื่นที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น ในภาคเหนือจะเรียกดอกอัญชันว่า เอื้องชัน แต่ในจังหวัดเชียงใหม่จะเรียกว่าแดงชัน ทำความรู้จักดอกอัญชันกันไปแล้ว คราวนี้เรามาดูกันค่ะว่า สมุนไพรดอกอัญชันแก้โรคอะไรได้บ้าง ว่าแล้วก็มาเริ่มกันเลย

สมุนไพรดอกอัญชันแก้โรคอะไรได้บ้าง

1. แก้ผมร่วง
ดอกอัญชันมีสารแอนโทไซยานินซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดเล็ก ๆ ของร่างกาย เช่น หลอดเลือดส่วนปลาย ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมได้ดียิ่งขึ้น แก้อาการผมร่วงได้ดีในระดับหนึ่ง โดยหากจะใช้ดอกอัญชันแก้ผมร่วง ก็สามารถกินดอกอัญชันจิ้มน้ำพริก กินเป็นอาหารชนิดอื่น ๆ หรือจะตำดอกอัญชันประมาณ 1 หยิบมือ แล้วนำมาผสมกับน้ำเปล่า กรองเอาแต่น้ำดอกอัญชันมาหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วสระผมตามปกติก็ได้

2. แก้อาการตาฝ้าฟาง เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น

สารแอนโทไซยานินในดอกอัญชันสามารถช่วยบรรเทาอาการที่เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพดวงตา เช่น อาการตาฝ้าฟาง ตาเสื่อมจากโรคเบาหวาน โรคต้อหิน และโรคต้อกระจกได้ เนื่องจากสารตัวนี้ที่มีอยู่ในพืชที่มีสีม่วง สีแดง หรือสีน้ำเงิน มีส่วนช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของหลอดเลือดขนาดเล็กในดวงตา เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็นให้เราได้

3. แก้อาการอาหารเป็นพิษ

จริง ๆ แล้วสารแอนโทไซยานินในดอกอัญชันก็จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งนะคะ และยังมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้ออีโคไลในทางเดินอาหาร ช่วยแก้อาการอาหารเป็นพิษหรืออาการท้องเดินได้ ซึ่งวิธีแก้ก็คือกินดอกอัญชันชุบแป้งทอด หรือจะดื่มน้ำอัญชันก็ได้ ทั้งนี้นอกจากดอกอัญชันแล้ว เรายังสามารถหาสารแอนโทไซยานินได้จากดอกกะหล่ำม่วงและมะเขือม่วงด้วยล่ะ

4. แก้ปวดท้อง

นอกจากสารชีวเคมีที่ได้จากพืชสีม่วง น้ำเงิน แดง อย่างแอนโทไซยานินแล้ว ในดอกอัญชันยังมีสารแอนติสปาสโมดิก (Antispasmodic) ที่มีฤทธิ์ลดอาการหดเกร็งในช่องท้อง สามารถแก้ปวดท้องให้เราได้ด้วยนะคะ โดยการกินดอกอัญชันแก้ปวดท้องสามารถนำดอกอัญชัน 1 กำมือมาต้มกับน้ำแล้วจิบเป็นชาได้เลย

5. แก้ฟกช้ำ ลดอาการบวม

สรรพคุณข้อนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับสารแอนโทไซยานินอีกครั้งค่ะ ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตในหลอดเลือดขนาดเล็ก ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปยังเซลล์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และพอมีเลือดไหลเวียนมาเลี้ยงเซลล์ผิวที่ฟกช้ำหรือบวมมากขึ้น อาการผิดปกติเหล่านี้ก็จะบรรเทาลงได้ นอกจากนี้สารแอนโทไซยานินก็มีสรรพคุณช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ด้วยนะคะ

6. แก้ปวดเมื่อย

นักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้แยกสารจากดอกอัญชันมาทำการทดลองแล้วพบว่า ในดอกอัญชันมีสารเทอร์นาทินส์ (Ternatins) ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด และมีผลคลายกล้ามเนื้อเรียบในร่างกาย จึงช่วยลดอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นได้ โดยให้นำดอกอัญชัน 1 กำมือมาต้มกับน้ำ แล้วจิบเป็นชา

7. แก้ปวดฟัน
ตำรับยาพื้นบ้านมีการนำรากอัญชันมาถูที่ฟัน เพื่อช่วยลดอาการปวดฟันและบำรุงฟันให้คงทนแข็งแรง หรือบดดอกอัญชันผสมกับยาสีฟัน เนื่องจากสารในรากและทั้งต้นของอัญชันมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยบำรุงเซลล์และชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้

8. แก้ปัสสาวะขัด

ในตำรายาไทยโบราณกล่าวไว้ว่า รากอัญชันมีฤทธิ์เย็น ช่วยขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ และเป็นยาระบายได้ โดยสามารถนำรากอัญชันล้างสะอาดมาต้มกับน้ำแล้วจิบเป็นชาเพื่อดื่มแก้โรคปัสสาวะขัด

9. แก้ท้องผูก

ทั้งเมล็ดและรากของอัญชันมีฤทธิ์เป็นยาระบาย สำหรับคนที่มีอาการท้องผูกจึงสามารถต้มรากหรือเมล็ดอัญชันเพื่อดื่มเป็นยาระบายได้ แต่อาจพบอาการข้างเคียงเป็นอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ในบางคน

10. แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย

อย่างที่บอกว่าในดอกอัญชันมีสารชีวเคมีที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย แค่แอนโทไซยานินก็เป็นทั้งสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านอาการอักเสบแล้ว อีกทั้งสารในดอกอัญชันยังช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ และมีสรรพคุณช่วยลดอาการบวมเนื่องจากมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตในหลอดเลือดขนาดเล็ก ดังนั้นกับพิษแมลงสัตว์กัดต่อยจนมีอาการบวมแดง แค่ใช้ดอกอัญชันตำให้ละเอียดแล้วเอามาพอกบริเวณที่มีอาการก็จะช่วยบรรเทาฤทธิ์แมลงสัตว์กัดต่อยได้แล้วค่ะ

11. บรรเทาอาการโรคหอบหืด

รากอัญชันมีรสขมเย็น ใช้กินสดหรือต้มเป็นน้ำดื่มจะช่วยลดอาการอักเสบของหลอดลม และบรรเทาอาการโรคหอบหืดได้ เนื่องจากสารจากรากอัญชันจะช่วยลดอาการอักเสบ พร้อมระบายของเสียออกจากร่างกาย ส่งผลให้อาการหอบหืดและระบบทางเดินหายใจทำงานได้ดีขึ้น

12. คลายเครียด แก้นอนไม่หลับ

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในกลุ่มสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดต่าง ๆ ที่ได้จากส่วนลำต้นเหนือดิน ใบ ดอก และรากของอัญชัน มีฤทธิ์กระตุ้นการเรียนรู้และความจำ รวมทั้งมีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายความเครียด ลดอาการวิตกกังวล และยังมีฤทธิ์ช่วยในการนอนหลับ

13. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

สารแอนโทไซยานินในดอกอัญชันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย จึงช่วยลดอัตราการเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ รวมทั้งยังช่วยลดโอกาสเกิดภาวะเส้นเลือดอุดตันในสมองได้ด้วย โดยสารตัวนี้จะป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของไขมัน ที่เป็นสาเหตุของไขมันอุดตันเส้นเลือดนั่นเอง

14. ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง

สีจากสารแอนโทไซยานินเป็นที่กล่าวขวัญกันมาในหลายชนชาติ เนื่องจากมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ป้องกันแสงยูวี และต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งได้ด้วยนะคะ

อย่างไรก็ดี สรรพคุณทางยาบางอย่างของดอกอัญชันยังคงอยู่ในขั้นการทดลองและวิจัย ซึ่งยังจำเป็นต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนมากที่สุดต่อไป จึงยังไม่สามารถระบุขนาดและวิธีใช้ที่เหมาะสมได้

แต่อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของดอกอัญชันในการบรรเทาความเจ็บป่วยก็มีตำรับตำราเป็นยาโบราณมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นการบรรเทาอาการป่วยด้วยดอกอัญชันก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากดอกอัญชันเป็นสมุนไพรหาง่าย ปลูกง่ายในบ้านเราเนอะ ฉะนั้นในวันนี้เราเลยมีสูตรน้ำอัญชันและสูตรการทำอาหารจากดอกอัญชันมาฝากให้ลองทำรับประทานกันด้วยค่ะ

– 17 เมนูสีสวยด้วยดอกอัญชัน เสกของหวานอิ่มตาได้ ไม่ใช่แค่อิ่มท้อง

ทว่าอัญชันก็ใช่ว่าจะมีแต่คุณประโยชน์นะคะ เพราะโทษของดอกอัญชันก็มีเช่นกัน ซึ่งข้อควรระวังในการกินและใช้ดอกอัญชันก็มีดังนี้

โทษของดอกอัญชัน ใครกันต้องระวัง ?
– ควรระมัดระวังการรับประทานร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดหรือยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน และ warfarin เป็นต้น เนื่องจากอาจมีฤทธิ์เสริมกันจนเกิดอันตรายแก่ร่างกาย

– หากกินหรือดื่มดอกอัญชันมากเกินไป อาจเพิ่มภาระให้ไตทำงานหนักเพราะต้องขับสีจากดอกอัญชันออกมา ดังนั้นจึงควรดื่มและกินอัญชันแต่พอดี

– ผู้ป่วยโรคโลหิตจางก็ไม่ควรจะรับประทานดอกอัญชันรวมทั้งอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของอัญชันด้วย เพราะในดอกอัญชันนั้นมีสารที่มีฤทธิ์ในการละลายลิ่มเลือด อาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโลหิตจางได้

สมุนไพรดอกอัญชันมีสรรพคุณทางยาอยู่ไม่น้อย หากใครอยากใช้สมุนไพรไทยบรรเทาอาการป่วยที่ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร ก็น่าลองสรรพคุณของดอกอัญชันเหมือนกันนะคะ แถมอัญชันยังนำมาทำอาหารและเครื่องดื่มได้อีกหลายชนิดเลยด้วย…

Read More

เพชรสังฆาต สมุนไพรไทยที่ไม่ได้มีดีแค่ช่วยระบาย รักษาริดสีดวงทวารก็ได้ แต่ยังช่วยลดน้ำหนัก และมีประโยชน์ต่อสุขภาพนานับปการ

Denny เมษายน 11, 2020

เพชรสังฆาต สมุนไพรไทย เป็นของดีของไทยที่มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แถมยังชอบซุกซ่อนอยู่ในที่ที่เราคาดไม่ถึงเสียก็มาก บางอย่างก็อยู่ในอาหาร

เพชรสังฆาต สมุนไพรไทย

เพชรสังฆาต สมุนไพรไทยที่ไม่ได้มีดีแค่ช่วยระบาย รักษาริดสีดวงทวารก็ได้ แต่ยังช่วยลดน้ำหนัก และมีประโยชน์ต่อสุขภาพนานับปการ อย่าเพิ่งสบประมาทว่าเป็นแค่ไม้ประดับ ถ้ายังไม่ได้รู้ถึงสรรพคุณ

สมุนไพรไทยเป็นของดีของไทยที่มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แถมยังชอบซุกซ่อนอยู่ในที่ที่เราคาดไม่ถึงเสียก็มาก บางอย่างก็อยู่ในอาหาร สมุนไพรบางชนิดก็เป็นไม้ประดับที่เราเห็นกันจนชินตา อย่างเช่น เพชรสังฆาต ที่หลายคนอาจจะปลูกเอาไว้เป็นไม้ประดับในบ้าน แต่กลับไม่รู้เลยว่าภายใต้ความสวยงามที่แปลกตานั้น สรรพคุณของเจ้าสมุนไพรชนิดนี้น่ะมากมายเพียงไหน ได้เวลาหันมาให้ความสนใจกับเจ้าสมุนไพรชนิดนี้แล้วล่ะค่ะ ลองมาทำความรู้จักประโยชน์ของเพชรสังฆาตกัน โดยเฉพาะคนที่ถ่ายยาก และยังอยากลดน้ำหนักมามุงตรงนี้ด่วนเลยจ้า

เพชรสังฆาต มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cissus quadrangularis L. และมีชื่อเรียกต่างกันไปตามท้องถิ่นอื่น ๆ อีกว่า สันชะควด (กรุงเทพฯ) ขั่นข้อ (ราชบุรี) สามร้อยต่อ (ประจวบคีรีขันธ์) เพชรสังฆาต เป็นพื้นประเภทไม้เถาเลื้อย ซึ่งโดยปกติแล้วมักนิยมปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับ เนื่องจากเป็นพืชที่มีรูปร่างแปลกตา และมีดอกและช่อสีแดงสวยงาม อีกทั้งยังสามารถปลูกเป็นรายได้เสริมด้วยการนำเถามาหั่นแล้วตากแห้งทำเป็นยาสมุนไพรได้อีกด้วยค่ะ
เพชรสังฆาต หน้าตาเป็นอย่างไร

เพชรสังฆาตเป็นไม้เถาทรงสี่เหลี่ยมเป็นข้อปล้องต่อกัน เปลือกเถาเรียบสีเขียวอ่อน ขนาดของปล้องแต่ละปล้องยาวประมาณ 3-15 เซนติเมตร มีมือสำหรับเกาะยึด ยื่นออกมาจากตรงข้อระหว่างใบ ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยว มีลักษณะปลายใบมน โคนใบเว้า ขอบใบหยักมนห่าง ๆ แผ่นใบเรียบมัน สีเขียวสด ดอกมีสีแดง กลีบดอกมี 4 กลีบ มักออกเป็นช่อเล็ก ๆ ขนาด 2-4 เซนติเมตร ผลสดมีรูปกลม ผลเรียบเป็นมัน ขนาด 4-7 มิลลิเมตร ผลอ่อนมีสีเขียวอ่อน เมื่อแก่จัดจะมีสีดำหรือแดง เมล็ดมีทรงกลมสีน้ำตาล อยู่ในผล ผลละ 1 เมล็ด

เพชรสังฆาต สรรพคุณโดดเด่นชวนให้ลิ้มลอง

สรรพคุณของเพชรสังฆาตที่ชวนให้น่าลิ้มลองก็คงจะเป็นสรรพคุณทางยาที่ช่วยขับลม แก้จุกเสียดแน่นท้อง รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อีกสรรพคุณหนึ่งอันโด่งดังของเพชรสังฆาตก็คือรักษาโรคริดสีดวงทวารนั่นเอง ซึ่งสรรพคุณที่ว่ามานี้ต่างก็มีอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของเพชรสังฆาต โดยเฉพาะในราก ต้น ใบ เถา และน้ำจากต้นของเพชรสังฆาต ดังนี้ค่ะ

* ราก – ช่วยในการสมานตัวของกระดูกที่แตกหักทำให้กระดูกกลับมาเชื่อมต่อกันได้เร็วขึ้น

* ต้น – แก้อาการหูน้ำหนวก แก้อาการเลือดกำเดา รักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติในสตรี ช่วยให้เจริญอาหาร และช่วยขับน้ำเหลืองเสีย

* ใบ – ช่วยในการสมานตัวของกระดูกเช่นเดียวกับราก รักษาอาการอาหารไม่ย่อย ช่วยขับน้ำเหลืองที่เสีย

* เถา – แก้กระดูกหักซ้น ขับลม แก้จุดเสียดแน่นท้อง แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ รักษาโรคลักปิดลักเปิด

ซึ่งนอกจากสรรพคุณดังกล่าวแล้ว งานวิจัยต่าง ๆ ยังเผยสรรพคุณของเพชรสังฆาตเพิ่มเติมมาหลายด้าน ลองมาดูกันค่ะว่า เพชรสังฆาต รักษาโรคอะไรได้บ้าง
เพชรสังฆาต รักษาโรคริดสีดวงทวารก็ดี

เพชรสังฆาตถือเป็นสมุนไพรรักษาโรคริดสีดวงสรรพคุณเด็ด เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี ตัวช่วยส่งเสริมกระบวนการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถช่วยลดอาการอักเสบ รวมทั้งช่วยให้หลอดเลือดดำหดตัวลงได้ ซึ่งสำหรับคนที่เป็นโรคริดสีดวงทวาร จะเกิดภาวะเลือดดำคั่งจนทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก การรับประทานเพชรสังฆาตจึงช่วยบรรเทาอาการได้ รวมทั้งรักษาอาการอักเสบและทำให้หลอดเลือดดำที่บวมเป่งอยู่บริเวณทวารหนักหดตัวลงได้นั่นเอง

ทั้งนี้การศึกษาจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ยังยืนยันถึงข้อดีของการใช้สมุนไพรเพชรสังฆาตในการรักษาโรคริดสีดวงทวารว่า สรรพคุณเพชรสังฆาตมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบัน หรือยาที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเลยล่ะค่ะ แถมในปัจจุบัน เพชรสังฆาตยังถูกใช้เป็นยารักษาหลักในผู้ป่วยริดสีดวงทวารหนักที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรอีกด้วย

เพชรสังฆาต ช่วยบำรุงกระดูก

ในตำรายาของหมอพื้นบ้านและหมออายุรเวทได้ใช้เพชรสังฆาตช่วยบำรุงกระดูกกันอย่างแพร่หลาย โดยระบุว่า สรรพคุณของเพชรสังฆาตช่วยบำรุงกระดูก เพิ่มมวลกระดูก สมานกระดูกที่หัก โดยสารในเพชรสังฆาตจะช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์กระดูก และบรรเทาอาการบวมและอาการอักเสบได้

เพชรสังฆาตยังช่วยเพิ่มการสร้างคอลลาเจนในเซลล์สร้างกระดูก และยังมีฤทธิ์ป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกในหนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่ (เพื่อจำลองให้เกิดสภาวะเหมือนหญิงวัยหมดประจำเดือน) เทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบัน เนื่องจากในหนูที่ได้รับเพชรสังฆาต พบการเพิ่มขึ้นของระดับเอสโตรเจนและวิตามินดีในเลือด จึงสันนิษฐานได้ว่า สมุนไพรเพชรสังฆาตมีสารในกลุ่มเอสโตรเจนสูงมากนั่นเอง

และเมื่อเปรียบเทียบกับการให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนจะพบว่า เพชรสังฆาตให้ผลดีทั้งในเรื่องของความหนา ความแข็งแรง และความหนาแน่นมวลกระดูก ขณะที่เอสโตรเจนจะไม่มีผลในเรื่องความหนาแน่นของมวลกระดูก ที่สำคัญเพชรสังฆาตยังมีฤทธิ์ลดอาการปวดได้อีกด้วย

แก้ท้องผูก

เพชรสังฆาตมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก ถ่ายยาก และช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรครืดสีดวงทวารได้ แต่ทั้งนี้ผลของการช่วยระบายก็ต้องขึ้นอยู่กับธาตุของแต่ละบุคคลด้วยนะคะ ฉะนั้นหากรับประทานเพชรสังฆาตแล้วรู้สึกระบายมากเกินไป มีอาการถ่ายบ่อย ก็ควรลดขนาดรับประทานลงสักครึ่งหนึ่งของปริมาณเดิมที่กินเพชรสังฆาตอยู่

ช่วยลดน้ำหนัก

เพชรสังฆาตเป็นสมุนไพรที่มีไฟเบอร์สูง ช่วยให้กินอาหารได้น้อยลง โดยไฟเบอร์ในเพชรสังฆาตจะเข้าไปลดเนื้อที่ของกระเพาะอาหาร ทำให้อิ่มเร็วขึ้น และมีผลยับยั้งเอนไซม์ที่ย่อยแป้ง น้ำตาล และไขมัน จึงช่วยลดการดูดซึมสารอาหารดังกล่าวเช้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น ซึ่งสรรพคุณช่วยลดน้ำหนักของเพชรสังฆาตก็ผ่านการศึกษาทดลองในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วน โดยการทดลองได้คัดคนที่มีดัชนีมวลกาย หรือ BMI มากกว่า 26 kg/m2 ให้กินเพชรสังฆาตมื้อละ 150 มิลลิกรัม ก่อนอาหาร วันละ 2 มื้อ เป็นเวลา 10 สัปดาห์ โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนการกินและการออกกำลังกาย

โดยผลการทดลองพบว่า อาสาสมัครกลุ่มนี้มีน้ำหนักลดลง 8.8% (จากเดิมน้ำหนักเฉลี่ยของผู้ทดลองก่อนทานเพชรสังฆาต 98.92 กิโลกรัม ลดเหลือ 90.19 กิโลกรัม) ไขมันในร่างกายลด 14.6% เส้นรอบเอวลดลง 8.6% (จากเดิมเส้นรอบเอวเฉลี่ยของผู้ทดลองก่อนทานเพชรสังฆาต 40 นิ้ว ลดเหลือ 36 นิ้ว) และยังมีผลลดระดับคอเลสเตอรอล ไขมันตัวร้าย LDL และระดับน้ำตาลในเลือด ได้ 26.69%, 20.16% และ 14.85% ตามลำดับ

นอกจากนี้จากการศึกษาในห้องทดลองยังพบว่า เพชรสังฆาตมีผลเพิ่มระดับเซโรโทนินในร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้ง่าย และยังช่วยลดสารอักเสบที่พบในเลือดของผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน (Metabolic syndrome) ซึ่งผลดีของเพชรสังฆาตในข้อนี้น่าจะมีประโยชน์ในการนำไปประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหา Metabolic syndrome ต่อไปในอนาคต

ข้อควรระวังในการใช้เพชรสังฆาต

เพชรสังฆาตเป็นสมุนไพรไทยที่มีประโยชน์ก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป เพราะในเถาของเพชรสังฆาตนั้นมีสารแคลเซียม ออกซาเลท (Calcium Oxalate) สูง จึงอาจทำให้เกิดการตกค้างได้หากรับประทานเข้าไปมากเกินพอดี อีกทั้งสารออกซาเลทนั้นยังอาจส่งผลให้เกิดการระคายเคืองที่คอ เยื่อบุภายในปากและทางเดินอาหารส่วนบน ดังนั้นหากจะนำเถาของเพชรสังฆาตมารับประทานสด ๆ ควรหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ หุ้มด้วยกล้วยสุก หรือมะขามเปียก จะเป็นใบผักกาดดองก็ได้ แล้วค่อยรับประทาน และห้ามเคี้ยวโดยเด็ดขาด แต่ถ้าจะให้สะดวกยิ่งกว่านั้นก็สามารถรับประทานแบบที่เป็นแคปซูล วิธีนี้ก็ยังทำให้ได้คุณประโยชน์จากเพชรสังฆาตเช่นเดียวกับการรับประทานแบบสด ๆ ค่ะ…

Read More

สมุนไพรพื้อบ้าน ใบบัวบก เป็นสมุนไพรไทยที่นิยมนำมาใช้มากที่สุด

Denny เมษายน 10, 2020

สมุนไพรพื้อบ้าน ใบบัวบก ใบบัวบกสมุนไพรจีนโบราณที่ได้ยินชื่อกันมานาน

สมุนไพรพื้อบ้าน ใบบัวบก

ใบบัวบกสมุนไพรจีนโบราณที่ได้ยินชื่อกันมานาน นี่คือ สรรพคุณของใบบัวบกที่รู้แล้วจะต้องรักเจ้าสมุนไพรนี้ยิ่งกว่าเดิม
เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็คงจะเคยได้ยินกันมานักต่อนักว่าเวลาช้ำในให้ดื่มน้ำใบบัวบก เพราะจะช่วยให้หายจากอาการช้ำในเร็วขึ้น แต่หารู้ไม่ว่าจริง ๆ แล้วเจ้าสมุนไพรที่มีนามว่าใบบัวบก ซึ่งเป็นสมุนไพรจีนที่นำมาใช้กันตั้งแต่โบร่ำโบราณนั้นก็ยังมีสรรพคุณอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งช่วยบำรุงสุขภาพ รักษาโรค หรือแม้แต่ช่วยบำรุงความงาม อยากรู้กันแล้วใช่ไหมล่ะว่าใบบัวบก สมุนไพรที่ชวนให้รู้สึกเหม็นเขียวจะมีสรรพคุณอะไรดี ๆ อีกบ้าง งั้นลองไปดูที่เราหยิบมานำเสนอในวันนี้กันดีกว่า บอกได้คำเดียวเลยว่า รู้แล้วจะต้องลืมกลิ่นเขียว ๆ เหล่านั้นไปเลยแน่นอน
1. แก้ปัญหาเส้นเลือดขอด
เมื่อหลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่นก็ทำให้หลอดเลือดดำเกิดการฉีกขาดและทำให้เลือดไหลออกมาคั่งอยู่บริเวณขา เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการบวมที่เรียกว่าอาการเส้นเลือดขอดนั่นเอง โดยมีการศึกษาพบว่าการรับประทานใบบัวบก สามารถลดอาการบวมและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น โดยในการศึกษานั้นได้ทำการทดลองกับอาสาสมัครกว่า 90 คน ที่มีอาการของเส้นเลือดขอด และเมื่อรับประทานใบบัวบกเข้าไปแล้วก็พบว่าอาการเส้นเลือดขอดนั้นดีขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ที่รับประทานยาหลอก และเมื่อทำการอัลตราซาวด์ก็พบว่าผู้ที่รับประทานใบบัวบกมีการรั่วไหลของหลอดเลือดดำลดลงค่ะ

2. สมานแผลและรักษาโรคผิวหนังบางชนิด
หนึ่งในสารสำคัญที่ส่งผลให้ใบบัวบกกลายเป็นสมุนไพรที่มากสรรพคุณก็คือสารไตรเตอร์ปินอยด์ (Triterpenoids) ที่มีการศึกษากับสัตว์แล้วพบว่าสามารถช่วยสมานบาดแผลได้ นั่นก็เป็นเพราะว่าสารดังกล่าวจะทำหน้าที่ในการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้กับบาดแผล และช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนไปยังบริเวณบาดแผลมากขึ้น ส่งผลให้บาดแผลค่อย ๆ หายดีขึ้นในระยะเวลาที่น้อยลง อีกทั้งสารจากใบบัวบกก็ยังช่วยป้องกันการเกิดแผลเป็นได้อีกด้วย วิธีใช้ก็ไม่จำเป็นต้องนำใบบัวบกมาตำแล้วพอกให้ยาก เพราะเดี๋ยวนี้มีแบบที่เป็นครีมผสมสารสกัดไว้ทาโดยเฉพาะ แค่เพียงเลือกให้เหมาะกับชนิดบาดแผลก็ช่วยได้มากเลยล่ะ

3. ระบายความร้อน
ความร้อนในร่างกายหากสูงมากเกินไปอาจจะทำให้ร่างกายเกิดอาการไข้ ตัวร้อน กระหายน้ำ ตลอดจนการอักเสบ ดังนั้นการรับประทานใบบัวบกที่มีฤทธิ์เย็น จึงสามารถช่วยลดความร้อนในร่างกายได้ อีกทั้งยังช่วยขับพิษร้อนออกจากร่างกายได้อีกด้วย

4. ขับพิษร้อน และความชื้น
โรคต่าง ๆ ที่เกิดจากความร้อนและความชื้น อาทิ ดีซ่าน นิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือโรคบิด สามารถบรรเทาได้ด้วยการรับประทานใบบัวบก เนื่องจากใบบัวบกนั้นมีฤทธิ์ขมเย็น สามารถช่วยสลายความชื้นในร่างกายและขับความร้อนออกมาได้ แต่ก็ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เพราะหากรับประทานมาก ๆ อาจจะทำให้ร่างกายเย็นจนเกินไปและเป็นอันตรายได้

5. ลดความกระวนกระวาย ช่วยให้จิตใจสงบ
สารไตรเตอร์ปินอยด์ (Triterpenoids) ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในใบบัวบกนั้น นอกจากจะช่วยในการสมานแผลและรักษาโรคผิวหนังบางชนิดได้แล้วก็ยังมีฤทธิ์ในการลดความกระวนกระวายและช่วยกระตุ้นกลไกการทำงานของสมอง โดยมีการศึกษาหนึ่งพบว่าผู้ที่รับประทานใบบัวบกมีแนวโน้มที่จะตกใจกับเสียงรบกวนน้อยกว่าผู้ที่รับประทานยาหลอก แต่ก็ต้องใช้ในปริมาณที่สูงมาก จึงยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าควรใช้ปริมาณใดจึงจะได้ผลและไม่ส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพตามมาค่ะ

6. รักษาโรคหนังแข็ง
เนื่องจากใบบัวบก มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบต่าง ๆ ในร่างกาย จึงสามารถใช้บรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคหนังแข็งได้ โดยมีการศึกษากับผู้หญิง 13 คนที่มีอาการของโรคหนังแข็งพบว่า การใช้ใบบัวบกสามารถลดอาการปวดตามข้อ และลดการเกิดหนังแข็ง รวมทั้งทำให้การเคลื่อนไหวของนิ้วมือเป็นไปในทางที่ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องอยู่ในปริมาณที่แพทย์ควบคุมเท่านั้น

7. ช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับ
ใครที่มักจะนอนไม่หลับบ่อย ๆ ลองหาใบบัวบกมารับประทานก็ดีเหมือนกันนะ เพราะใบบัวบกไม่เพียงแต่ช่วยลดความกระวนกระวายเท่านั้น แต่ก็ยังช่วยให้จิตใจสงบและผ่อนคลายลงได้ ทำให้สามารถนอนหลับได้ง่ายขึ้น โดยแค่เพียงรับประทานเป็นประจำก่อนนอน ก็จะช่วยให้การนอนหลับดีขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์เลย

8. ลดความดันโลหิต
กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ออกมาแนะนำว่าใบบัวบกเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่ช่วยลดความดันโลหิตได้ เพราะเจ้าใบบัวบกนั้นจะไปทำให้หลอดเลือดดำและเส้นเลือดฝอยแข็งแรงขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดภาวะความเครียดอันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ทั้งนี้วิธีการรับประทานก็ไม่ยาก เพียงแค่นำใบบัวบกไปคั้นน้ำแล้วนำมาดื่ม จะนำไปผสมกับน้ำผึ้งสักเล็กน้อย หรือผสมกับน้ำผลไม้อื่น ๆ เพื่อลดความเหม็นเขียวก็ทำได้ค่ะ

9. ลดอาการบวม
อาการบวมช้ำมีสาเหตุมาจากการที่ระบบไหลเวียนเลือดบริเวณดังกล่าวทำงานผิดปกติส่งผลให้เกิดอาการคั่งของเลือด การรับประทานใบบัวบกไม่ว่าจะเป็นแบบน้ำคั้นดื่ม หรือแบบที่เป็นสารสกัดแคปซูล สามารถช่วยลดอาการบวมช้ำบริเวณบาดแผลได้ รวมทั้งยังลดอาการอักเสบที่ทำให้เกิดอาการบวมได้อีกด้วย

10. บำรุงสมอง
ใบบัวบกเป็นพืชอีกชนิดที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยป้องกันสารอนุมูลอิสระเข้าไปทำลายเซลล์สมอง รวมทั้งช่วยคลายความอ่อนล้าของสมอง เพิ่มการทำงานของสมองและความจำ แถมยังสามารถลดภาวะซึมเศร้า และสามารถช่วยยับยั้งอาการของโรคอัลไซเมอร์ที่เกิดขึ้นในสมองได้

11. รักษาอาการติดเชื้อ
ใบบัวบกเป็นสมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่ช่วยรักษาโรคไข้หวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมช่วยรักษาอาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ รวมทั้งอาการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสต่าง ๆ ได้อีกมากมาย เรียกได้ว่าไม่ว่าจะติดเชื้ออะไรก็ตาม ใบบัวบกสามารถช่วยรักษาได้หมด แต่ทั้งนี้ก็ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม และภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญนะ

12. บรรเทาอาการอ่อนเพลีย
นอกจากรักษาอาการป่วยต่าง ๆ แล้ว ใบบัวบกยังสามารถช่วยฟื้นฟูร่างกายจากความอ่อนเพลียได้ และถ้าหากรับประทานในช่วงอากาศร้อน ๆ ด้วยละก็ น้ำใบบัวบกก็สามารถช่วยลดความร้อนในร่างกายและดับกระหายได้เป็นอย่างดีเลยเชียวล่ะ

13. บำรุงผิวพรรณให้อ่อนเยาว์
ใบบัวบก เป็นอีกหนึ่งในสมุนไพรเพื่อความงามที่อยู่ใกล้ตัวมาก ๆ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะใบบัวบกมีสารที่ช่วยส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินในร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณนุ่มชุ่มชื้น ดูอ่อนเยาว์ นอกจากนี้สารต้านอนุมูลอิสระในใบบัวบกก็ยังช่วยยับยั้งการเกิดริ้วรอยแห่งวัย จึงไม่น่าแปลกเลยล่ะถ้าคุณจะได้เห็นชื่อของเจ้าใบบัวบกเป็นหนึ่งในส่วนผสมของเครื่องประทินผิว ทั้งนี้ยังสามารถนำใบบัวบกสด ๆ มาใช้พอกหน้าได้อีกด้วย โดยมีวิธีดังนี้ค่ะ

วิธีทำ
1. นำใบบัวบกสดมาล้างทำความสะอาด แล้วนำไปหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ
2. นำมาปั่นหรือบดกับน้ำสะอาด 1 แก้ว
3. นำมาพอกหน้า หรือนำสำลีชุบน้ำใบบัวบกขึ้นมาทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 15 นาที
4. ล้างออกด้วยน้ำเย็น ทำเป็นประจำทุกวันก่อนนอนจะช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย

14. กำจัดเซลลูไลท์
สาว ๆ ที่หนักใจกับเซลลูไลท์ที่เป็นศัตรูความงามของคุณสาว ๆ อยู่ ขอบอกใบบัวบกช่วยคุณได้ค่ะ แค่เพียงรับประทานใบบัวบกเป็นประจำก็จะช่วยให้เซลล์ไขมันเซลลูไลท์ถูกขับออกมาจากร่างกายได้ง่ายขึ้น รวมทั้งช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น และลดการอักเสบอันเกิดจากเซลลูไลท์ได้อีกด้วยล่ะ

15. บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ
หลาย ๆ คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับผมร่วงก็คงเสาะหาทุกวิถีทางเพื่อบำรุงให้เส้นผมและหนังศีรษะแข็งแรงเพื่อที่จะได้มีผมดกดำ ใบบัวบกก็เป็นอีกสมุนไพรหนึ่งที่มีสรรพคุณโดดเด่นในด้านนี้ โดยปัญหาผมร่วงส่วนใหญ่ก็เกิดจากรากผมที่อ่อนแอและการไหลเวียนของเลือดบนหนังศีรษะไม่ดี ซึ่งใบบัวบกนี้มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการไหลเวียนเลือดบริเวณหนังศีรษะ และยังช่วยบำรุงให้รากผมแข็งแรง ป้องกันผมร่วงทำให้ผมที่ขึ้นใหม่มีความแข็งแรงและดกดำเงางามได้โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีแต่อย่างใด…

Read More

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน มะนาว บรรเทาอาการแก้ไอช่วยอาการเหลานั้นให้้หายได้อย่างดี

Denny เมษายน 9, 2020

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน มะนาว ต้องบอกว่าสรรพคุณของมะนาวเด็ดมากจนช่วยบรรเทาอาการป่วยบางอาการได้เลย

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน มะนาว

1. สูตรมะนาวแก้ท้องผูก

สำหรับคนที่มีอาการท้องผูกบ่อย ๆ ถ่ายไม่ค่อยคล่อง ลองให้มะนาวช่วยแก้อาการท้องผูกได้เลยค่ะ โดยผสมน้ำดื่มกับน้ำมะนาวและเกลือ แล้วค่อย ๆ จิบไปเรื่อย ๆ มะนาวจะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ไม่ให้ถูกร่างกายดูดซึมไปหมด และหลังจากดื่มน้ำมะนาวประมาณ 10-20 นาที จะเกิดอาการถ่ายท้อง เมื่อถ่ายท้องเสร็จแล้วสามารถทานอาหารได้ตามปกติ

ทั้งนี้ควรดื่มน้ำมะนาวอย่างน้อยเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ซึ่งจะช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น และถ้าอยากให้ผลลัพธ์ดีมาก ๆ ควรดื่มหลังตื่นนอนทุกเช้า จุดนี้ก็จะช่วยล้างพิษในร่างกายได้อีกทางด้วยค่ะ
2. สูตรน้ำมะนาวแก้ไอ ขับเสมหะ

กรดในน้ำมะนาวจะช่วยกระตุ้นให้มีการขับน้ำลายออกมา ทำให้ลำคอมีความชุ่มชื้นมากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงช่วยลดอาการไอลงได้ อีกทั้งรสเปรี้ยวในน้ำมะนาวยังจะช่วยให้ร่างกายขับเสมหะได้ง่ายขึ้นด้วย โดยสูตรมะนาวแก้ไอขับเสมหะให้คั้นน้ำมะนาว 1 ลูก เติมเกลือเล็กน้อย หรือจะผสมน้ำผึ้ง 1 ส่วนต่อน้ำมะนาว 3 ส่วนก็ได้ คนให้เข้ากันดี แล้วจิบบ่อย ๆ จนกว่าอาการไอจะบรรเทาลง

3. สูตรน้ำมะนาวแก้หวัด

น้ำขิงมะนาวช่วยป้องกันโรคหวัดได้ เพราะคุณค่าจากมะนาวที่มีวิตามินซีสูง ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจของเรา รวมถึงความเผ็ดร้อนของขิงที่จะช่วยให้ร่างกายขับเหงื่อออกมามาก­ขึ้น เป็นการบรรเทาอุณหภูมิความร้อนในร่างกายให้ลงต่ำลง หากจิบน้ำขิงมะนาวอุ่น ๆ เป็นประจำทุกวันก็จะช่วยให้อาการหวัดดีขึ้นได้

ทั้งนี้สูตรน้ำมะนาวแก้หวัดให้ต้มขิงสด 1 แง่งกับน้ำ 1 ถ้วยตวง จากนั้นทิ้งไว้ให้อุ่น ๆ แล้วจึงบีบน้ำมะนาว 1 ลูกตามลงไป คนให้เข้ากัน แล้วจิบเป็นชาขิงมะนาว

4. สูตรน้ำมะนาวบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ

น้ำมันหอมระเหยจากผิวเปลือกมะนาวมีสรรพคุณเป็นยาขับลม จึงมีส่วนช่วยบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อให้ได้ โดยใช้เปลือกผลสด 1/2 ผล ฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ บาง ๆ ชงด้วยน้ำเดือด จากนั้นปิดฝาทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วกรองเอาแต่น้ำมาดื่มเมื่อมีอาการ หรือหากท้องอืด ท้องเฟ้อหนักมาก ให้ดื่มหลังอาหาร 3 เวลา

5. สูตรน้ำมะนาวแก้อาการอาหารไม่ย่อย

สำหรับใครที่มักจะมีอาการอาหารไม่ย่อยเป็นประจำ แนะนำให้ลองจิบน้ำขิงมะนาวในตอนเช้าดู โดยให้บีบมะนาวครึ่งผลลงในน้ำขิงอุ่น 1 แก้วกาแฟ เพราะน้ำขิงมะนาวจะช่วยกระตุ้นให้ตับผลิตน้ำย่อยออกมามากขึ้น เวลากินอาหารในมื้ออื่น ๆ เราจะได้ไม่รู้สึกอึดอัดท้อง และมีอาการท้องอืดตามมานั่นเอง

6. สูตรมะนาวบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน

มะนาวจัดเป็นผลไม้ในกลุ่มซิตรัสซึ่งมีกลิ่นหอมสดชื่น สามารถช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะได้ และหากขยี้เปลือกมะนาวมาสูดดมจะช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เป็นลม ได้ด้วยค่ะ
7. สูตรน้ำมะนาวแก้ปวดหัวจากการอาการเมาค้าง

มะนาวมีสรรพคุณกระตุ้นการทำงานของตับ ช่วยให้ร่างกายขับแอลกอฮอล์ออกไปได้ดีขึ้น อีกทั้งเมื่อผสมกับสมุนไพรอย่างขิงที่ช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน และน้ำผึ้งซึ่งช่วยทำลายพิษแอลกอฮอล์ สูตรมะนาวน้ำผึ้งผสมขิงจึงเป็นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มแก้เมาค้างที่ช่วยบรรเทาอาการได้ดีสูตรหนึ่ง โดยวิธีปรุงก็ไม่ยากค่ะ เพียงผสมน้ำร้อนกับน้ำผึ้งเข้าด้วยกัน ใส่ขิงขูดลงไปคนผสมให้เข้ากัน พักทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จนขิงเข้ากันดีกับน้ำผึ้ง จากนั้นเติมน้ำมะนาว คนผสมให้เข้ากัน ยกลงกรองผ่านกระชอนหรือตะแกรงเอาเฉพาะน้ำ จากนั้นเทน้ำขิงมะนาวใส่แก้วที่มีน้ำแข็งพอประมาณ ยกดื่มบรรเทาอาการได้เลย

8. สูตรน้ำมะนาวบรรเทาอาการลักปิดลักเปิด หรืออาการเลือดออกตามไรฟัน

โรคลักปิดลักเปิด หรืออาการเลือดออกตามไรฟันเกิดจากการขาดวิตามินซีเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นน้ำมะนาวที่มีปริมาณวิตามินซีอยู่สูงมาก จึงช่วยบรรเทาอาการเลือดออกตามไรฟันได้ โดยให้นำน้ำมะนาว 1 ถ้วยชา ผสมน้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ และเกลืออีกเล็กน้อย ชงในน้ำอุ่นแล้วใช้จิบบ่อย ๆ ค่อย ๆ เติมวิตามินซีให้ร่างกายหายจากอาการเลือดออกตามไรฟัน
9. สูตรน้ำมะนาวแก้อาการกลาก เกลื้อน หิด

สูตรน้ำมะนาวแก้กลาก เกลื้อน และหิด ให้นำน้ำมะนาวคั้นสด 1 ผลผสมกับกำมะถันจนมีลักษณะแป้งข้น ๆ ทาผิวบริเวณที่เป็นให้ทั่ว ทำเป็นประจำก่อนนอนจนกว่าอาการกลาก เกลื้อน และหิดจะหาย

10. สูตรน้ำมะนาวแก้น้ำกัดเท้า

มะนาวก็จัดเป็นสมุนไพรแก้น้ำกัดเท้าชนิดหนึ่ง โดยสามารถนำน้ำมะนาวคั้นสดมาทาที่ตุ่มคันจากน้ำกัดเท้า ทิ้งไว้จนแห้ง จากนั้นล้างด้วยน้ำและสบู่แล้วเช็ดให้แห้งสนิท

ประโยชน์ของมะนาว

11. สูตรน้ำมะนาวรักษาแผลในกระเพาะอาหาร

แม้มะนาวจะเป็นกรด แต่เมื่อมาผสมกับน้ำผึ้งแล้วจะมีฤทธิ์เป็นยาสมานแผลชั้นดีเลยล่ะค่ะ ดังนั้นสูตรน้ำมะนาวรักษาแผลในกระเพาะอาหารจึงต้องมีน้ำผึ้งเป็นส่วนผสมด้วย โดยชงน้ำผึ้ง 1 ช้อนชากับน้ำอุ่น 1 แก้วกาแฟ จากนั้นบีบน้ำมะนาวลงไปครึ่งซีก คนให้เข้ากันดี ดื่มให้ได้ทุกวันอาการแผลในกระเพาะก็จะบรรเทาลง

12. สูตรน้ำมะนาวบรรเทาอาการปวด และอาการอักเสบของกระดูก

โรคกระดูกพรุนเป็นผลพวงหนึ่งจากการที่ร่างกายมีกรดมากเกินไป ซึ่งความเสี่ยงนี้เราสามารถป้องกันได้ โดยการคั้นน้ำมะนาวและดื่มเป็นประจำ เนื่องจากเมื่อมะนาวผสมกับน้ำดื่มแล้ว มะนาวจะมีฤทธิ์เป็นด่าง หรือที่เราเรียกว่า Alkaline Water ซึ่งจะช่วยในการลดความเป็นกรดในเลือด อีกทั้งแร่ธาตุที่อยู่ในมะนาวยังช่วยปรับสมดุลความเป็นด่างให้แก่เลือด การดื่มน้ำมะนาวเป็นประจำจึงช่วยลดความเป็นกรดในร่างกาย โดยเฉพาะกรดยูริก ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของอาการปวดและการอักเสบนั่นเอง

มะนาว

13. สูตรมะนาวช่วยเลิกบุหรี่

วิตามินซีในมะนาวจะช่วยเปลี่ยนรสชาติของบุหรี่ให้ฝืดเฝื่อนน่ายี้ จนสะเทือนไปถึงความอยากสูบบุหรี่ของเหล่าสิงห์อมควัน ดังนั้นมะนาวจึงเป็นสมุนไพรอย่างหนึ่งที่ช่วยทำให้เลิกบุหรี่ได้ ซึ่งวิธีกินมะนาวช่วยเลิกบุหรี่ก็แค่หั่นมะนาวทั้งเปลือกเป็นชิ้­นพอดีคำ จากนั้นอยากสูบบุหรี่เมื่อไรก็หยิบมะนาวที่หั่นไว้มากินแทน เคี้ยวเปลือกสัก 3-5 นาที แล้วดื่มน้ำตาม สารในมะนาวจะช่วยลดความอยากของนิโคตินลงได้ และหากอดรนทนไม่ไหวคว้าบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ วิตามินซีในมะนาวที่ทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสของเราแล้วก็จะทำหน้าที่เปลี่ยนรสชาติบุหรี่ให้แย่มากจนเข็ดที่จะสูบไปในที่สุด

มะนาวผลกลม ๆ มีประโยชน์ต่อสุขภาพมหาศาลเลยนะคะ แต่ทั้งนี้การดูแลสุขภาพให้หายป่วยเร็ว ๆ หรือแม้แต่การป้องกันโรค คงจะหวังพึ่งแต่สรรพคุณของมะนาวไม่ได้ ทว่าก็ต้องช่วยตัวเองด้วยการเข้ารับการรักษาที่ถูกต้องโดยแพทย์ รวมไปถึงวิธีป้องกันความเจ็บป่วยด้วยการออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอร่วมด้วย…

Read More

สมุนไพรไทย เถาวัลย์เปรียง สมุนไพรที่ชื่ออาจไม่ค่อยคุ้นหูสำหรับคนรุ่นใหม่

Denny เมษายน 7, 2020

สมุนไพรไทย เถาวัลย์เปรียง สำหรับพืชไม้เลื้อยอย่างเถาวัลย์เปรียงนั้นกลับได้รับการเชื่อถือและยอมรับในวงการแพทย์พื้นบ้าน

สมุนไพรไทย เถาวัลย์เปรียง

เถาวัลย์เปรียง…หลากชื่อเรียก

เถาวัลย์เปรียง หรือชื่อภาษาอังกฤษเพราะ ๆ ว่า Jewel Vine มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Derris scandens (Roxb.) Benth. อยู่ในวงศ์ถั่ว FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE เป็นสมุนไพรที่พบได้ในทุกภาคของประเทศไทย จึงมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น ภาคกลางเรียกเถาวัลย์เปรียงแดง หรือ เถาวัลย์เปรียงขาว ตามสีของเนื้อไม้ ภาคเหนือเรียกเครือเขาหนัง หรือ เครือค้องแกบ ภาคอีสานเรียกเครือตับปลา หรือ เครือตาปลา ภาคใต้เรียกย่านเหมาะ หรือ ย่านเมราะ
เถาวัลย์เปรียง หน้าตาเป็นยังไงนะ ?

เถาวัลย์เปรียง เป็นพรรณไม้เถา ชอบเลื้อยพาดพันตามต้นไม้ใหญ่ ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับกัน ใบย่อยรูปไข่ เป็นมันสีเขียวเข้ม ดอกเป็นช่อสีขาว กลีบรองดอกเป็นสีม่วงดำ ตรงปลายกลีบดอกนั้นจะเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ ผลเป็นฝักแบนเล็ก ๆ ภายในจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 2-4 เมล็ด

เถาวัลย์เปรียง สรรพคุณเด่นจนต้องรู้ !

1. แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

ในตำรับยาพื้นบ้าน มีการนำเถาของเถาวัลย์เปรียงมาคั่วชงน้ำ แล้วดื่มกินแก้ปวดเมื่อย ส่วนตำรับยาแผนปัจจุบัน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และโรงพยาบาลวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ร่วมกันวิจัยทางคลินิกเพื่อศึกษาประสิทธิผลและผลข้างเคียงของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง จำนวน 70 ราย แล้วพบว่า ผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเถาวัลย์เปรียงชนิดแคปซูลขนาด 200 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน มีอาการปวดหลังลดลงไม่ต่างจากกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาแก้ปวดไดโคลฟีแนค (Diclofenac) ขนาด 25 มิลลิกรัม วันละ 3 เวลาเท่ากัน

2. พิชิตโรคข้อเข่าเสื่อม

เถาวัลย์เปรียงนับเป็นสมุนไพรที่ช่วยแก้ปัญหาข้อเข่าเสื่อมได้ดีทีเดียว ดังที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เคยร่วมวิจัยกับคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล แล้วพบว่า ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับยานาโปรเซน ขนาด 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ มีประสิทธิผลในการรักษาและความปลอดภัยไม่แตกต่างจากผู้ที่รับยาสารสกัดเถาวัลย์เปรียง ขนาด 400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์

3. กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

ตามตำรับยาแผนโบราณ เถาวัลย์เปรียงถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของยาอายุวัฒนะเพื่อช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และมีงานวิจัยจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ช่วยสนับสนุนเรื่องนี้ด้วยเช่นกันค่ะ โดยให้อาสาสมัครสุขภาพดี 59 คน กินแคปซูลสารสกัดเถาวัลย์เปรียงวันละ 400 มิลลิกรัม เช้า-เย็น เป็นเวลา 2 เดือน ก็พบว่าสารสกัดเถาวัลย์เปรียงไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ กับร่างกาย แถมยังมีส่วนช่วยควบคุมหรือเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้จริง ๆ

4. รักษาอาการตกขาว

สรรพคุณของเถาวัลย์เปรียงยังดีต่อสุขภาพผู้หญิงเช่นกัน เพราะช่วยรักษาอาการตกขาวชนิดที่ไม่มีอาการคัน ไม่มีกลิ่น และไม่เปลี่ยนเป็นสีเขียวได้ด้วยค่ะ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาแต่โบราณแล้ว วิธีใช้ก็คือ นำเถาวัลย์เปรียงสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้มดื่มต่างน้ำ หรือดื่มวันละ 3 เวลา
5. ขับโลหิตเสีย-ช่วยให้มดลูกเข้าอู่

อีกหนึ่งสรรพคุณที่พืชชนิดนี้มีดีต่อผู้หญิงที่เพิ่งคลอดบุตรก็คือ มีฤทธิ์ช่วยขับโลหิตเสียของผู้หญิง โดยการนำเถาวัลย์เปรียงทั้งห้าแบบสด ๆ นำมาต้มกับน้ำแล้วนำน้ำที่ได้มาใช้ดื่มต่างน้ำ นอกจากนี้เถาวัลย์เปรียงยังช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น โดยการนำเถาสดมาทุบให้ยุ่ย แล้ววางทาบบนหน้าท้องคุณแม่หลังคลอด จากนั้นนำหม้อเกลือที่ร้อนมานาบลงบนเถาวัลย์เปรียง

นอกจากสรรพคุณอย่างที่บอกไปข้างต้นแล้ว เถาวัลย์เปรียงยังมีประโยชน์อีกมากมายตามตำรายาพื้นบ้าน เช่น

– เถา มีรสเฝื่อนเล็กน้อย คนโบราณนิยมใช้เป็นยาถ่ายเสมหะ ลงสู่ทวารหนัก ถ่ายเส้นทำให้เส้นอ่อนและหย่อนดี รักษาเส้นเอ็นขอด แก้เมื่อย แก้เหน็บชา รักษาปัสสาวะพิการ ขับปัสสาวะ รักษาโรคบิด ไอ และหวัด บางตำราว่าส่วนเถามีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลังได้ด้วย วิธีใช้คือนำเถามาหั่นตาก แล้วคั่วไฟให้หอม ชงน้ำกินแทนน้ำชา

– ราก มีรสเฝื่อนเมา ตามตำรับยาไทยใช้เป็นยารักษาอาการไข้ และขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะกะปริบกะปรอย มีสารพวก Flavonol ที่มีชื่อว่า สคาเดอนิน และนันลานิน ใช้เป็นยาเบื่อปลาได้ แต่ไม่มีคุณสมบัติฆ่าแมลง

– ยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และผลอ่อนของเถาวัลย์เปรียง มีรสมัน ๆ นำมารับประทานเป็นผักสดจิ้มน้ำพริกได้
โทษของเถาวัลย์เปรียงมีไหม มีข้อควรระวังอะไรบ้าง ?

แม้ว่าเถาวัลย์เปรียงจะมีสรรพคุณโดดเด่นในการรักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แต่ก็มีข้อห้ามและข้อควรระวังในการใช้กับบุคคลบางกลุ่มดังนี้

1. ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์

2. ควรระวังในการใช้ในผู้ป่วยโรคแผลเปื่อยเพปติก สำหรับยาเถาวัลย์เปรียง ที่ใช้บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ และยาสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียงที่ใช้บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง และอาการปวดจากข้อเข่าเสื่อม เนื่องจากเถาวัลย์เปรียงออกฤทธิ์คล้ายยาแก้ปวด กลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Nonsteroidal Anti-Inflammatory Drugs: NSAIDs) อาจทำให้เกิดการระคายเคืองระบบทางเดินอาหารได้

3. เถาวัลย์เปรียงมีสารที่มีฤทธิ์เช่นเดียวกับฮอร์โมนเพศหญิง ดังนั้นจึงควรระมัดระวังหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

4. ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ หรือโรคความดันโลหิต ไม่ควรรับประทาน เพราะยังไม่มีผลการศึกษาแน่ชัดว่า เถาวัลย์เปรียงอาจมีผลไปยับยั้งหรือเสริมฤทธิ์ของยาได้

เถาวัลย์เปรียงในผลิตภัณฑ์สุขภาพ

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สมุนไพรเถาวัลย์เปรียงออกมาให้เราได้เลือกซื้อกันอย่างหลากหลาย เช่น เถาวัลย์เปรียงชิ้นตากแห้ง แคปซูล เถาวัลย์เปรียงผสมโสม ฯลฯ นับเป็นโชคดีของเราที่มีทางเลือกในการรักษาอาการปวดเมื่อยและบำรุงสุขภาพเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพายาที่เป็นสารเคมีล้วน ๆ แต่เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม หากใครมีโรคประจำตัว หรือต้องทานยาแผนปัจจุบันอะไรอยู่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยาสมุนไพรเพื่อความปลอดภัย…

Read More

โหระพา สมุนไพรพื้นบ้าน ที่คนชื่นชอบเป็นพิเษ เพราะความหอมเฉพาะตัว

Denny เมษายน 6, 2020

โหระพา สมุนไพรพื้นบ้าน เป็นที่นิยมนำมาใช้กันอย่างมากเป็นยารักษาอย่างดี

โหระพา สมุนไพรพื้นบ้าน

โหระพา เป็นผักและสมุนไพรที่หลาย ๆ คนชื่นชอบเป็นพิเศษ เพราะความหอมเฉพาะตัวที่พอมาอยู่ในอาหารก็ยิ่งเพิ่มอรรถรสให้มีกลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายสอมาก ๆ แต่นอกจากความหอมเป็นพิเศษแล้ว โหระพายังมีสรรพคุณทางยาและดีต่อสุขภาพตามนี้เลยค่ะ

โหระพา กลิ่นหอมนักหนา รสชาติก็ดี

โหระพามีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum basillicum L. เป็นพืชในวงศ์ Labiatae สำหรับชื่อภาษาอังกฤษของโหระพาเรียกกว่า Sweet Basil ส่วนบ้านเราก็เรียกโหระพากันเป็นส่วนใหญ่ โหระพามีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียและแอฟริกา โดยเป็นพืชพื้นเมืองของอินเดีย แต่กลับไปแพร่หลายในประเทศฝั่งตะวันตกและเอเชีย

โหระพาเป็นพืชตระกูลเดียวกับกะเพราและแมงลัก แต่มีกลิ่นและรสที่ต่างกัน โดยโหระพาถือว่าเป็นสมุนไพรที่มีความเก่าแก่ เพราะรากศัพท์ของโหระพาในภาษาอังกฤษมาจากคำว่า basileus ซึ่งเป็นภาษากรีก แปลว่า ราชา หรือผู้นำของปวงชน อีกทั้งชื่ออื่น ๆ ของโหระพาในแถบยุโรปยังมีรากศัพท์มาจากคำว่าราชาแทบจะทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า โหระพาเป็นส่วนประกอบของสมุนไพรที่ราชวงศ์ยุโรปโบราณใส่ในน้ำอาบอีกด้วยค่ะ

โหระพา ลักษณะทางพฤษศาสตร์ที่คล้ายกับสมุนไพรหลายตัว

โหระพาเป็นไม้ล้มลุก ความสูงของลำต้นประมาณ 0.5-1 เมตร ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม กิ่งอ่อนสีม่วงอมแดง ใบโหระพาเป็นใบเดี่ยว ทรงรูปรีหรือรูปไข่ ใบกว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 4-6 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนมน ขอบจักเป็นฟันเลื่อยห่าง ๆ บนใบมีขนปกคลุมลามไปถึงลำต้น ใบโหระพามีน้ำมันหอมระเหยจึงทำให้มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

ดอกโหระพามีสีขาวหรือชมพูอ่อน ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 7-12 เซนติเมตร บริเวณดอกมีใบประดับสีเขียวอมม่วง กลีบดอกมีโคนเชื่อมกัน ปลายแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนผลโหระพาเป็นผลขนาดเล็ก เมล็ดเล็กเท่าเมล็ดงา ออกสีน้ำตาลเข้ม

โหระพา ประโยชน์และสรรพคุณทางยาที่น่าสนใจ

นอกจากโหระพาจะมีกลิ่นหอม ช่วยทำให้อาหารน่ากินแล้ว สรรพคุณของโหระพายังมีตามนี้เลยค่ะ

1. แก้ปวดฟัน

โหระพา

น้ำมันหอมระเหยจากใบโหระพามีส่วนช่วยลดอาการปวดและแก้อักเสบ โดยให้คั้นน้ำจากใบแล้วเอาสำลีก้อนเล็ก ๆ ชุบน้ำคั้นจากใบแล้วอุดโพรงฟันที่ปวด แก้ปวดฟัน

2. ช่วยให้เจริญอาหาร

กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในใบโหระพามีสรรพคุณช่วยขับลม ทำให้เจริญอาหาร

3. แก้ปวดหัว แก้หวัด

โหระพา

น้ำมันหอมระเหยจากใบโหระพายังแก้อาการปวดหัว และแก้หวัดได้ด้วยนะคะ โดยใช้ยอดอ่อนต้มกับน้ำดื่มเป็นชา หรือกินเป็นผักสด

4. แก้ไอ

คั้นน้ำจากใบโหระพาประมาณ 2-4 กรัม แล้วนำน้ำโหระพามาผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย จิบแก้ไอและหลอดลมอักเสบได้ หรือจะใช้ใบโหระพาร่วมกับขิงก็ได้เช่นกันค่ะ

5. ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด-ท้องเฟ้อ

โหระพา

ใบโหระพาช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้คลื่นไส้ อาเจียน โดยนำใบโหระพาล้างสะอาด 20 ใบ ชงน้ำร้อนแล้วจิบเป็นชา

6. แก้บิด ช่วยระบาย

เมล็ดของโหระพามีเมือกที่ช่วยหล่อลื่นลำไส้ ช่วยเพิ่มปริมาณกากใยอาหารทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น โดยใช้เมล็ดโหระพาแช่น้ำ กินแก้ปวดท้องบิด ช่วยระบาย

7. ช่วยให้ความรู้สึกสงบ

น้ำมันโหระพามีกลิ่นหอมหวาน มีคุณสมบัติช่วยให้เกิดความรู้สึกสงบเมื่อสูดดม ช่วยให้มีสมาธิ และลดอาการซึมเศร้า

8. โหระพา ไล่ยุงได้อยู่หมัด

โหระพา

ยุงจัดเป็นพาหะนำโรคติดต่ออันตรายอย่างโรคไข้เลือดออก โรคเท้าช้าง และยังทำให้เกิดอาการคันเมื่อโดนยุงกัดอีกด้วยนะคะ แต่หากใครอยากไล่ยุง กลิ่นและน้ำมันที่อยู่ในโหระพาจะช่วยไล่ยุงได้ อีกทั้งหากเก็บใบโหระพามาต้มในน้ำเปล่า 110 มิลลิลิตร ประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วเติมวอดก้าขนาด 110 มิลลิลิตร ผสมลงไป จากนั้นเทใส่ขวดสเปรย์ ก็จะได้สเปรย์ไล่ยุงจากโหระพาที่สามารถใช้ฉีดตามตัว (ยกเว้นบริเวณใบหน้า ตา จมูก และปาก) เพื่อป้องกันยุงเมื่อออกข้างนอกได้ด้วย

9. ฆ่าเชื้อสิว

ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนเรศวร พบว่า สารสกัดเอทานอลของใบโหระพามีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้ดีที่สุด เมื่อเทียบกับพืชตระกูลโหระพาอื่น ๆ เช่น กะเพรา เป็นต้น

โหระพา อันตรายก็มี

มีข้อควรระวังในการใช้น้ำมันหอมระเหยจากโหระพาในการทำสปาด้วยนะคะ โดยน้ำมันหอมระเหยจากโหระพาอาจทำให้เกิดอาการแพ้ง่าย ดังนั้นสตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงในการใช้น้ำมันหอมระเหยจากโหระพาด้วยนะคะ

โหระพา

โหระพากับแมงลัก ต่างกันนะ

หลายคนสับสนระหว่างใบโหระพา ใบกะเพรา และใบแมงลัก เนื่องจากลักษณะใบจะมีความคล้ายคลึงกัน และแม้โหระพาจะเป็นพืชตระกูลเดียวกับกะเพราและแมงลัก แต่ก็มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกลิ่นของสมุนไพรทั้ง 3 ชนิด จะมีความหอมที่แตกต่างกันชัดเจน เพราะมีน้ำมันหอมระเหยคนละชนิดกันนั่นเอง…

Read More

สมุนไพรพื้น ตำลึง ที่มีมาตั้งแต่นานเป็นยารักษาโรคพื้นบ้านที่สามารถหาได้ง่าย

Denny เมษายน 5, 2020

สมุนไพรพื้น ตำลึง ผักริมรั้วที่ขึ้นดาษดื่น ดูไม่ค่อยมีค่ามีราคา แต่สรรพคุณของตำลึงก็หาธรรมดาไม่ มาดูสรรพคุณของตำลึงกันซะก่อน แล้วจะร้องอู้หูว !

สมุนไพรพื้น ตำลึง

ตำลึง ชื่อทางวิทยาศาสตร์ สรรพคุณมีอะไรบ้าง

ต้นตำลึงมักจะขึ้นตามรั้วบ้าน ที่สำคัญมักจะขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในฤดูฝน แต่เห็นตำลึงบ้าน ๆ อย่างนี้ก็มีชื่อทางวิทยาศาสตร์กับเขาเหมือนกันนะคะ แถมตำลึงยังมีชื่อสามัญ และชื่อเรียกตามท้องถิ่นอีกหลายชื่อ ตามนี้เลย

ตำลึง ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Coccinia grandis Voigt และยังมีชื่อสามัญของตำลึงหรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Ivy gourd ด้วยนะคะ ส่วนตำลึงในชื่อบ้าน ๆ นั้นเรียกกันอย่างหลากหลาย ทั้งตำลึง สี่บาท (ภาคกลาง) ผักแคบ (ภาคเหนือ) ผักตำนิน (ภาคอีสาน), แคเด๊าะ (แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น

ลักษณะทางพฤษศาสตร์ของตำลึง

ตำลึงจัดเป็นพืชในตระกูลไม้เลื้อย มีใบเป็นใบเดี่ยว มีมือเกาะ ใบตำลึงจะแผ่เว้าเป็น 5 แฉก ขนาดใบตำลึงมีความกว้างประมาณ 5-8 เซนติเมตร โคนใบเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลมมน ผิวใบเกลี้ยง ก้านใบยาว 3-6 เซนติเมตร

ดอกตำลึงมีสีขาว เป็นดอกเดี่ยว แยกเพศ ดอกตำลึงเพศผู้จะมีขนาด 4-6 เซนติเมตร 1 ดอก มีอยู่ 5 กลีบ เกสรตัวผู้ 3 อัน ส่วนดอกตำลึงเพศเมีย เกสรจะแยกเป็น 3-5 แฉก ส่วนกลีบดอกเหมือนดอกตำลึงเพศผู้ทุกประการ

ตำลึงมีผลด้วยนะคะ ผลตำลึงมีรูปทรงป้อม ขอบขนาน ขนาดผลกว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ถ้าผลตำลึงอ่อนจะมีสีเขียว ผลตำลึงแก่จะมีสีส้มออกแดง ข้างในผลตำลึงจะมีเมล็ดลักษณะแบนรี ขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร จำนวนมาก

ตำลึง สรรพคุณผักริมรั้วที่น่าทึ่ง !

สรรพคุณของตำลึงจะมีอะไรบ้าง มาดูกันเลย

1. บำรุงสายตา

แหล่งวิตามินเอที่สำคัญที่เราสามารถหาได้จากอาหารก็ต้องยกให้ตำลึงเป็นแหล่งที่ดีของวิตามินเอเลยล่ะค่ะ และนอกจากวิตามินเอแล้ว เบต้าแคโรทีนในตำลึงยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นวิตามินเอได้อีก ดังนั้นตำลึงจึงจัดเป็นอาหารบำรุงสายตาตัวจี๊ดที่หากินได้ง่าย ๆ แถมยังอร่อยด้วย

– 10 วิตามินบำรุงสายตา ตาพร่า ตามัว ดูแลด้วยอาหารใกล้ตัวตามนี้ !

2. เสริมภูมิต้านทาน

จะเห็นได้ว่าตำลึงมีวิตามินเอและเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอค่อนข้างสูง ส่วนนี้จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้เราไม่ป่วยไข้ได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะอาการไข้หวัด ซึ่งหากร่างกายขาดวิตามินเอ ก็มีโอกาสจะป่วยไข้ได้ง่ายเลยนะคะ

3. ตำลึงรักษาเบาหวาน

สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ตำลึงเป็นผักที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างฟลาโวนอยด์ค่อนข้างสูง สามารถช่วยรักษาและป้องกันโรคต่าง ๆ ได้ ทั้งโรคเบาหวาน เนื่องจากมีงานวิจัยที่พบว่าตำลึงช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ ส่วนในใบตำลึงก็มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่หลายชนิด จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้นั่นเอง

ทั้งนี้การกินตำลึงเพื่อลดน้ำตาลในเลือด สามารถทำได้โดยใช้เถาแก่ของตำลึงประมาณครึ่งถ้วย นำมาต้มกับน้ำ หรือนำน้ำคั้นจากผลตำลึงดิบ ๆ ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น น้ำตำลึงก็จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้

4. บำรุงกระดูก

จากการศึกษาของสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ใบตำลึงมีแคลเซียมสูง และแคลเซียมจากตำลึงยังเป็นแคลเซียมชนิดที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้เทียบเท่ากับแคลเซียมที่อยู่ในนมวัว ดังนั้นผู้ที่มีอาการแพ้นมวัว หรือดื่มนมแล้วท้องเสียก็สามารถหันมารับแคลเซียมจากตำลึงแทนได้เช่นกัน

5. แก้อาการแสบคันจากแมลงสัตว์กัดต่อย

ใบตำลึงมีฤทธิ์เย็น ช่วยดับพิษร้อนจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ในระดับหนึ่ง โดยให้ล้างแผลด้วยน้ำไหลให้สะอาด จากนั้นใช้ใบตำลึงไม่แก่จัดหรืออ่อนจัดจนเกินไป ล้างใบตำลึงให้สะอาด จากนั้นขยี้ใบตำลึงแล้วมาประคบผิวบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อยสักพัก อาการแสบคันจะบรรเทาขึ้น แต่หากอาการแสบร้อนยังไม่หาย ให้หมั่นเปลี่ยนใบตำลึงบ่อย ๆ แต่หากอาการแสบร้อนหาย แต่อาการคันไม่หาย แนะนำให้ใช้ยาทาแก้คันแผนปัจจุบันร่วมด้วย

6. ช่วยย่อยอาหาร

ใบตำลึงและเถาตำลึงมีเอนไซม์อะไมเลสอยู่มาก ซึ่งเอนไซม์ตัวนี้มีคุณสมบัติช่วยย่อยอาหารจำพวกแป้งได้ดี ดังนั้นใครมีอาการแน่นท้อง ท้องอืดจากอาหารไม่ย่อย โดยเฉพาะคนที่กินแป้งเข้าไปมาก ๆ ให้ใช้ใบตำลึงประมาณ 1 กำมือ ผสมกับเถาตำลึงเด็ดขนาดเท่านิ้วก้อย 1 กำมือ โขลกรวมกันจนเป็นเนื้อเดียว จากนั้นคั้นเอาแต่น้ำตำลึงมาผสมน้ำอุ่น 1 แก้วกาแฟ กินก่อนอาหารประมาณ 5-10 นาที เพื่อเรียกน้ำย่อย หรือจะใช้ใบตำลึงแก่ลวกพอสุก กินเป็นผักเคียงพร้อมกับอาหารในแต่ละมื้อเลยก็ได้

ตําลึง

ตำลึง สรรพคุณทางยาก็น่าเด็ดไม่น้อย

สรรพคุณของตำลึงมีประโยชน์แทบจะทุกส่วนของต้นเลยก็ว่าได้ โดยสามารถจำแนกสรรพคุณทางยาของตำลึงได้ดังนี้

– ใบ มีรสเย็น สรรพคุณดับพิษร้อน ถอนพิษ แก้แสบคัน บรรเทาเริม งูสวัด โดยนำใบมาขยี้คั้นเอาแต่น้ำ แล้วทาบริเวณที่เป็น

– เถา มีรสเย็น สรรพคุณช่วยรักษาโรคตาเจ็บ ใช้แก้ตาฟาง ตาช้ำ โดยใช้เถาโขลกพอแหลก แล้วนำมาประคบตา

– ดอก ใช้แก้คัน คั้นเอาแต่น้ำ มาทาบริเวณที่คัน

– ผล รักษาโรคผิวหนัง รักษาอาการอักเสบของหลอดลม และช่วยลดน้ำตาลในเลือด โดยคั้นน้ำจากผลสดมาดื่มวันละ 2 ครั้ง

– เมล็ด นำมาตำกับน้ำมันมะพร้าว ใช้แก้หิด

– ราก ใช้ต้มกับน้ำดื่มลดไข้ ลดอาเจียน

– ต้น ใช้กำจัดกลิ่นตัว น้ำต้มจากต้นตำลึงรักษาเบาหวานได้…

Read More

สมุนไพรพื้นบ้านโบราณ กระเที่ยม ที่สามารถปลูกได้ช่วยรักโรคได้เป็นอย่างดีและสามารถนำมาใช้ทำอาหารได้อีกด้วย

Denny เมษายน 4, 2020

สมุนไพรพื้นบ้านโบราณ กระเที่ยม เป็นสมุนไพรใกล้ตัวที่หาได้ง่ายๆ เป็นตำรับยาสมุนไพรไทยอีกด้วย

สมุนไพรพื้นบ้านโบราณ กระเที่ยม

กระเทียม…สรรพคุณเขาไม่ธรรมดาเลยค่ะคุณขา เพราะกระเทียมสดเป็นอาหารหรือเครื่องเทศที่เปี่ยมไปด้วยสารพฤกษเคมีที่ได้จากพืชเท่านั้น และยังมีสารโดดเด่นประจำตัวที่หากินไม่ได้จากอาหารชนิดไหน เรียกได้ว่าต้องกินกระเทียมเท่านั้นแหละถึงจะได้คุณค่าทางสารอาหารเหล่านี้ไป และใครอยากรู้ว่าประโยชน์ของกระเทียมช่วยลดความเสี่ยงโรคอะไรได้บ้าง เลื่อนลงมาอ่านข้างล่างได้เลย

1. ลดไขมัน ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

สารสำคัญที่พบเฉพาะในกระเทียมเท่านั้นคือสารอัลไลซิน ซึ่งเป็นสารที่มีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ไม่เกิน 10% ของคอเลสเตอรอลทั้งหมดในร่างกาย จึงสามารถบอกได้ว่ากระเทียมมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจได้ส่วนหนึ่ง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ และพฤติกรรมของแต่ละบุคคลด้วยที่จะบ่งชี้ได้ว่าความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจมีอยู่มาก-น้อยแค่ไหน

2. บรรเทาอาหารหวัด

ในตำรับยาสมุนไพรไทยบอกไว้ว่า กระเทียมมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการหวัด เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยในกระเทียมมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส อีกทั้งกระเทียมยังเป็นสมุนไพรรสเผ็ดร้อน ช่วยขยายทางเดินหายใจ ทำให้หายใจสะดวกขึ้น

ทั้งนี้กระเทียมยังมีฤทธิ์ช่วยลดอาการอักเสบ กระเทียมจึงเป็นสมุนไพรอีกตัวที่ช่วยบรรเทาอาการไอแบบมีเสมหะได้ โดยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไอมากขึ้น แนะนำให้ใช้กระเทียมและขิงสดอย่างละเท่ากัน ตำละเอียดแล้วละลายกับน้ำอ้อยสด เสร็จแล้วคั้นจนได้น้ำสมุนไพรทั้ง 3 ชนิดมาจิบแก้ไอ ขับเสมหะ และทำให้เสมหะแห้ง หรือจะคั้นกระเทียมกับน้ำมะนาว แล้วเติมเกลือใช้จิบหรือกวาดคอก็ได้

3. ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

กระเทียมเป็นพืชที่มีไฟเบอร์อยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำและไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำ ซึ่งไฟเบอร์ที่อยู่ในกระเทียมมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่ทั้งนี้ควรกินกระเทียมสดที่ยังไม่ถูกการปรุงสุก เพราะความร้อนจะลดคุณค่าทางสารอาหารในกระเทียม ส่งผลให้สรรพคุณของกระเทียมลดน้อยลง

4. ลดอาการแน่นท้อง จุกเสียด

มีการวิจัยพบว่ากระเทียมมีสาร Gastroenteric allechalcone ซึ่งมีฤทธิ์เพิ่มการบีบตัวของลำไส้จึงช่วยลำเลียงอาหารในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ทำให้เกิดการขับลม ลดอาการแน่นท้อง จุกเสียดท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อยได้ อีกทั้งเมื่อรับประทานกระเทียมสดเข้าไปจะช่วยเพิ่มน้ำย่อยและน้ำดีได้อีกด้วย โดยขนาดรับประทานกระเทียมเพื่อขับลมให้ใช้กระเทียมสด 5-10 กลีบ รับประทานหลังอาหารหรือพร้อมอาหาร

5. รักษากลากเกลื้อนที่เกิดจากเชื้อรา

เนื่องจากน้ำมันสกัดจากกระเทียมมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราและแบคทีเรีย ดังนั้นโรคผิวหนังอย่างกลาก เกลื้อน กระเทียมก็สามารถบรรเทาอาการให้ได้ โดยให้ใช้กระเทียมสด ฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ถูบริเวณผิวหนังที่เป็นกลาด เกลื้อน วันละ 2 ครั้ง หลังจากนั้นให้ขูดผิวด้วยไม้บาง ๆ ที่ทำการฆ่าเชื้อแล้ว (แช่แอลกอฮอล์ 70% หรือต้มในน้ำเดือด 10-15 นาที) พอให้ผิวเป็นสีแดงอมชมพูแล้วจึงทายารักษากลาก เกลื้อนทับอีกครั้ง วิธีนี้จะช่วยให้ยาซึมลงบนผิวหนังได้ดีขึ้น

6. ลดอาการคัน ลดพิษแมลงสัตว์กัดต่อย

น้ำมันในกระเทียมสามารถนำมาทาลดพิษคันจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ โดยใช้กระเทียมสดทุบพอมีน้ำออก แล้วนำกลีบกระเทียมมาทาถูจุดที่โดนแมลงสัตว์กัดต่อย

นอกจากนี้กระเทียมยังเป็นสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติซึ่งระบุการใช้กระเทียมในตำรับยาแก้ลมอัมพฤกษ์ ซึ่งมีส่วนประกอบของหัวกระเทียมร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดตามเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า บรรเทาอาการเหน็บชา เป็นต้น

อีกทั้งในตำรับยาประสะไพลซึ่งมีส่วนประกอบของกระเทียมและสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ก็มีสรรพคุณรักษาอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือประจำเดือนมาน้อยและยังช่วยลดอาการปวดประจำเดือนและขับน้ำคาวปลาในหญิงหลังคลอดบุตรอีกด้วยนะคะ เห็นไหมล่ะว่าสรรพคุณของกระเทียมช่างเด็ดดวงจริง ๆ

– 9 ประโยชน์เพื่อสุขภาพของกระเทียม ที่คุณอาจคาดไม่ถึง !

อย่างไรก็ตาม มีคำแนะนำว่า ไม่ควรทานกระเทียมสดในปริมาณที่มากเกินไปนะคะ โดยสามารถทานกระเทียมขนาดกลาง ๆ ได้ไม่เกินวันละ 1 หัว เพราะถ้าทานมาก ๆ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานอาจจะทำให้เกิดโลหิตจาง หรือภาวะเลือดแข็งตัวช้าได้ ดังนั้นในคนไข้ที่ต้องเข้าผ่าตัด หรือผู้ป่วยที่ทานยาลดการแข็งตัวของเลือดอยู่ จึงไม่ควรรับประทานกระเทียม…

Read More