หญ้าปักกิ่ง เป็นสมุนไพรรักษาโรคครอบจักรวาล ชาวจีนสมัยโบราณใช้

Denny กรกฎาคม 28, 2020

หญ้าปักกิ่ง  เป็นสมุนไพรรักษาโรคมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้วใช้บำรุงพลังปราณ

ต้นหญ้าปักกิ่ง ( Angel Grass ) ชื่อวิทยาศาสตร์ของหญ้าปักกิ่ง คือ Murdannia loriformis (Hassk.) R.S.Rao & Kammathy สำหรับ สมุนไพรหญ้าปักกิ่ง มีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น หญ้าเทวดา , ต้นอายุยืน , เล่งจือเช่า , งู้แอะเช่า และ หนิวเอ้อเฉ่า เป็นต้น ต้นหญ้าปักกิ่ง ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ แถบสิบสองปันนา จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกขนาดเล็ก จำพวกหญ้าที่มีอายุหลายปี

หญ้าปักกิ่งในประเทศไทย
ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทย ก็ได้มีการนำเอาหญ้าปักกิ่ง นำมาใช้ประโยชน์ในทางด้านจากการรักษาโรคในแพทย์แผนปัจจุบัน ที่ได้มีการนำเอาหญ้าปักกิ่งไปศึกษาทางการวิจัย ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา หญ้าปักกิ่ง ที่ได้รับการสนับสนุนในการนำไปวิจัย หลังจากสถาบันต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล องค์การเภสัชกรรมประเทศไทย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งประเทศไทย และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น

ซึ่งก่อให้เกิดองค์ความรู้อย่างมากมายด้านการรักษามะเร็ง หญ้าปักกิ่งมีสรรพคุณต้านมะเร็ง เพระา หญ้าปักกิ่ง มี สารกลัยโคสฟิงโกไลปิด ( Glycosphingolipid )ที่สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ ใช้รักษา มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ และ มะเร็งตับ นอกจากนี้ ยังมี สรรพคุณเพิ่มเซลล์เม็ดเลือดขาว อีกด้วย

ลักษณะของต้นหญ้าปักกิ่ง
ต้นหญ้าปักกิ่ง พืชล้มลุก โตง่าย ชอบดินร่วนปนทราย แสงแดดอ่อน ๆ ที่สามารถขยายพันธ์โดยการเพาะเมล็ดพันธ์ การปักชำ มักขึ้นตามริมลำธาร สำหรับประเทศไทย ที่ได้มีการพบหญ้าปักกิ่งได้ในภาคเหนือ เป็นลักษณะของต้นหญ้าปักกิ่ง มีดังนี้

ลำต้นหญ้าปักกิ่ง ต้นหญ้าปักกิ่งไม่มีลำต้นหลัก มีแต่เหง้าที่สั้นๆ รากหนา ความสูงของทั้งต้นประมาณ 20 เซนติเมตร ลำต้นมีใบเป็นกระจุก
ใบหญ้าปักกิ่ง ลักษณะเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับเป็นชั้น และกระจุกตรงเหง้า ลักษณะของใบคล้ายใบไผ่ ใบมีขน ใบหนา สีเขียว ผิวใบเรียบ
ดอกหญ้าปักกิ่ง ลักษณะดอกออกเป็นช่อ โดยมีก้านดอกออกมาจากเหง้า กลีบดอกมี 3 กลีบ สีของกลีบดอก มี สีน้ำเงิน สีฟ้า สีม่วงอ่อน สีม่วงน้ำเงิน หรือ สีบานเย็น
ผลหญ้าปักกิ่ง ลักษณะของผลหญ้าปักกิ่ง เจริญเติบโตจากดอกหญ้าปักกิ่ง ผลลักษณะคล้ายแคปซูลรูปสามเหลี่ยมทรงรี ผิวสีน้ำตาลอมเหลือง
สรรพคุณของหญ้าปักกิ่ง

สำหรับสรรพคุณของต้นหญ้าปักกิ่ง ในทางด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้จาก ทั้งต้น ดอก และ ใบ สรรพคุณของหญ้าปักกิ่ง มีดังนี้

ทั้งต้นหญ้าปักกิ่ง สรรพคุณป้องกันมะเร็ง เช่น มะเร็งในลำคอ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งมดลูก มะเร็งตับ มะเร็งผิวหนัง และ มะเร็งเม็ดเลือดขาว ช่วยบำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ช่วยรักษาเบาหวาน ช่วยรักษาระดับความดันโลหิต ช่วยลดไข้ บรรเทาอาการของโรคในระบบทางเดินหายใจ แก้ไอ แก้เจ็บคอ แก้ร้อนใน รักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ แก้ปวดท้อง รักษาหนองใน รักษาแผลฝี รักษาแผลเรื้อรัง แก้อักเสบ รักษาอาการปวดบวม ช่วยขับพิษในร่างกาย
ดอกหญ้าปักกิ่ง สรรพคุณบำรุงหัวใจ รักษาอาการไตอักเสบ
ใบหญ้าปักกิ่ง สรรพคุณช่วยบำรุงกำลัง และ เสริมสร้างภูมิต้านทานโรค
โทษของหญ้าปักกิ่ง

สำหรับการใช้ประโยชน์จากหญ้าปักกิ่ง มีข้อควรระวังในการใช้ประโยชน์ ดังนี้

หญ้าปักกิ่งสรรพคุณเป็นยาเย็น ไม่ควรบริโภคติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะ อาจจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ แขนขาชา กล้ามเนื้อลีบจนไม่อาจเดินได้…

Read More

โกจิเบอร์รี่ เก๋ากี้ สมุนไพรจีน ประโยชน์หลากหลาย ลักษณะของต้นเก๋ากี้

Denny กรกฎาคม 27, 2020

โกจิเบอร์รี่ เก๋ากี้  เป็นที่นิยมในกลุ่มชนชั้นสูงในอดีตจัดเป็นสมุนไพรตำรับยาอายุวัฒนะ อีกชนิดหนึ่งรวมถึงสมัยปัจจุบันนี้

โกจิเบอร์รี่ เก๋ากี้ ( Wolfberry ) คือ ผลไม้เมืองหนาว ชื่อเรียกอื่นๆของเก๋ากี้ เช่น พินอิน คำว่า “เก๋ากี้” เป็นภาษาจีน ที่ได้นิยมนำผลกินสดๆ หรือ อบแห้ง ผลเก๋ากี้ สรรพคุณทางยาอย่างมากมาย ชาวจีน เป็นที่นิยมนำเก๋ากี้มาตุ๋นทำยาจีน ทำเป็น ยาบำรุง ชื่อวิทยาศาสตร์ของเก๋ากี้ คือ Lycium barbarum ชื่อเรียกอื่นๆของเก๋ากี้ เช่น ฮ่วยกี้ เก่ากี้ เป็นต้น

ถิ่นกำเนิดโกจิเบอร์รี่ หรือ ถิ่นกำเนิดของเก๋ากี้ อยู่ที่ ต.จงหนิง เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย ประเทศจีน เก๋ากี้ ที่ได้รับการการันตีว่ามีคุณภาพดีที่สุด คือ เก๋ากี้ ที่ปลูกที่ มณฑลเหอเป่ย์ มณฑลซานตง มณฑลเจียงซู มณฑลเจ้อเจียง

ลักษณะของต้นเก๋ากี้
ต้นเก๋ากี้ เป็นพืชเมืองหนาว ขนาดเล็ก ซึ่ง ความสูง ไม่เกิน 2 เมตร ลักษณะของลำต้นเป็นทรงพุ่ม มีหนามคม ลักษณะของใบ เป็นใย เดี่ยว ออกเรียงสลับกันเป็นกระจุก ใบทรงรี ขอบใบเรียบ ลักษณะดอก เป็นดอกเดี่ยว กลีบดอกสีเหลือง ทรงไข่ ปลายแหลม ลักษณะของผล ทรงกลมรี ผลสุกมีเนื้อผลนุ่ม ผลสีแดง มีเมล็ดภายในผล ขนาดเล็ก มีจำนวนมาก

คุณค่าทางโภชนาการของเก๋ากี้
เก๋ากี้ ที่มีสารอาหารสำคัญหลายชนิด มี กรดอะมิโน 19 ชนิด แร่ธาตุต่างๆ 21 ชนิด เช่น ธาตุสังกะสี ธาตุเหล็ก ธาตุทองแดง ธาตุแคลเซี่ยม ธาตุฟอสฟอรัส ซิลีเนียม และ เจอร์มาเนียม วิตามินต่างๆ เช่น วิตามินซี วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี6 และ วิตามินอี

สารอาหารต่างๆ เช่น สารโพลี่แซคคาไรด์ สารเจอร์มาเนี่ยม ( Germanium ) สารซิแซนทิน ( Zeaxanthin ) เบต้า-ไซโตสเตอรอล ( Beta – sitosterol ) สารไซเพอโรน ( Cyperone ) สารไฟซาลิน ( Physalin ) สารบีรเทน ( Betaine ) และ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ( Antioxidant )

สรรพคุณเก๋ากี้
สำหรับการใช้ประโยชน์จากเก๋ากี้ หรือ โกจิเบอร์รี่ ในทางด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค นั้น วึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากผลเก๋ากี้ ซึ่งใช้ทั้งผลสดและผลตากแห้ง สรรพคุณของเก๋ากี้ มีรายละเอียด ดังนี้

สรรพคุณบำรุงร่างกาย ช่วนให้มีกำลัง แก้อาการอ่อนเพลีย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้รู้สึกสดชื่น บรรเทาอาการนอนไม่หลับ
สรรพคุณบำรุงหัวใจ ลดความดันโลหิต
สรรพคุณเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ช่วยระบบเจริญพันธุ์ ช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนเทสโตสเตอโรน ( Testosterone ) ในเลือด
สรรพคุณสำหรับสตรีมีครรภ ช่วยป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียน
สรรพคุณบำรุงกระดูกและกล้ามเนื้อ ช่วยลดอาการไขข้ออักเสบ เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
สรรพคุณบำรุงสมอง ลดความเครียด แก้ปวดศีรษะ แก้เวียนหัว ช่วยในเรื่องความจำ
สรรพคุณบำรุงสายตา ป้องกันเลนส์ตาเสื่อม รักษาโรคตาบอดกลางคืน ช่วยรักษาอาการเยื่อบุตาแห้ง
สรรพคุณบำรุงเลือด ช่วยกระตุ้นให้เซลเม็ดเลือดขาวทำงานได้ดีขึ้น เสริมสร้างความแข็งแรงของเม็ดเลือด ลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดคอเลสเตอรอล
สรรพคุณบำรุงผิวพรรณ ช่วยชะลอวัย
โทษของเก๋ากี้

สำหรับการใช้ประโยชน์จากเก๋ากี้ มีข้อควรระวังในการใช้งาน ดังนี้
เก๋ากี้ สรรพคุณช่วยลดการแข็งตัวของเลือด ซึ่งทำให้เลือดหยุดไหลช้า
ป่วยเป็นไข้ตัวร้อน มีอาการอักเสบ หรือ ท้องเดิน ไม่เหมาะที่จะรับประทาน เก๋ากี้ เพราะ อาจจะทำให้อาการหนักขึ้น…

Read More

คาเคา เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง มีสารฟีเนไทลามีน

Denny กรกฎาคม 26, 2020

คาเคา  เป็นอาหารมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าการทำลายสุขภาพ

คาเคา คือ ช็อกโกแลตบริสุทธิ์ ที่เกิดจากเมล็ดคาเคาผ่านการแปรรูปแบบบดเย็น ได้ผงช็อคโกแล็ต สุดยอดอาหารสารพัดประโยชน์ มี ฟลาโวนอยด์ ( Flavonoid ) เป็นสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เพื่อเป็นการป้องกันมะเร็ง มีสารฟีเนไทลามีน ( Phenethylamine ) จึงทำให้อารมณ์ดี เป็นการช่วยเพิ่มพลังงาน มีสาร เอปิคาเทชิน ( Epicatechin ) ช่วยลดความเครียด ลดน้ำหนัก ลดคลอเลสเตอรอลในเลือด

แต่ การกินช็อกโกแลต มีทั้งประโยชน์และโทษ ขึ้นอยู่กับปริมาณในการบริโภค ที่ได้มีผลการวิจัยเกี่ยวกับการกินช็อกโกแลต ว่าในช็อกโกแลต ได้มีส่วนผสมของ สารแอนติออกซิเดนต์ ( antioxidant ) เป็นอาหารมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าการทำลายสุขภาพ

คาเคา หรือ โกโก้ (Cacoa ) ชื่อวิทยาศาสตร์ของคาเคา คือ Theobroma cacao L.[1] พืชตระกูลเดียวกับชบา สำหรับชื่อเรียกอื่นๆของคาเคา เช่น โคโค่ โกโก้ เป็นต้น

ลักษณะของต้นคาเคา
ต้นคาเคา เป็นพื้นเมืองของเม็กซิโก ที่ได้มีการเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่เขตร้อน สำหรับประเทศไทยมีการปลูกตามสวนทางภาคใต้ เป็นไม้ยืนต้น ที่มีขนาดเล็ก ขึ้นใต้ร่มเงาไม้ อากาศร้อน ความชื้นสูง และมีฝนตกชุก ลักษณะของต้นคาเคา มีดังนี้

ลำต้นคาเคา เป็นลักษณะลำต้นกลม ความสูงประมาณ 2 เมตร เปลือกสีน้ำตาล ขึ้นใต้ร่มเงาไม้ อากาศร้อน ความชื้นสูง และมีฝนตกชุก
ใบคาเคา ลักษณะเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับตามกิ่งก้าน ลักษณะของใบเป็นทคงรีปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเป็นคลื่น โคนใบป่องทั้งสองข้าง
ดอกคาเคา ลักษณะดอกออกเป็นช่อ ดอกออกตามลำต้น และ กิ่งใหญ่ๆ กลีบดอกสีขาวอมเหลือง
ผลคาเคา ที่ได้มีการเจริญเติบโตมาจากดอกคาเคา ลักษณะผลกลมรี ยาวปลายผลแหลม ผิวผลแข็ง เปลือกผลขรุขระ ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่จะเป็นสีแดง ภายในผลมีเมล็ดจำนวนมาก
เมล็ดคาเคา อยู่ภายในผลคาเคา ลักษณะเมล็ดรี เมล็ดเป็นสีน้ำตาล มีเยื่อหุ้มเมล็ดบางๆ รสชาติหวาน
ข้อมูลทางเภสัชศาสตร์ของคาเคา

เป็นการการใช้ประโยชน์จากคาเคา ใช้ประโยชน์จากเมล็ดของคาเคา ซึ่งจากการศึกษาพบว่า เมล็ดของคาเคา มีสารสำคัญ ประกอบด้วย น้ำมัน 30 % แป้ง 15% โปรตีน 15% alkaloid และ theobromine 1% caffeine 0.07% catechin pyrazine tyramine tyrosine เป็นต้น จากการทดสอบความเป็นพิษของคาเคากับหนูขาว ที่ได้มีการพบว่า คาเคาไม่เป็นพิษต่อหนูขาว

สรรพคุณของคาเคา
สำหรับการใช้ประโยชน์จากคาเคา ในทางด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค ใช้ประโยชน์จาก รากคาเคา และ เมล็ดของคาเคา โดยสรรพคุณของคาเคา มีรายละเอียด ดังนี้

รากของคาเคา สรรพคุณช่วยขับระดูในสตรี
เมล็ดของคาเคา สรรพคุณช่วยกระตุ้นประสาท ลดความเครียด รักษาโรคซึมเศร้า ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยลดน้ำตาลในเลือด บำรุงหัวใจ ช่วนกระตุ้นหัวใจ ขยายหลอดเลือด ป้องกันฟันผุ ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยคลายกล้ามเนื้อ แก้หอบหืด แก้อักเสบ นำมาทำเครื่องสำอาง ป้องกันมะเร็ง
โทษของคาเคา

ในการดื่มเครื่องดื่มประเภทโกโก้ จะใส่น้ำตาลและนมมาก เป็นเครื่องดื่มที่มีแคลลอรี่สูง หากดื่มมากเกินไป และ ไม่ออกกำลังกาย จึงทำให้เกิดโรคอ้วนและโรคเบาหวานได้
รากคาเคาสรรพคุณขับระดูในสตรี สำหรับสตรีมีครรภ์หากกินรากคาเคา อาจทำให้แท้งได้
คาเคา นำมาแปรรูปเป็นผงโกโก้ มีสารกลุ่มเดียวกับคาเฟอีน มีฤทธิ์กระตุ้นการเต้นของหัวใจ สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจให้ระวังการกินโกโก้…

Read More

ขมิ้นขาว สมุนไพรไทยอีกหนึ่งชนิดที่ไม่ควรมองข้าม

Denny กรกฎาคม 19, 2020

ขมิ้นขาว  โดยเฉพาะคนที่มักจะแน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อบ่อย ๆ กินขมิ้นขาวช่วยได้ง่าย ๆ เลย

สมุนไพรในบางพื้นที่ได้มีการเรียกว่าน ขมิ้นขาว ว่านม่วง หรือขมิ้นม่วง เป็นสมุนไพรที่ได้มีดอกสวยงาม เหง้า ราก มีกลิ่นหอม และแฝงไปด้วยสรรพคุณในตัวเองอีกหลายประการ ของดีแบบนี้เราขอแนะนำต่อให้โลกรู้ว่า สรรพคุณดียังไงบ้าง

ข้อมูล สมุนไพรน่าว้าวต่อร่างกาย
ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma mangga Valeton & Zijp ในส่วนภาษาอังกฤษ คือ White Turmeric เป็นพืชในวงศ์ ZINGIBERACEAE จัดอยู่ในสกุลเดียวกันกับขมิ้นชัน

ลักษณะ
มีหัวรูปไข่ ขนาดประมาณ 3-4 x 2-3 เซนติเมตร ภายในมีสีขาวบริเวณแกนกลาง หัวมีสีเหลืองอ่อนจนเกือบขาว เหง้าแตกสาขา หนาประมาณ 1.5 เซนติเมตร ขนาดของลำต้นขมิ้นขาวสูงประมาณ 40-80 เซนติเมตร ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว กว้าง 12-15 เซนติเมตร ยาว 30-40 เซนติเมตร ก้านยาวหุ้มต้น ดอกสีเหลืองอ่อน กลีบประดับสีเขียวอมชมพูซ้อนทับกันหลายกลีบ ดอกจะออกเป็นช่อ ก้านช่อยาวแทงจากเหง้าใต้ดิน มักออกดอกในช่วงฤดูฝน

คุณค่าทางโภชนาการของขมิ้นขาว
จากตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย โดยกองโภชนาการ กรมอนามัย พบวา ขมิ้นขาว ปริมาณ 100 กรัม ให้คุณค่าทางอาหาร ดังนี้
พลังงาน 26 กิโลแคลอรี น้ำ 93.9 กรัม โปรตีน 0.5 กรัม ไขมัน 0.5 กรัม คาร์โบไฮเดรต 4.8 กรัม เส้นใยอาหาร 0.8 กรัม เถ้า 0.3 กรัม ฟอสฟอรัส 158 มิลลิกรัม เหล็ก 26 มิลลิกรัม วิตามินบี 1 0.03 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.01 มิลลิกรัม ไนอาซีน 0.5 มิลลิกรัม วิตามินซี 16 มิลลิกรัม

ขมิ้นขาว สรรพคุณดียังไง
สรรพคุณของขมิ้นชันมีดีที่ช่วยลดการอักเสบ ช่วยย่อย ส่วนสรรพคุณของขมิ้นขาวดียังไงบ้าง ตามมาดู
ช่วยย่อยอาหาร
เหง้าอ่อนของขมิ้นขาวที่มีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย และมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร ที่สามารถกินเหง้าอ่อนสด ๆ แกล้มกับอาหาร จิ้มกับน้ำพริก หรือนำเหง้าอ่อนไปต้มเป็นชาแล้วดื่มแก้แน่นท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อยก็ได้
ขับลม
สรรพคุณสุดจี๊ดอีกอย่างของขมิ้นขาวก็คือช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะหากกินเหง้าอ่อนของขมิ้นขาวสด ๆ ที่จะช่วยในการขับลมได้เป็นอย่างดี
ลดอาการจุกเสียด แน่นท้อง
เนื่องจากนี้ขมิ้นขาวมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร จึงได้มีส่วนช่วยลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง เนื่องจากกรดเกินในกระเพาะหรืออาหารไม่ย่อยได้
รักษาแผลในลำไส้
สารเคอร์คูมินในขมิ้นขาวมีฤทธิ์รักษาแผลในลำไส้ ทั้งยังช่วยระงับอาการติดเชื้อหนองได้ดีอีกด้วย
บรรเทาอาการคลื่นไส้
กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเหง้าขมิ้นขาวเป็นน้ำมันหอมระเหยที่สามารถช่วยให้รู้สึกสดชื่น แก้วิงเวียน คลื่นเหียน บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้นะคะ
ช่วยให้เจริญอาหาร
ใครที่เบื่ออาหาร ไม่ค่อยอยากรับประทานอะไรเท่าไร ลองกินเหง้าอ่อนขมิ้นขาวสักนิด หรือดมกลิ่นจากเหง้าของขมิ้นขาวก็จะเป็นการช่วยกระตุ้นความอยากอาหารขึ้นมาได้
รักษาโรคผิวหนัง
โดยเฉพาะปัญหาผิวหนังจากการติดเชื้อ แผลเป็นหนอง สารเคอร์คูมินในขมิ้นขาวจะเป็นการช่วยจัดการระงับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคให้ โดยให้นำเหง้าขมิ้นขาวตากแห้งแล้วนำมาต้มน้ำอาบ หรือจะตำเหง้าสดขมิ้นขาวให้พอแหลกแล้วมาพอกบริเวณแผลก็ได้เช่นกัน
ขับปัสสาวะ
ขมิ้นขาวจัดเป็นสมุนไพรขับปัสสาวะอีกชนิดหนึ่ง และยังมีดีที่ช่วยลดการอักเสบติดเชื้อในร่างกายได้ ใครที่มีภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ลองศึกษาข้อมูลของขมิ้นขาวไว้บ้างก็ดี
ขับน้ำนมแม่ลูกอ่อน
ไม่ใช่แค่หัวปลีเท่านั้นที่เป็นอาหารขับน้ำนม แต่ขมิ้นขาวก็มีสรรพคุณช่วยขับน้ำนมให้คุณแม่ลูกอ่อนได้ไม่แพ้กัน
กระตุ้นการหลั่งน้ำดี
สารเคอร์คูมินและน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในขมิ้นขาวมีส่วนช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี มีสรรพคุณรักษานิ่วในถุงน้ำดี และลดการอักเสบของบาดแผล
ขมิ้นขาว ทำอาหารอะไรได้บ้าง
เหง้าของขมิ้นขาวสามารถรับประทานสด ๆ เป็นเครื่องเคียง หรือจะนำเหง้าอ่อนมาเป็นผักจิ้มน้ำพริก ทำยำขมิ้นขาว ทำแกงขมิ้น หรือกินกับน้ำบูดูก็อร่อย…

Read More

ตะไคร้ สมุนไพรใกล้ครัวที่เรานำมาใช้ปรุงอาหารกันมาอย่างช้านาน

Denny กรกฎาคม 18, 2020

ตะไคร้  มาดูคุณประโยชน์ของมันที่เราอาจไม่เคยรู้

ตะไคร้ ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citratus ที่จัดเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง ที่ได้มีลักษณะเป็นกอ มักนิยมปลูกเอาไว้ตามบ้านและนำมาปรุงอาหาร เป็นสมุนไพรที่ได้มีประโยชน์และเป็นการช่วยบรรเทาอาการของโรคบางชนิดได้ แต่หารู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้ว ภายใต้ต้นแข็ง ๆ และใบที่คมของตะไคร้ยังได้มีการซ่อนคุณประโยชน์เอาไว้อย่างมากมายที่คาดไม่ถึง วันนี้เราไปดูประโยชน์ของตะไคร้ที่ได้รู้แล้วต้องทึ่ง ใครที่ชอบกลิ่นหอม ๆ ของมัน จะต้องยิ่งรักเจ้าสมุนไพรชนิดนี้อย่างมากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

สรรพคุณของตะไคร้ ประโยชน์ดี ๆ ของสมุนไพรใกล้ตัว

อุดมไปด้วยวิตามิน
อย่าคิดว่าตะไคร้มีประโยชน์มากแค่ใช้ปรุงอาหารเท่านั้น เพราะที่จริงแล้วตะไคร้นั้นอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอย่างมากมาย ทั้งวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินบี นอกจากนี้ยังมีโฟเลต แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมงกานีส โอ้โห้ … วิตามินเยอะขนาดนี้คราวหน้าเจอตะไคร้ในอาหารก็อย่าเขี่ยทิ้งนะ

ช่วยไล่แมลง
นอกจากนี้จะได้มีการนำมาทำอาหารแล้ว ตะไคร้ยังมีประโยชน์ในการไล่แมลงอีกด้วย เพราะในตะไคร้มีน้ำมันหอมระเหยอยู่ทั้งในใบและในลำต้น ซึ่งน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้ที่ได้มีคุณสมบัติในการไล่แมลงได้อย่างดี จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะได้มีการเห็นผลิตภัณฑ์สบู่ ผลิตภัณฑ์ไล่แมลงที่มีส่วนผสมของตะไคร้วางขายอยู่ในท้องตลาดอย่างมากมาย ใครที่ชอบกลิ่นตะไคร้ละก็ลองหามาใช้ได้

ล้างสารพิษ
สำหรับคนที่รักสุขภาพและชอบในการล้างพิษในร่างกายอยู่บ่อย ๆ ที่ไม่ควรพลาดเจ้าตะไคร้เลย พราะว่ามันมีคุณสมบัติในการล้างสารพิษในร่างกายด้วยการทำให้คุณปัสสาวะบ่อยขึ้น เนื่องจากสารเคมีที่อยู่ในตะไคร้จะเป็นการช่วยทำความสะอาดในระบบย่อยอาหาร อย่างเช่น ตับ ตับอ่อน ไต และกระเพาะปัสสาวะ ที่ได้มีการขับสารพิษและกรดยูริกออกจากร่างกาย จึงทำให้ระบบย่อยอาหารของคุณสะอาดขึ้น และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างมากขึ้น

ช่วยย่อยอาหาร
ตะไคร้เป็นการช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น เพราะได้มีการศึกษาหนึ่งที่ได้มีการพบว่าการดื่มชาตะไคร้จะเป็นช่วยในการย่อย ลดอาการปวดท้อง แก้หวัด ลดอาการตะคริวในลำไส้ และท้องเสียได้ นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยป้องกันและลดแก๊สในลำไส้ได้อีกด้วย

ช่วยซ่อมแซมและบำรุงระบบประสาท
ที่ได้มีการศึกษาจำนวนไม่น้อยจึงได้มีการพบว่าตะไคร้สามารถเป็นการช่วยซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงให้กับระบบประสาทได้ พิสูจน์ได้ง่าย ๆ ด้วยการนำน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มาหยดลงบนผิว คุณจะรู้สึกได้ว่ามันอุ่น ๆ ซึ่งมันจะทำให้กล้ามเนื้อของคุณผ่อนคลายมากและลดอาการตะคริวได้ดีอีกด้วย แต่ก็อย่าลืมว่าทุกครั้งที่จะใช้น้ำมันหอมระเหยตะไคร้คุณต้องควรที่จะได้มีการผสมมันกับน้ำมันตัวพา (Carrier oil) และเป็นการห้ามใช้น้ำมันหอมระเหยโดยตรงกับผิวอย่างเด็ดขาด

ช่วยรักษาอาการอักเสบ
ตะไคร้สามารถช่วยทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและบรรเทาอาการปวดต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยลดอาการอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดต่าง ๆ เช่น ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ หรือการปวดตามข้อได้อีกด้วย ดังนั้นถ้าหากคุณรู้สึกปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ลองหาน้ำมันที่ผสมน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มานวดดูนะคะรับรองว่าหายอย่างแน่นอน

ช่วยบำรุงผิว
ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารในทางต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นมันจึงสามารถในการช่วยบำรุงผิวของคุณได้ จึงทำให้ผิวของคุณเปล่งประกายความมีสุขภาพดีออกมา แถมยังเป็นการช่วยทำให้ผิวของคุณดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ และเป็นการช่วยลดสิวต่าง ๆ ได้ดีอีกด้วย

เห็นไหมคะว่า ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายอย่างมากมาย และเป็นสมุนไพรที่เราไม่ควรละเลย เลยล่ะเพราะฉะนั้นถ้าหากอยากมีสุขภาพดีด้วยสมุนไพร ตะไคร้ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ไม่เลวเลย แถมยังสามารถปลูกเป็นพืชสวนครัวในรั้วบ้านได้ดีอีกด้วย…

Read More

สมุนไพรรสขม สะเดา พืชสารพัดประโยชน์ที่ทุกครัวเรือนควรมีไว้

Denny กรกฎาคม 17, 2020

สมุนไพรรสขม  ถือเป็นต้นไม้แห่งยา เพราะทุกส่วนของสะเดาล้วนมีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งสิ้น

ตามตำราแพทย์ในส่วนใหญ่ที่ได้มีความเชื่อว่า รสขมเป็นรสชาติที่ดีต่อสุขภาพที่สุด แต่กลับเป็นรสชาติที่คนส่วนใหญ่ไม่ชอบเท่าไรนัก เพราะ สมุนไพรรสขม นั้นไม่อร่อย ซึ่งอาหารที่มีรสขมที่หากินง่ายในบ้านเรา นอกจากนี้มะระ และบอระเพ็ดแล้ว ก็ยังได้มีผักสมุนไพรพื้นบ้านอีกหนึ่งชนิด นั่นคือ สะเดา พืชสมุนไพรพื้นบ้านที่คนไทยเรานิยมบริโภคกันมาช้านานแล้ว และนอกจากที่จะได้มีการนำมาใช้เป็นอาหารแล้ว ยังได้มีการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงการเกษตรได้อีกด้วยล่ะ เพื่อมาลองอ่านกันว่า พืชรสขมอย่างสะเดามีดีอะไรบ้าง

สะเดา คืออะไร มาจากไหนกันนะ
สะเดาเป็นต้นไม้ที่ขึ้นชื่อเรื่องสรรพคุณทางยา และเป็นต้นไม้ที่สามารถมีการนำมาใช้ประโยชน์ได้แทบทุกส่วน ต้นสะเดาถือว่าเป็นต้นไม้ที่มีอิทธิพลต่อชาวอินเดียเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านความเชื่อทางศาสนา และการรักษาโรค รวมไปจนถึงประโยชน์ใช้สอย

จากหลักฐานที่ได้มีการอ้างอิงในพุทธประวัติเมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อน ได้มีการบันทึกเอาไว้ว่าต้นสะเดา หรือ ต้นนิมพะเป็นต้นไม้ที่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนา ตามพระพุทธประวัติที่ได้มีการกล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าได้มีการนำต้นสะเดามาใช้ประโยชน์ในเชิงรักษาโรคมากมาย อีกยังได้มีการพบหลักฐานในตำราสมัยอินเดียโบราณอีกด้วยว่า โดยได้มีการใช้ประโยชน์จากต้นสะเดาในเชิงการแพทย์ในหลายกรณี ด้วยเหตุนี้ ต้นสะเดาจึงกลายเป็นต้นไม้แห่งยา และเป็นสัญลักษณ์แห่งความมีสุขภาพดีมาจนทุกวันนี้

สะเดา ชื่อวิทยาศาสตร์คืออะไร
สะเดา มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Azadirachta indica A. Juss. Var. Siamensis Valeton จัดอยู่ในวงศ์ MELIACEAE ชื่ออังกฤษ Neem Tree, Indian Margosa Tree, Pride of China, Holy Tree และ Margosa Tree

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของสะเดา
จัดเป็นพันธุ์ไม้ที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 20-25 เมตร ลักษณะของต้นเป็นทรงเรือนยอดเป็นพุ่มหนาทึบตลอดปี มีรากที่แข็งแรงกว้างขวางและหยั่งลึก ที่สามารถแบ่งออกเป็น 3 ชนิดได้แก่ สะเดาไทย สะเดาอินเดีย และสะเดาช้าง โดยสะเดาไทยและสะเดาอินเดียเป็นชนิดเดียวกัน แต่ต่างสายพันธุ์กัน โดยต้นสะเดานั้นสามารถพบเจอได้ทั่วไปตามป่าแล้งในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า ปากีสถาน ศรีลังกา รวมถึงประเทศไทยบ้านเราด้วย โดยจะกระจายพันธุ์อยู่ตามธรรมชาติตามป่าเบญจพรรณแล้งและป่าแดงทั่วประเทศ มักจะได้มีการผลิดอกออกผลในหน้าหนาว

สะเดากับคุณค่าทางโภชนาการที่ไม่ธรรมดา
จากข้อมูลของกรมอนามัย ทางกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้มีการออกมาเปิดเผยว่า สะเดา เป็นผักสมุนไพรพื้นบ้านที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการเต็มเปี่ยม อุดมไปด้วยสารอาหารโปรตีน แร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย นอกจากนี้ ยังได้มีการพบว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นการช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายที่จะได้มีการทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพตามมาได้ เช่น ภาวะความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ ในระบบภูมิคุ้มกันลดลง และโรคมะเร็ง เป็นต้น

สะเดา สรรพคุณทางยาที่หาได้จากทุกส่วน
สะเดาไทยมี 2 ชนิดด้วยกัน คือ สะเดายอดเขียวและสะเดายอดแดง ซึ่งสะเดายอดเขียวจะมีความขมน้อยกว่าหรือบางต้นอาจจะขมน้อยจนได้ชื่อว่า สะเดาหวานหรือ สะเดามัน แต่สำหรับสะเดายอดแดงจะมีความขมมากกว่าและเกือบทุกส่วนของต้นสะเดาล้วนมีสรรพคุณทางยา ดังนี้

ใบอ่อน แก้โรคผิวหนัง ปรับสมดุลน้ำเหลือง รักษาแผลพุพอง
ใบแก่ บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร
ก้าน แก้ไข้ บำรุงน้ำดี แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงสุขภาพในช่องปาก
ดอก แก้พิษโลหิต บรรเทาอาการเลือดกำเดาไหล แก้ริดสีดวง บรรเทาอาการคันคอ บำรุงธาตุไฟ
ผล บำรุงหัวใจเป็นยาระบาย แก้อาการหัวใจเต้นผิดปกติ
ผลอ่อน ช่วยเจริญอาหาร ฆ่าพยาธิ แก้ริดสีดวง แก้ปัสสาวะขัด
เปลือกต้น เป็นยาขมเจริญอาหาร แก้ไข บิดมูกเลือด แก้ท้องร่วง แก้กษัย หรือ โรคซูบผอมแห้งแรงน้อย ลดเสมหะ แก้อาการท้องเดิน แก้บิด มูกเลือด
แก่น แก้คลื่นไส้ อาเจียน แก้ไข้จับสั่น บำรุงโลหิต บำรุงธาตุไฟ
ราก แก้เสมหะในลำคอ แก้เสมหะที่เกาะแน่นในทรวงอก
ยาง ใช้ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้
กระพี้สะเดา แก้น้ำดีพิการให้คลั่งเพ้อ แก้เพ้อคลั่ง บำรุงน้ำดี
เมล็ดสะเดา นำมาสกัดเป็นน้ำมันสะเดาบริสุทธิ์ ใช้บำรุงผิวพรรณและเส้นผม…

Read More

กระเจี๊ยบแดง พืชสมุนไพรในปัจจุบัน ถือเป็นหนึ่งสิ่งที่ผู้คนเริ่มให้ความสำคัญ

Denny กรกฎาคม 16, 2020

กระเจี๊ยบแดง  เนื่องด้วยความนิยมของการดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรเป็นที่ได้รับความสนใจพอสมควร

สมุนไพรกระเจี๊ยบแดง ที่ได้มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักเก็งเค็ง, ส้มเก็งเค็ง, ส้มตะเลงเครง (ตาก), ใบส้มม่า (ระนอง), แกงแคง (เชียงใหม่), ส้มปู (แม่ฮ่องสอน), แบลมีฉี่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), แต่เพะฉ่าเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง), ปร่างจำบู้ (ปะหล่อง), กระเจี๊ยบ, ส้มเก็ง ส้มพอเหมาะ (ภาคเหนือ), ส้มพอดี (ภาคอีสาน), กระเจี๊ยบแดง, กระเจี๊ยบเปรี้ยว (ภาคกลาง), ส้มพอ ส้มพอเหมาะ เป็นต้น มีถิ่นกำเนิดในประเทศซูดาน อินเดีย มาเลเซีย และประเทศไทย โดยในประเทศไทยมีแหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี สระบุรี อุตรดิตถ์ กาญจนบุรี และฉะเชิงเทรา

ลักษณะของกระเจี๊ยบแดง
ต้นกระเจี๊ยบแดง ที่ได้มีการจัดเป็นไม้พุ่มมีความสูงประมาณ 50-180 เซนติเมตร ได้มีอยู่หลายสายพันธุ์ ลำต้นและกิ่งก้านที่ได้มีสีม่วงแดง และได้มีการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด

ใบกระเจี๊ยบแดง ที่มีใบเป็นใบเดี่ยว ใบมีหลายลักษณะ ลักษณะคล้ายรูปฝ่ามือ 3 แฉก หรือ 5 แฉก ใบเว้าลึกหรือเรียบ หรือใบเป็นรูปรีแหลม หรือรูปเรียวแหลม ขอบใบจะมีจักเป็นฟันเลื่อย ใบที่ได้มีความกว้างและความยาวใกล้เคียงกันประมาณ 8-15 เซนติเมตร และก้านใบมีความยาวประมาณ 5 เซนติเมตร

ดอกกระเจี๊ยบแดง ดอกเป็นดอกเดี่ยว ที่ออกดอกตามซอกใบ มีกลีบดองสีชมพูหรือสีเหลือง ตรงบริเวณกลางดอกจะมีสีเข้มกว่าคือสีม่วงแดง ดอกมีเกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ก้านดอกสั้น มีริ้วประดับเรียวยาวปลายแหลม มี 8-12 กลีบ เป็กลีบเลี้ยงที่จะสามารถแผ่ขยายติดกันออกหุ้มเมล็ดไว้ โดยที่ได้มีสีแดงเข้มและหักง่าย เมื่อดอกบานเต็มที่จะได้มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 เซนติเมตร

เป็นลักษณะของผลเป็นรูปรีมีปลายแหลม เป็นผลมีความยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่จะแห้งแตกเป็น 5 แฉก ในผลมีเมล็ดสีน้ำตาล โดยที่มีลักษณะคล้ายรูปไตอยู่จำนวนมาก ประมาณ 30-35 เมล็ดต่อผล และเป็นผลยังได้มีกลีบเลี้ยงหนาสีแดงฉ่ำน้ำหุ้มอยู่ เราจะเรียกส่วนนี้ว่ากลีบกระเจี๊ยบหรือกลีบรองดอก (Calyx) หรือที่คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นดอกกระเจี๊ยบนั่นเอง

สรรพคุณของกระเจี๊ยบแดง
กลีบเลี้ยงของดอกหรือกลีบที่เหลือที่ผล นำมาใช้เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือดและเป็นการช่วยลดน้ำหนัก โดยที่ได้มีการทดลองกับกระต่ายที่มีไขมันสูง แล้วได้มีการพบว่าระดับไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอล และระดับไขมันเลว (LDL) ลดลง และมีปริมาณของไขมันชนิดดี (HDL) เพิ่มมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ที่ได้มีความรุนแรงของการอุดตันหลอดเลือดแดงใหญ่จากหัวใจก็น้อยลงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับสารสกัดกระเจี๊ยบแดงอีกด้วย (ผล, เมล็ด, น้ำกระเจี๊ยบแดง)
ดอกกระเจี๊ยบแดงที่จะสามารถช่วยละลายไขมันในเส้นเลือด (ดอก)
เมล็ดใช้เป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง (เมล็ด, น้ำกระเจี๊ยบแดง, ยอดและใบ)
ช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ช่วยรักษาโรคเบาหวาน (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ช่วยลดความดันโลหิต โดยที่ไม่มีผลร้ายแต่อย่างใด ที่ได้มีรายงานการวิจัยทางคลินิกที่ได้มีการพบว่าในวันที่ 12 หลังผู้ป่วยได้รับชาชงกระเจี๊ยบแดงทุกวัน ค่าความดันโลหิตเมื่อหัวใจบีบตัวและคลายตัวลดลง 11.2% และ 10.7% ตามลำดับเมื่อเทียบกับวันแรก และ 3 วันหลังจากหยุดดื่มชาชง ความความดันโลหิตทั้งสองค่าก็ได้มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (น้ำกระเจี๊ยบแดง)
เมล็ดช่วยบำรุงโลหิต (เมล็ด)
เพื่อเป็นการช่วยแก้เส้นเลือดตีบตัน ช่วยรักษาเส้นเลือดให้แข็งแรงและอ่อนนิ่มยืดหยุ่นได้ดี (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
น้ำกระเจี๊ยบที่จะช่วยทำให้ความเหนียวข้นของเลือดลดลง (น้ำกระเจี๊ยบแดง)
ดอกกระเจี๊ยบแดงช่วยรักษาโรคเส้นเลือดแข็งเปราะได้เป็นอย่างดี (น้ำกระเจี๊ยบแดง)…

Read More

เพกา ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยชะลอการเสื่อมของเซล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้อีกด้วย

Denny กรกฎาคม 15, 2020

เพกา  เป็นผักที่นิยมจิ้มกินกับน้ำพริก ลักษณะเป็นฝักสีเขียวยาวประมาณ 1 ศอก และในทางการแพทย์ระบุว่าามีสารสกัดฟลาโวนอยด์

ที่ได้มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ อีก เช่น ลิ้นฟ้า (เลย, ภาคอีสาน), กาโด้โด้ง (กาญจนบุรี), ดุแก ดอก๊ะ ด๊อกก๊ะ (แม่ฮ่องสอน), เบโด (จังหวัดนราธิวาส), มะลิ้นไม้ มะลิดไม้ ลิดไม้ (ภาคเหนือ), โชยเตียจั้ว (จีน) เป็นต้น

ที่ได้มีการจัดเป็นไม้ยืนต้นและเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ได้มีถิ่นกำเนิดในอินเดียแลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และรวมไปจนถึงประเทศไทยบ้านเราด้วย โดยที่ได้มีการพบได้ตามป่าเบญจพรรณและป่าชื้นทั่วไป ถึงแม้ว่าจะได้มีอยู่ในหลาย ๆ ประเทศ แต่มีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่นำมากินเป็นผัก (จัดอยู่ในหมวดดอกฝัก)

ฝักอ่อนของ ต่อน้ำหนัก 100 กรัม จะได้มีวิตามินซีถึง 484 มิลลิกรัม

ซึ่งถือได้ว่าสูงมาก ๆ และยังได้มีการประกอบไปด้วยมีวิตามินเอสูงถึง 8,300 มิลลิกรัม (ซึ่งพอ ๆ เพกา  กับตำลึงเลยทีเดียว), ธาตุแคลเซียม 13 มิลลิกรัม, ธาตุฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม, โปรตีน 0.2 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 14 กรัม, ไขมัน 0.5 กรัม, เส้นใย 4 กรัม ยอดอ่อนของต่อน้ำหนัก 100 กรัม จะมีวิตามินบี 1 0.18 มิลลิกรัม, วิตามินบี 2 0.7 มิลลิกรัม, วิตามินบี 3 2.4 มิลลิกรัม, โปรตีน 6.4 กรัม, ไขมัน 2.6 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 13 กรัม และให้พลังงาน 101 กิโลแคลอรี

ตามความเชื่อของคนโบราณนั้นที่ห้ามปลูกไว้ในบริเวณบ้าน เนื่องจากนี้ฝักของที่ได้มีรูปร่างคล้ายดาบหรือปลายหอก

อาจจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจเลือกตกยางออกได้ และยังเป็นชื่อเรียกของเหล็กประดับยอดพระปรางค์ เนื่องจากนี้ได้มีรูปร่างคล้ายฝักของ จึงถือว่าเป็นของสูงไม่คู่ควรแก่ในการนำมาปลูกไว้ในบ้าน แต่ถ้าจะไปปลูกไว้ตามไร่ตามสวน หรือรั้วบ้านก็คงจะไม่เป็นไร…

Read More

สมุนไพร มะขามแขก ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

Denny พฤษภาคม 11, 2020

สมุนไพร มะขามแขก  มีสรรพคุณที่โดดเด่นในเรื่องของการใช้เป็นยาถ่าย เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีกำลังน้อย เด็ก คนที่เป็นริดสีดวง หรือผู้ที่มีปัญหาท้องผูกอยู่บ่อย ๆ

สมุนไพร มะขามแขก

สมุนไพรมะขามแขก ชื่อวิทยาศาสตร์ Senna alexandrina Mill. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cassia angustifolia M.Vahl, Cassia angustifolia Vahl) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)

ลักษณะของมะขามแขก
ต้นมะขามแขก จัดเป็นไม้พุ่ม มีความสูงของต้น เป็นพืชทนแล้ง ไม่ชอบที่น้ำท่วมขัง เพราะจะทำให้รากเน่า สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินที่ลักษณะร่อน มีความอุดมสมบูรณ์ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดและการใช้ต้นกล้า
ใบมะขามแขก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยเป็นรูปวงรีและใบรูปหอก ใบแห้งมีสีเขียวอมน้ำตาล ขอบใบเรียบ ปลายและโคนใบแหลม โคนใบทั้งสองมีขนาดไม่สมมาตรกัน และมีขนนุ่มปกคลุมอยู่ ใบมีกลิ่นเหม็นเขียว มีรสเปรี้ยว หวานชุ่ม
ดอกมะขามแขก ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบตอนปลายกิ่ง กลีบดอกมีสีเหลือง จะมีกลีบที่รองดอกและกลีบดอกเกือบมีขนาดที่เท่ากันจำนวน 5 กลีบ ออกผลเป็นฝักลักษณะเหมือนกับถั่วลันเตา แต่จะแบนกว่า มีสีเขียวใสตอนยังอ่อน เมื่อแก่จะกลายเป็นสีดำ มีเมล็ดประมาณ 6 เมล็ด มีรสเปรี้ยว

สรรพคุณสรรพคุณมะขามแขก
ช่วยถ่ายโรคบุรุษ
ช่วยถ่ายน้ำเหลือง
ช่วยลดอาการบวมน้ำ
ใบมะขามแขกช่วยทำให้อาเจียน
ช่วยถ่ายพิษไข้
ช่วยถ่ายพิษเสมหะ
ช่วยแก้อาการสะอึก
ช่วยขับลมในลำไส้
ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้
ช่วยถ่ายพิษอุจจาระเป็นมูก
ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร
ใบใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ

มะขามแขกนี้ชาวอาหรับรู้จักนำมาใช้เป็นยามานานแล้ว และได้นำมาใช้ในยุโรป ตั้งแต่สมัย ๑,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว ใบมะขามแขกมี ๒ ชนิด คือ Cassia acutifolia – Alexandrian Senna ซึ่งมีปลายใบแหลมกว่า เป็นพืชพื้นเมืองของอัฟริกาเขตร้อน ปลูกมากในประเทศซูดาน เมืองคอร์โดฟาน (Kordofan) และเมืองเซนน่า (senna) และอีกชนิดหนึ่งมีปลายใบเรียวคือ Cassia angustifolia Tinnevely Senna เป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดที่เมืองโซมาลิแลนด์ ( Somaliland ) อาระเบีย แคว้นปัญจาบและสินธุ แต่แหล่งที่ปลูกพืชนี้มากที่สุดคือ เมือง Tinnevelly ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอินเดีย ปัจจุบันนี้ในไทยปลูกต้นมะขามแขกกันมากแถวพระพุทธบาทสระบุรี ในโครงการร่วมไทย – เยอรมัน เพื่อส่งเป็นสินค้าออกไปยังเยอรมัน

การขยายพันธุ์มะขามแขก
• มะขามแขกเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน ระบายน้ำดี ไม่มีน้ำท่วมขัง เป็นพืชที่ต้องการความชื้น ชอบขึ้นในที่ลุ่ม ทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้น้อย พบได้ตามพื้นที่ป่าหรือตามพื้นที่รกร้างทั่วไป
• มะขามแขกสามารถขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ด้วยวิธีการนำเมล็ดจากฝักแก่ที่ร่วงจากต้นหรือฝักแก่จากต้น นำเมล็ดมาตากแห้งประมาณ 1-2 แดด ก่อนนำไปหว่านลงพื้นที่ว่างหรือเพาะขยายพันธุ์ในถุงเพาะชำ ถุงดำ หรือ กระบะเพาะชำก่อนนำลงปลูก ช่วงแรกหมั่นดูแลรักษาให้ดินมีความชุ่มชื่นตลอด เมื่อมะขามแขกเริ่มใหญ่แล้วจากนั้นรดน้ำตามความเหมาะสม ช่วงที่นิยมปลูกเป็นช่วงปลายฤดูฝน
• ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว การเก็บใบจะเริ่มการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุได้ 50 วัน โดยตัดยอดเหนือใบแก่ รูดเอาแต่ใบย่อยใส่กระจาด เกลี่ยให้บาง ๆ แล้วนำไปผึ่งไว้ประมาณ 2-5 วัน
• การเก็บผลจะเก็บเมื่อผลมีอายุได้ประมาณ 20-23 วัน นำมาผึ่งในที่ร่ม โดยแผ่ออกบาง ๆ ผึ่งประมาณ 1-2 วัน แล้วนำไปผึ่งแดดอีกประมาณ 1 วันให้แห้งสนิท แล้วเก็บใสภาชนะที่สะอาดและมิดชิด…

Read More

สมุนไพร เจตมูลเพลิงแดง ทีมีการนำมาใช้ทางด้านเภสัชกรรมอย่างกว้างขว้างเป็นพืชสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย

Denny พฤษภาคม 10, 2020

สมุนไพร เจตมูลเพลิงแดง  ใช้รับประทานกับกระสายน้ำมะนาวเมื่อเกิดอาการใจสั่นได้ผลดีนัก

สมุนไพร เจตมูลเพลิงแดง

สมุนไพรเจตมูลเพลิงแดง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ปิดปีแดง (เลย), ปิดปิวแดง (ภาคเหนือ), ไฟใต้ดิน (ภาคใต้), ตอชูกวอ (กะเหรี่ยงเชียงใหม่), ตั้งชู้โว้ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), คุ้ยวู่ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), อุบ๊ะกูจ๊ะ (มลายู- ปัตตานี), จื่อเสี่ยฮวา หงฮวาตัน (จีนกลาง), เจ็ดหมุนเพลิง เป็นต้น

ลักษณะของเจตมูลเพลิงแดง
จัดเป็นไม้พุ่มล้มลุกขนาดเล็ก มีอายุหลายปี กิ่งก้านมักทอดยาว ยอดอ่อนสีแดง ลำต้นกลมเรียบ กิ่งอ่อนสีเขียวปนแดง มีสีแดงบริเวณข้อ ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับกัน ปลายใบแหลม โคนใบมน มีสีเขียว ใบบาง แผ่นใบมักบิด ก้านใบและแกนกลางใบอ่อนมีสีแดง ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจะเชิงลด ดอกออกเป็นช่อตั้งขึ้นที่ปลายกิ่งหรือปลายยอด กลีบดอกสีแดงสด กลีบบางมี 5 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็กๆ ปลายแยกเป็น 5 แฉก รูปไข่กลับ ยาวประมาณ 2 ซม. ปลายกลีบกลม เป็นติ่งหนามตอนปลาย ใบประดับและใบประดับย่อยรูปไข่ขนาดเล็ก ติดตรงข้ามกลีบดอก อับเรณูยาวประมาณ 2 มม. รังไข่รูปรี ก้านเกสรเพศเมียมีหลายขนาดมีขนยาวที่โคน กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปใบหอก เป็นหลอดเล็ก สีเขียว และมีขนเหนียวๆปกคลุม เมื่อจับรู้สึกเหนียวมือ ดอกออกระหว่างเดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์ ผลลักษณะเป็นฝักกลม ทรงรียาว จะแตกออกเมื่อแก่ รากสีน้ำตาลดำเป็นเส้นๆ

สรรพคุณเจตมูลเพลิงแดง
เป็นยาบำรุงธาตุและบำรุงโลหิต
ขับลมในกระเพาะอาหารและสำไส้
ทำให้ผายลมและเรอ
แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ปวดเสียดแน่นหน้าอก
ทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น
แก้ริดสีดวงทวารแก้ท้องเสีย
แก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน
ฆ่าพยาธิ
ช่วยขับปัสสาวะ
ช่วยย่อยอาหาร ขับลม
ช่วยแก้อาการตกขาวของสตรี
ยาขับประจำเดือนของสตรี
แก้ฝีบวม ฝีบวมอักเสบ
แก้อาการฟกช้ำ แก้เคล็ดขัดยอก
ช่วยระงับอาการปวดฟัน
ดอกใช้เป็นยาแก้โรคทำให้หนาวและเย็น
ช่วยแก้อาการไอ ช่วยขับเสมหะ
ช่วยแก้คุดทะราด
ช่วยรักษาโรอัมพาต
แก้โรคเหงื่อออกมาก
แก้โรคประสาท
แก้โลหิตเน่าเสีย

ตำรายาไทย ใช้ ราก แก้ปวดข้อ ขับประจำเดือนสตรี ใช้ผสมในยาบำรุงสำหรับสตรีหลังคลอด เพื่อให้มดลูกเข้าอู่ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ปวดเสียด แน่นหน้าอก ทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น แต่กินมากอาจทำให้แท้งลูกได้ (ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์) แพทย์โบราณนิยมใช้รากเจตมูลเพลิงแดงมากกว่าเจตมูลขาวเพราะมีฤทธิ์แรงกว่า โดยใช้รากเจตมูลเพลิงผสมในยาธาตุ เป็นยาช่วยย่อยและยาเจริญอาหารโดยนำผงของรากมาผสมกับลูกสมอพิเภก ผลดีปลี และเกลือ อย่างละเท่ากันรับประทานครั้งละ 2.5 กรัม ขับโลหิตระดู นำรากบดเป็นผงปิดพอกฝี ทำให้เกิดความร้อน เกลื่อนฝีได้ แก้ริดสีดวงทวาร ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย กระจายเลือดลม แก้ปวดท้อง แก้ท้องเสีย มีฤทธิ์บีบมดลูกทำให้แท้งได้ ใช้เป็นยาทาภายนอกแก้โรคผิวหนังบางชนิด ทาแก้กลากเกลื้อน หรือใช้ผงรากปิดพอกฝี ระงับอาการปวดฟัน และแก้ท้องร่วง รากมีสาร plumbagin มีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของมดลูกและลำไส้ช่วยให้มีการหลั่งน้ำย่อยเพิ่มขึ้น เพิ่มความอยากอาหาร แต่อาจทำให้ระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร และอาจเป็นพิษได้ ใบ รสร้อน แก้ลมในกองเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร ขับผายลม แก้น้ำดีในฝัก ต้น รสร้อน แก้โลหิตอันเกิดแต่กองกำเดา ดอก มีรสร้อน แก้น้ำดีในฝัก ต้นแก้กำเดา ยาขับประจำเดือนของสตรี แก้ฝีบวม ฝีบวมอักเสบ แก้อาการฟกช้ำ แก้เคล็ดขัดยอก ผล แก้พยาธิผิวหนัง แก้ฝี
ตำรายาล้านนา ใช้ ราก รักษากามโรค โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ อัมพาต อาการไอ และขับเสมหะยาในชุดที่ชื่อว่า “เบญจกูล” อันได้แก่ 1. ดอกดีปลี 2. รากชะพลู 3. รากเจตมูลเพลิง 4. เถาสะค้าน และ 5. เหง้าขิงแห้ง ที่ใช้เป็นยาแก้โรคในกองเตโชธาตุ กองวาโยธาตุ และกองอากาศธาตุ ทั้งนี้ จะมีอัตราส่วนของสมุนไพรแต่ละชนิดแตกต่างกันไป เช่น กองเตโชธาตุ ให้ใช้รากเจตมูลเพลิง 16 ส่วน กองวาโยธาตุ ใช้ 8 ส่วน และกองอากาศธาตุ ใช้ 2 ส่วน เป็นต้น
• ประเทศฝรั่งเศส ใช้ ราก เคี้ยวระงับอาการปวดฟัน
• ประเทศไทยและมาเลเซีย ถือเป็นยาทำให้แท้ง
• ประเทศไทยและอินเดีย ใช้เป็นยาช่วยย่อยเจริญอาหารผสมในยาธาตุ และรักษาโรคผิวหนังกลาก เกลื้อน…

Read More