เพกา ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยชะลอการเสื่อมของเซล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้อีกด้วย

Denny กรกฎาคม 15, 2020

เพกา  เป็นผักที่นิยมจิ้มกินกับน้ำพริก ลักษณะเป็นฝักสีเขียวยาวประมาณ 1 ศอก และในทางการแพทย์ระบุว่าามีสารสกัดฟลาโวนอยด์

ที่ได้มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ อีก เช่น ลิ้นฟ้า (เลย, ภาคอีสาน), กาโด้โด้ง (กาญจนบุรี), ดุแก ดอก๊ะ ด๊อกก๊ะ (แม่ฮ่องสอน), เบโด (จังหวัดนราธิวาส), มะลิ้นไม้ มะลิดไม้ ลิดไม้ (ภาคเหนือ), โชยเตียจั้ว (จีน) เป็นต้น

ที่ได้มีการจัดเป็นไม้ยืนต้นและเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ได้มีถิ่นกำเนิดในอินเดียแลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และรวมไปจนถึงประเทศไทยบ้านเราด้วย โดยที่ได้มีการพบได้ตามป่าเบญจพรรณและป่าชื้นทั่วไป ถึงแม้ว่าจะได้มีอยู่ในหลาย ๆ ประเทศ แต่มีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่นำมากินเป็นผัก (จัดอยู่ในหมวดดอกฝัก)

ฝักอ่อนของ ต่อน้ำหนัก 100 กรัม จะได้มีวิตามินซีถึง 484 มิลลิกรัม

ซึ่งถือได้ว่าสูงมาก ๆ และยังได้มีการประกอบไปด้วยมีวิตามินเอสูงถึง 8,300 มิลลิกรัม (ซึ่งพอ ๆ เพกา  กับตำลึงเลยทีเดียว), ธาตุแคลเซียม 13 มิลลิกรัม, ธาตุฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม, โปรตีน 0.2 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 14 กรัม, ไขมัน 0.5 กรัม, เส้นใย 4 กรัม ยอดอ่อนของต่อน้ำหนัก 100 กรัม จะมีวิตามินบี 1 0.18 มิลลิกรัม, วิตามินบี 2 0.7 มิลลิกรัม, วิตามินบี 3 2.4 มิลลิกรัม, โปรตีน 6.4 กรัม, ไขมัน 2.6 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 13 กรัม และให้พลังงาน 101 กิโลแคลอรี

ตามความเชื่อของคนโบราณนั้นที่ห้ามปลูกไว้ในบริเวณบ้าน เนื่องจากนี้ฝักของที่ได้มีรูปร่างคล้ายดาบหรือปลายหอก

อาจจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจเลือกตกยางออกได้ และยังเป็นชื่อเรียกของเหล็กประดับยอดพระปรางค์ เนื่องจากนี้ได้มีรูปร่างคล้ายฝักของ จึงถือว่าเป็นของสูงไม่คู่ควรแก่ในการนำมาปลูกไว้ในบ้าน แต่ถ้าจะไปปลูกไว้ตามไร่ตามสวน หรือรั้วบ้านก็คงจะไม่เป็นไร…

Read More

สมุนไพร มะขามแขก ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

Denny พฤษภาคม 11, 2020

สมุนไพร มะขามแขก  มีสรรพคุณที่โดดเด่นในเรื่องของการใช้เป็นยาถ่าย เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีกำลังน้อย เด็ก คนที่เป็นริดสีดวง หรือผู้ที่มีปัญหาท้องผูกอยู่บ่อย ๆ

สมุนไพร มะขามแขก

สมุนไพรมะขามแขก ชื่อวิทยาศาสตร์ Senna alexandrina Mill. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cassia angustifolia M.Vahl, Cassia angustifolia Vahl) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)

ลักษณะของมะขามแขก
ต้นมะขามแขก จัดเป็นไม้พุ่ม มีความสูงของต้น เป็นพืชทนแล้ง ไม่ชอบที่น้ำท่วมขัง เพราะจะทำให้รากเน่า สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินที่ลักษณะร่อน มีความอุดมสมบูรณ์ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดและการใช้ต้นกล้า
ใบมะขามแขก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยเป็นรูปวงรีและใบรูปหอก ใบแห้งมีสีเขียวอมน้ำตาล ขอบใบเรียบ ปลายและโคนใบแหลม โคนใบทั้งสองมีขนาดไม่สมมาตรกัน และมีขนนุ่มปกคลุมอยู่ ใบมีกลิ่นเหม็นเขียว มีรสเปรี้ยว หวานชุ่ม
ดอกมะขามแขก ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบตอนปลายกิ่ง กลีบดอกมีสีเหลือง จะมีกลีบที่รองดอกและกลีบดอกเกือบมีขนาดที่เท่ากันจำนวน 5 กลีบ ออกผลเป็นฝักลักษณะเหมือนกับถั่วลันเตา แต่จะแบนกว่า มีสีเขียวใสตอนยังอ่อน เมื่อแก่จะกลายเป็นสีดำ มีเมล็ดประมาณ 6 เมล็ด มีรสเปรี้ยว

สรรพคุณสรรพคุณมะขามแขก
ช่วยถ่ายโรคบุรุษ
ช่วยถ่ายน้ำเหลือง
ช่วยลดอาการบวมน้ำ
ใบมะขามแขกช่วยทำให้อาเจียน
ช่วยถ่ายพิษไข้
ช่วยถ่ายพิษเสมหะ
ช่วยแก้อาการสะอึก
ช่วยขับลมในลำไส้
ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้
ช่วยถ่ายพิษอุจจาระเป็นมูก
ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร
ใบใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ

มะขามแขกนี้ชาวอาหรับรู้จักนำมาใช้เป็นยามานานแล้ว และได้นำมาใช้ในยุโรป ตั้งแต่สมัย ๑,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว ใบมะขามแขกมี ๒ ชนิด คือ Cassia acutifolia – Alexandrian Senna ซึ่งมีปลายใบแหลมกว่า เป็นพืชพื้นเมืองของอัฟริกาเขตร้อน ปลูกมากในประเทศซูดาน เมืองคอร์โดฟาน (Kordofan) และเมืองเซนน่า (senna) และอีกชนิดหนึ่งมีปลายใบเรียวคือ Cassia angustifolia Tinnevely Senna เป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดที่เมืองโซมาลิแลนด์ ( Somaliland ) อาระเบีย แคว้นปัญจาบและสินธุ แต่แหล่งที่ปลูกพืชนี้มากที่สุดคือ เมือง Tinnevelly ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอินเดีย ปัจจุบันนี้ในไทยปลูกต้นมะขามแขกกันมากแถวพระพุทธบาทสระบุรี ในโครงการร่วมไทย – เยอรมัน เพื่อส่งเป็นสินค้าออกไปยังเยอรมัน

การขยายพันธุ์มะขามแขก
• มะขามแขกเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน ระบายน้ำดี ไม่มีน้ำท่วมขัง เป็นพืชที่ต้องการความชื้น ชอบขึ้นในที่ลุ่ม ทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้น้อย พบได้ตามพื้นที่ป่าหรือตามพื้นที่รกร้างทั่วไป
• มะขามแขกสามารถขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ด้วยวิธีการนำเมล็ดจากฝักแก่ที่ร่วงจากต้นหรือฝักแก่จากต้น นำเมล็ดมาตากแห้งประมาณ 1-2 แดด ก่อนนำไปหว่านลงพื้นที่ว่างหรือเพาะขยายพันธุ์ในถุงเพาะชำ ถุงดำ หรือ กระบะเพาะชำก่อนนำลงปลูก ช่วงแรกหมั่นดูแลรักษาให้ดินมีความชุ่มชื่นตลอด เมื่อมะขามแขกเริ่มใหญ่แล้วจากนั้นรดน้ำตามความเหมาะสม ช่วงที่นิยมปลูกเป็นช่วงปลายฤดูฝน
• ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว การเก็บใบจะเริ่มการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุได้ 50 วัน โดยตัดยอดเหนือใบแก่ รูดเอาแต่ใบย่อยใส่กระจาด เกลี่ยให้บาง ๆ แล้วนำไปผึ่งไว้ประมาณ 2-5 วัน
• การเก็บผลจะเก็บเมื่อผลมีอายุได้ประมาณ 20-23 วัน นำมาผึ่งในที่ร่ม โดยแผ่ออกบาง ๆ ผึ่งประมาณ 1-2 วัน แล้วนำไปผึ่งแดดอีกประมาณ 1 วันให้แห้งสนิท แล้วเก็บใสภาชนะที่สะอาดและมิดชิด…

Read More

สมุนไพร เจตมูลเพลิงแดง ทีมีการนำมาใช้ทางด้านเภสัชกรรมอย่างกว้างขว้างเป็นพืชสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย

Denny พฤษภาคม 10, 2020

สมุนไพร เจตมูลเพลิงแดง  ใช้รับประทานกับกระสายน้ำมะนาวเมื่อเกิดอาการใจสั่นได้ผลดีนัก

สมุนไพร เจตมูลเพลิงแดง

สมุนไพรเจตมูลเพลิงแดง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ปิดปีแดง (เลย), ปิดปิวแดง (ภาคเหนือ), ไฟใต้ดิน (ภาคใต้), ตอชูกวอ (กะเหรี่ยงเชียงใหม่), ตั้งชู้โว้ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), คุ้ยวู่ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), อุบ๊ะกูจ๊ะ (มลายู- ปัตตานี), จื่อเสี่ยฮวา หงฮวาตัน (จีนกลาง), เจ็ดหมุนเพลิง เป็นต้น

ลักษณะของเจตมูลเพลิงแดง
จัดเป็นไม้พุ่มล้มลุกขนาดเล็ก มีอายุหลายปี กิ่งก้านมักทอดยาว ยอดอ่อนสีแดง ลำต้นกลมเรียบ กิ่งอ่อนสีเขียวปนแดง มีสีแดงบริเวณข้อ ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับกัน ปลายใบแหลม โคนใบมน มีสีเขียว ใบบาง แผ่นใบมักบิด ก้านใบและแกนกลางใบอ่อนมีสีแดง ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจะเชิงลด ดอกออกเป็นช่อตั้งขึ้นที่ปลายกิ่งหรือปลายยอด กลีบดอกสีแดงสด กลีบบางมี 5 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็กๆ ปลายแยกเป็น 5 แฉก รูปไข่กลับ ยาวประมาณ 2 ซม. ปลายกลีบกลม เป็นติ่งหนามตอนปลาย ใบประดับและใบประดับย่อยรูปไข่ขนาดเล็ก ติดตรงข้ามกลีบดอก อับเรณูยาวประมาณ 2 มม. รังไข่รูปรี ก้านเกสรเพศเมียมีหลายขนาดมีขนยาวที่โคน กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปใบหอก เป็นหลอดเล็ก สีเขียว และมีขนเหนียวๆปกคลุม เมื่อจับรู้สึกเหนียวมือ ดอกออกระหว่างเดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์ ผลลักษณะเป็นฝักกลม ทรงรียาว จะแตกออกเมื่อแก่ รากสีน้ำตาลดำเป็นเส้นๆ

สรรพคุณเจตมูลเพลิงแดง
เป็นยาบำรุงธาตุและบำรุงโลหิต
ขับลมในกระเพาะอาหารและสำไส้
ทำให้ผายลมและเรอ
แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ปวดเสียดแน่นหน้าอก
ทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น
แก้ริดสีดวงทวารแก้ท้องเสีย
แก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน
ฆ่าพยาธิ
ช่วยขับปัสสาวะ
ช่วยย่อยอาหาร ขับลม
ช่วยแก้อาการตกขาวของสตรี
ยาขับประจำเดือนของสตรี
แก้ฝีบวม ฝีบวมอักเสบ
แก้อาการฟกช้ำ แก้เคล็ดขัดยอก
ช่วยระงับอาการปวดฟัน
ดอกใช้เป็นยาแก้โรคทำให้หนาวและเย็น
ช่วยแก้อาการไอ ช่วยขับเสมหะ
ช่วยแก้คุดทะราด
ช่วยรักษาโรอัมพาต
แก้โรคเหงื่อออกมาก
แก้โรคประสาท
แก้โลหิตเน่าเสีย

ตำรายาไทย ใช้ ราก แก้ปวดข้อ ขับประจำเดือนสตรี ใช้ผสมในยาบำรุงสำหรับสตรีหลังคลอด เพื่อให้มดลูกเข้าอู่ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ปวดเสียด แน่นหน้าอก ทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น แต่กินมากอาจทำให้แท้งลูกได้ (ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์) แพทย์โบราณนิยมใช้รากเจตมูลเพลิงแดงมากกว่าเจตมูลขาวเพราะมีฤทธิ์แรงกว่า โดยใช้รากเจตมูลเพลิงผสมในยาธาตุ เป็นยาช่วยย่อยและยาเจริญอาหารโดยนำผงของรากมาผสมกับลูกสมอพิเภก ผลดีปลี และเกลือ อย่างละเท่ากันรับประทานครั้งละ 2.5 กรัม ขับโลหิตระดู นำรากบดเป็นผงปิดพอกฝี ทำให้เกิดความร้อน เกลื่อนฝีได้ แก้ริดสีดวงทวาร ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย กระจายเลือดลม แก้ปวดท้อง แก้ท้องเสีย มีฤทธิ์บีบมดลูกทำให้แท้งได้ ใช้เป็นยาทาภายนอกแก้โรคผิวหนังบางชนิด ทาแก้กลากเกลื้อน หรือใช้ผงรากปิดพอกฝี ระงับอาการปวดฟัน และแก้ท้องร่วง รากมีสาร plumbagin มีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของมดลูกและลำไส้ช่วยให้มีการหลั่งน้ำย่อยเพิ่มขึ้น เพิ่มความอยากอาหาร แต่อาจทำให้ระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร และอาจเป็นพิษได้ ใบ รสร้อน แก้ลมในกองเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร ขับผายลม แก้น้ำดีในฝัก ต้น รสร้อน แก้โลหิตอันเกิดแต่กองกำเดา ดอก มีรสร้อน แก้น้ำดีในฝัก ต้นแก้กำเดา ยาขับประจำเดือนของสตรี แก้ฝีบวม ฝีบวมอักเสบ แก้อาการฟกช้ำ แก้เคล็ดขัดยอก ผล แก้พยาธิผิวหนัง แก้ฝี
ตำรายาล้านนา ใช้ ราก รักษากามโรค โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ อัมพาต อาการไอ และขับเสมหะยาในชุดที่ชื่อว่า “เบญจกูล” อันได้แก่ 1. ดอกดีปลี 2. รากชะพลู 3. รากเจตมูลเพลิง 4. เถาสะค้าน และ 5. เหง้าขิงแห้ง ที่ใช้เป็นยาแก้โรคในกองเตโชธาตุ กองวาโยธาตุ และกองอากาศธาตุ ทั้งนี้ จะมีอัตราส่วนของสมุนไพรแต่ละชนิดแตกต่างกันไป เช่น กองเตโชธาตุ ให้ใช้รากเจตมูลเพลิง 16 ส่วน กองวาโยธาตุ ใช้ 8 ส่วน และกองอากาศธาตุ ใช้ 2 ส่วน เป็นต้น
• ประเทศฝรั่งเศส ใช้ ราก เคี้ยวระงับอาการปวดฟัน
• ประเทศไทยและมาเลเซีย ถือเป็นยาทำให้แท้ง
• ประเทศไทยและอินเดีย ใช้เป็นยาช่วยย่อยเจริญอาหารผสมในยาธาตุ และรักษาโรคผิวหนังกลาก เกลื้อน…

Read More

สมุนไพรไทย เทียนเกล็ดหอย มีถิ่นกำเนิดแถบริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและในทวีปอเมริกาเหนือ

Denny พฤษภาคม 9, 2020

สมุนไพรไทย เทียนเกล็ดหอย  ใช้เป็นยาแก้ลมวิงเวียน หน้ามืดตาลาย

สมุนไพรไทย เทียนเกล็ดหอย

เทียนเกล็ดหอย ชื่อสามัญ Psyllium Seed, Blonde Psyllium Seed, Ispaghula Seed, Psyllium Husk, Psyllium Seed Husk (ชื่อทางการค้าเรียกว่า “ไซเลียม ฮักส์”)

เทียนเกล็ดหอย ชื่อวิทยาศาสตร์ Plantago ovata Forssk. จัดอยู่ในวงศ์เทียนเกล็ดหอย (PLANTAGINACEAE)

ลักษณะของเทียนเกล็ดหอย
เป็นพืชล้มลุก ลำต้นไม่ปรากฏ มีถิ่นกำเนิดในแถบทวีปอเมริกาเหนือ ประเทศนิวซีแลนด์ ในปัจจุบันได้แพร่กระจายพันธุ์ไปทั่วโลก ทียนเกล็ดหอยเป็นพรรณไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรงมีแขนงมาก ใบเทียนเกล็ดหอย ใบมีลักษณะแคบยาว เป็นรูปขอบขนาน ขอบใบเรียบหรือหยัก ผิวใบมีขนนุ่ม ดอกเทียนเกล็ดหอย ออกดอกเป็นช่อรูปทรงกระบอก ก้านยาว ดอกเป็นสีเขียวอมน้ำตาล ผลเทียนเกล็ดหอย ผลเป็นกระเปาะแตกได้ เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปรี รูปไข่หรือรูปไข่แกมขอบขนาน แบนคล้ายเรือ ลักษณะด้านนอกนูนด้านในเว้า ผิวมันลื่นเรียบไม่มีขน เมล็ดเป็นสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลอมชมพู เปลือกเมล็ดจะพองตัวเป็นเมือกเมื่อถูกความชื้น ผงจากเมล็ดจะเป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือสีน้ำตาลอมชมพู มีรสร้อน ขม และหอม เมื่อถูกน้ำจะพองตัวเป็นเมือกเหมือนเมล็ดแมงลัก ลักษณะเมื่อเป็นผง มีสีน้ำตาลปนชมพูอ่อน ๆ มีกลิ่นอ่อนๆ ไม่มีรสเป็นเมือกเมล็ดแป้งหายากมากรูปร่างค่อนข้างกลมมีทั้งเดี่ยวและหมู่เส้นผ่าศูนย์กลางเมล็ดเฉลี่ย 8 ไมครอน

สรรพคุณเทียนเกล็ดหอย
เป็นยาบำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง
เป็นยาบำรุงกำลังและเส้นเอ็น
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน
ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ลดไขมันในเลือด ลดการอุดตันของหลอดเลือด
ใช้เป็นยาแก้ลมวิงเวียน หน้ามืดตาลาย
ช่วยแก้คลื่นเหียน
ช่วยขับเสมหะ
เป็นยาแก้บิดเรื้อรัง
ต้านการเกิดมะเร็ง
ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
ลดความดันโลหิต
รักษาโรคริดสีดวงทวาร

การขยายพันธุ์เทียนเกล็ดหอย
โดยการเพาะเมล็ด และหน่อเล็กๆ การปลูกและการดูแล เทียนเกล็ดหอยเป็นไม้ล้มลุก เมื่อปลูกแล้ว จะมีการแตกหน่อเป็นจำนวนมากจึงอยู่ได้นาน วิธีการปลูกโดยการนำหน่อลงปลูกบนแปลงที่เตรียมไว้โดยการขุดดิน ย่อยดิน ใส่ปุ๋ยคอกผสมกับดินคลุกเคล้าให้เข้ากัน ยกร่อง ขุดหลุมลึกประมาณ 10 ซม. นำหน่อลงปลูก กลบดิน รดน้ำ ระยะปลูกประมาณ 15×20 ซม. หรือปลูกลงกระถาง…

Read More

สมุนไพรพื้นบ้าน พริกไทย เป็นพืชที่ให้คุณประโยชน์แก่มนุษย์อย่างมาก

Denny พฤษภาคม 8, 2020

สมุนไพรพื้นบ้าน พริกไทย  เป็นที่นิยมทั่วโลกในปัจจุบัน และยังสามารถเป็นสมุนไพร ที่มีสรรพคุณรักษาและบำบัดโรคได้อีกด้วย

สมุนไพรพื้นบ้าน พริกไทย

พริกไทย มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า พริกขี้นก, พริกไทยดำ, พริกไทยขาว, พริกไทยล่อน, พริกน้อย (ภาคเหนือ), พริก (ใต้) เป็นต้น

ลักษณะพริกไทย ต้นพริกไทยเป็นต้นไม้ที่มีอายุยืน จัดอยู่ในประเภทไม้เลื้อย ตามโขดหินไปตามผิวดิน บางชนิดเป็นไม้พุ่ม พบน้อยมากที่เป็นพืชล้มลุก มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ลำต้นหรือเถาเป็นข้อปล้อง ตรงข้อมักโป่งนูนออกชัดเจน ถ้าเป็นไม้เถามักพบแตกรากตามข้อ ลักษณะของใบพริกไทยจะมีสีเขียวสด ใบใหญ่คล้ายใบโพ ส่วนลักษณะของดอกพริกไทยจะมีขนาดเล็ก จะออกช่อตรงข้อของลำต้น มีลักษณะเป็นพวง ซึ่งจะมีเมล็ดกลม ๆ ติดกันอยู่เป็นพวง ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตัวแบบสลับ แผ่นใบมักมีต่อมใสหรือต่อมมีสีขนาดเล็ก ในหนึ่งต้นใบมีขนาดและลักษณะหลากหลาย ใบบนลำต้นทั้งที่เลื้อยตามผิวดินหรือเลื้อยขึ้นที่สูงมักมีรูปทรงคล้ายๆ กันในชนิดเดียวกัน ในหลายชนิดพบว่าใบบนลำต้นที่เลื้อยตามผิวดินมีลักษณะคล้ายกันมาก มีเพียงบางชนิดเท่านั้นที่ใบบนลำต้นและใบบนกิ่งมีลักษณะแตกต่างกันชัดเจนและแตกต่างจากชนิดอื่นๆ จนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการระบุชนิดได้ ใบบนกิ่งมีลักษณะต่างจากใบบนลำต้นและแตกต่างกันในแต่ละชนิด มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย บริเวณเทือกเขาทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับบ้านเราพริกไทยถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง โดยนิยมปลูกพริกไทยกันมากในจังหวัดจันทบุรี ตราด และระยอง ช่อดอกเป็นแบบช่อเชิงลด พบน้อยที่เป็นช่อเชิงลดประกอบแบบซี่ร่ม เกิดที่ข้อตรงข้ามกับใบ ดอกแยกเพศ อยู่ร่วมต้นกันโดยอยู่บนช่อดอกเดียวกัน อยู่คนละช่อดอก หรือพบทั้งสองลักษณะนี้ หรือดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่แยกต้นกัน

พริกไทยขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการปักชำ โดยตัดส่วนลำต้นที่ไม่แก่จัด ยาวประมาณ 5-7 ข้อ ปักชำไว้จนรากงอกออกมาแข็งแรง แล้วจึงนำไปปลูก โดยต้องทำค้างไว้ให้เกาะด้วย พริกไทยสามารถขึ้นได้ในดินทั่วๆ ไปที่มีการระบายน้ำได้ดี และชอบอากาศ ที่อบอุ่นและชื้น เช่น บริเวณจังหวัด จันทบุรี ระยอง และตราด

สรรพคุณพริกไทย
ขับลมในลำไส้ ขับลมในท้อง
แก้ปวดท้อง
ช่วยขับไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย
ใช้เป็นสมุนไพรลดน้ำหนัก
แก้ลมวิงเวียน
ช่วยย่อยอาหาร
แก้ลมพรรดึก (ก้อนอุจจาระที่แข็งกลม)
แก้อติสาร (โรคลงแดง)
แก้ลมจุกเสียด แก้แน่น ปวดมวนในท้อง
แก้เสมหะ แก้ไอ
บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร ขับผายลม
ช่วยให้เจริญอาหาร
ขับเหงื่อ ลดความร้อนในร่างกาย
ช่วยขับปัสสาวะ
เป็นยาอายุวัฒนะ

นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5) ปรากฏการใช้พริกไทยในยารักษาอาการโรคในระบบต่างๆของร่างกาย รวม 2 ตำรับ คือ
1. ยารักษากลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหาร ปรากฏตำรับ “ยาประสะกานพลู” มีส่วนประกอบของพริกไทยร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ
2. ยารักษากลุ่มอาการทางสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ปรากฏตำรับ “ยาประสะไพล” มีส่วนประกอบของพริกไทย ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ ใช้ในสตรีที่ระดูมาไม่สม่ำเสมอ หรือมาน้อยกว่าปกติ
ตำรายาไทยพริกไทยจัดอยู่ใน “พิกัดตรีกฎุก” แปลว่าของที่มีรสร้อน 3 อย่าง เป็นพิกัดยาที่ประกอบด้วยเครื่องยา 3 อย่าง ในปริมาณเสมอกันคือ เมล็ดพริกไทย เหง้าขิงแห้ง และดอกดีปลี มีสรรพคุณแก้โรคที่เกิดจากวาตะ(ลม) เสมหะ และปิตตะ(ดี) ในกองธาตุ กองฤดู กองอายุ และกองสมุฏฐาน “พิกัดตัวยาเผ็ดร้อน 6 ชนิด” คือการจำกัดจำนวนตัวยาเผ็ดร้อน 6 ชนิด คือ พริกไทย ดีปลี ผลผักชีลา ใบแมงลัก ผลกระวาน ใบโหระพา มีสรรพคุณแก้ลมจุกเสียด ช้ำบวม ช่วยย่อยอาหาร
พริกไทยใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญในยาแผนโบราณของจีนและอินเดีย ใช้แก้หวัด ปวดท้อง ท้องเสีย ปวดประจำเดือน คลื่นไส้ อาหารไม่ย่อย
ยังมีอีกพิกัดหนึ่งคือ ตรีวาตผล เป็นพิกัดของยาที่มีสรรพคุณแก้ลม ประกอบด้วย ลูกสะค้าน เหง้าข่า และรากพริกไทย ใช้แก้ในกองลม แก้แน่นในทรวงอก แก้เสมหะ แก้เลือด บำรุงไฟธาตุ สรรพคุณที่เด่นที่สุดของพริกไทยก็คือ เป็นยาอายุวัฒนะ ดังปรากฏอยู่ในตำรับยาอายุวัฒนะโบราณของไทยที่รู้จักกันแพร่หลาย เช่น ตำรับยาวิเศษ ที่มาแต่เมืองพิษณุโลกตอนหนึ่งว่า “ถ้าจะให้เจริญอายุ ให้เอาเหงือกปลาหมอ ๒ ส่วน พริกไทย ๑ ส่วน ตำเป็นผงละลายน้ำกินทุกวัน ถ้ากินได้ ๑ เดือนจะหมดโรค และมีสติปัญญานักแล…” อีกตำรับหนึ่งเป็นตำรายาพิเศษของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ พระมหาสมณเจ้า ชื่อยา “ไม่แก่เดินคล่อง” บอกสรรพคุณว่ากินแล้วไม่แก่เฒ่า อายุ ๗๕ ปี ยังเดินขึ้นเขาได้สบาย และยังมีบุตรได้ เป็นต้น ยาขนานนี้ประกอบด้วย ทิ้งถ่อน ตะโกนา บอระเพ็ด แห้วหมู เมล็ดข่อย พริกไทย และน้ำผึ้ง นับเป็นตำรับยาอายุวัฒนะที่รู้จักแพร่หลายที่สุดในประเทศไทยปัจจุบัน
ประโยชน์ในการลดความอ้วน ปัจจุบันได้มีผลการวิจัย จากประเทศสหรัฐอเมริกา ยืนว่าพริกไทยดำ สามารถลดความอ้วนได้จริง และสามารถลดน้ำหนัก ได้อย่างดีเยี่ยม เนื่องจาก ในพริกไทยดำ มีส่วนประกอบของสาร “ไพเพอร์รีน” ที่มีคุณสมบัติ ในการต่อต้านความอ้วน พริกไทยดำ มีจุดเด่นในเรื่องของ ความฉุน และรสชาติที่เผ็ดร้อน ช่วยในการควบคุม การก่อตัวของเซลล์ไขมันใหม่ให้ลดลง พร้อมกับทำลายเซลล์ไขมันเก่า ที่สะสมอยู่ภายในร่างกาย ให้มีจำนวนลดลง และกลับมาอ้วนได้ยากขึ้น และเข้าไปกระตุ้น การหลั่งของกรด ในกระเพาะอาหาร ทำให้ร่างกาย เผาผลาญพลังงาน ที่ได้รับจาการรับประทานอาหาร ไปใช้ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ทำให้ไม่เกิดการสะสมของไขมัน ซึ่งเป็นสำเหตุสำคัญ ที่ทำให้เกิดความอ้วน
1. โดยจะนำมาทำ เป็นส่วนผสมของยาลด หรืออาหารเสริมลดน้ำหนัก มักนิยมนำพริกไทย มาป่นให้ละเอียด และผสมกับสมุนไพรตัวอื่น แล้วบรรจุลงแคปซูล หรืออัดเป็นเม็ด
2. นำน้ำมันพริกไทยดำ มาผสมกับครีม หรือนำพริกไทยป่นมาผสมกับ น้ำมันมะกอก แล้วเอามาทา หรือนวดวน ๆ ที่บริเวณต้นแขน ต้นขา จุดที่เป็นเปลือกส้ม ไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่าจุดนั้นเริ่มร้อน

สรรพคุณด้านอาหารของพริกไทย
ผลและเมล็ดพริกไทยมีรสเผ็ดร้อน ใช้ปรุงรสได้ทั้งอ่อนและแก่ แกงที่ใช้พริกไทยเป็นองค์ประกอบมีหลายชนิด เช่น แกงเผ็ด ฉู่ฉี่ แกงกะหรี่ แกงเลียง ทอดมัน ผัด โจ๊ก ข้าวผัด เป็นต้น…

Read More

สมุนไพรพื้นบ้าน บุก เป็นพรรณไม้ล้มลุกที่มีอายุหลาย ลำต้นแทงขึ้นมาจากหัวใต้ดิน

Denny พฤษภาคม 7, 2020

สมุนไพรพื้นบ้าน บุก ช่วยลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

สมุนไพรพื้นบ้าน บุก 

บุก (Amorphophallus spp.) มีชื่อสามัญว่า Konjac (คอนจัค) ในไทยจะใช้บุกที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amorphophallus paeoniifolius (Dennst.) Nicolson หรือที่เราเรียกว่า “บุกคางคก” ซึ่งเป็นพืชวงศ์เดียวกันกับบุกชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amorphophallus konjac K.Koch แต่ต่างพันธุ์กัน ซึ่งมีคุณสมบัติและสรรพคุณทางยาที่ใกล้เคียงกัน และสามารถนำมาใช้แทนกันได้

บุกเป็นพืชหัว เริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อประมาณ 100 กว่าปีมาแล้วโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวอิตาลี Odoardo Beccari ได้ค้นพบพืชในสกุลบุกชนิดหนึ่ง คือ Amophophallus titanium (Becc.) Ex Arcang. ในป่าของประเทศอินโดนีเซียด้วยขนาดดอกที่ใหญ่มหึมาและลักษณะรูปพรรณสัณฐาน สีสันสวยงาม แปลตาได้ปลุกเร้าความสนใจของนักพฤกษศาสตร์ และคนทั่วไปให้หันมาศึกษาค้นคว้า และให้ความสำคัญกับพืชนี้มากขึ้น และได้ขนานนามดอกไม้ขนาดยักษ์นี้ว่า “ดอกไม้มหัศจรรย์” สายพันธุ์บุกในโลกมีไม่ต่ำกว่า 90 ชนิด ซึ่งในการที่จะเลือกว่าบุกชนิดใดสามารถนำมารับประทานได้หรือไม่นั้น มีวิธีการที่สังเกตที่ชาวบ้านนิยมใช้และบอกต่อๆกันมา คือ สังเกตดูที่ลำต้น โดยบุกที่กินได้นั้นจะมีลักษณะลำค้นมีผิวเรียบเกลี้ยงไม่ขรุขระหรือเป็นหนามสำหรับบุกชนิดที่กินลำต้นและดอกอ่อนจำมีลำต้นขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 50 ซม. ส่วนบุกที่กินหัวใต้ดิน จะมีลำต้นที่ใหญ่สูงมากกว่า 1 เมตรขึ้นไป สังเกตดูลักษณะของหัว โดยบุกที่กินลำต้นและดอกส่วนใหญ่ หัวจะยาวคล้ายหัวผักกาด หรือเป็นทรงกระบอก หรือคล้ายหัวมันแกว ส่วนชนิดที่กินหัวใต้ดินจะเป็นหัวกลมผิวเรียบ สังเกตดูสีของเนื้อในหัว โดยบุกที่กินได้เนื้อจะมีสีขาวอมเหลือง สีขาวอมชมพู สีขาวอมม่วง
ในการวิจัยบุกในปัจจุบันพบว่า เมื่อเรารับประทานบุกที่มีกลูโคแมนแนน ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง กลูโคแมนแนน จะดูดน้ำที่มีมากในกระเพาะอาหารของเรา แล้วเกิดการพองตัวจนทำให้เรารู้สึกอิ่มอาหารได้เร็วและอิ่มได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เรารับประทานได้น้อยลงกว่าปกติด้วย อีกทางกลูโคแมนแนน จากบุกก็มีพลังงานต่ำมาก กลูโคแมนแนน จึงช่วยในการควบคุมน้ำหนักและเป็นอาหารของผู้ที่ต้องการลดความอ้วนได้เป็นอย่างดี…

Read More

สมุนไพรพื้นบ้าน เจียวกู่หลาน ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

Denny พฤษภาคม 5, 2020

สมุนไพรพื้นบ้าน เจียวกู่หลาน  มีฤทธิ์ยับยั้ง gnzyme HIV protease ทำให้เชื้อไวรัส HIV ไม่เพิ่มจำนวนขึ้น

สมุนไพรพื้นบ้าน เจียวกู่หลาน

สมุนไพรเจียวกู่หลาน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ปัญจขันธ์ เบญจขันธ์ (ไทย), เครือต๋อมต๋อ (ไทใหญ่), ชีเย่ต่าน เสี่ยวขู่เอี้ยว เจียวกู่หลาน (จีนกลาง) คำว่า “เจียวกู่หลาน” มาจากภาษาจีนที่หมายความถึงพืชเถาที่พันรอบไม้ใหญ่ แต่ด้วยความที่สมุนไพรชนิดนี้มีสรรพคุณในการบำรุงสุขภาพและรักษาอาการป่วยต่าง ๆ ได้หลายอย่าง ชาวจีนจึงเรียกว่าเจียวกู่หลานว่า “ซียันเช่า” ซึ่งมีความหมายว่าสมุนไพรแห่งชีวิตอมตะ ส่วนชาวญี่ปุ่นจะเรียกว่า “อะมาซาซูรู” ที่มีความหมายว่า ชาหวานจากเถา

ลักษณะของเจียวกู่หลาน
จัดอยู่พรรณไม้ล้มลุกตระกูลหญ้าแบบเถาเลื้อย มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ในบริเวณที่มีภูมิประเทศเป็นป่าเขาที่มีความสูงระดับ 3 เลื้อยไปตามพื้นหรือเลื้อยพันกับพืชชนิดอื่น ๆ ขยายพันธุด้วยวิธีการเพาะเมล็ด การปักชำ และวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช มักขึ้นตามที่ชื้นแฉะ ริมทางน้ำไหล หรืออาจพบขึ้นบนหินปูน มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ในบริเวณภูมิประเทศที่เป็นป่าเขาที่มีความสูง และมีการปลูกเจียวกู่หลานกระจายไปยังประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบตามธรรมชาติที่ดอยอินทนนท์ และมีการนำมาปลูกทางภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ปัจจุบันมีเกษตรกรปลูกเป็นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ชัยภูมิ จันทบุรีและนครราชสีมา เพราะมีสภาพพื้นที่รวมถึงสภาพอากาศเหมาะสมกับการปลูก โดยเจียวกู่หลานนั้นเจริญเติบโตได้ดีในที่ร่มและชอบดินร่วนปนทรายที่เป็นกรดอ่อนมีค่า PHอยู่ในช่วง 5.5 – 6.5 สามารถระบายน้ำได้ดีหน้าดินอุ้มน้ำ พบได้ในประเทศอินเดีย เนปาล จีน พม่า ลาว เกาหลี และญี่ปุ่น ส่วนในประเทศไทยสมุนไพรชนิดนี้สามารถปลูกได้ดี ปัจจุบันมีการปลูกที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ยังไม่แพร่หลาย

สรรพคุณเจียวกู่หลาน
ช่วยลดโคเลสเตอรรอลชนิด LDL และรักษาสมดุลในการเกิดของไขมัน HDL
ลดความเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน
ช่วยทำให้เกิดกระบวนการเผาผลาญไขมันได้ดี
ช่วยปรับความสมดุลของระบบความดันโลหิต
ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้
ช่วยชะลอความเสื่อมโทรมของเซลล์ในร่างกาย
ต้านการเกิดอนุมูลอิสระ
ช่วยต้านการอักเสบ แก้ปวด ปวดศีรษะไมเกรน
ขับเสมหะ แก้ไอ
ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และลดอาการแพ้
รักษาแผลในกระเพาะอาหาร
ยับยั้งการเติบโตของเนื้องอกและมะเร็ง
ช่วยการทำงานของระบบกล้ามเนื้อหัวใจและระบบการไหลเวียนของโลหิต
เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเซลล์ เสริมสร้างเซลล์ไขกระดูกและเม็ดเลือดขาว
ช่วยลดอาการผมหงอก ผมร่วง
ช่วยเพิ่มปริมาณเชื้ออสุจิ
มีฤทธิ์ยับยั้ง gnzyme HIV protease ทำให้เชื้อไวรัส HIV ไม่เพิ่มจำนวนขึ้น
ลดภาวการณ์เกิดพิษเรื้อรังที่ตับ และลดการเกิด fibrosis
ช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพต่อการสั่งงานของสมอง ช่วยลดปัญหาความจำเสื่อมได้
ช่วยในการบำรุงสายตา
มีสารช่วยบำรุงร่างกาย…

Read More

สมุนไพรไทย ต้นกระทุ่ม จัดเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบหรือไม่ผลัดขนาดกลางถึงขนาดใหญ่

Denny พฤษภาคม 4, 2020

สมุนไพรไทย ต้นกระทุ่ม  นิยมปลูกเป็นสวนป่าเพื่อการใช้สอย เพราะเนื้อไม้ของกระทุ่มมีความละเอียด

สมุนไพรไทย ต้นกระทุ่ม

จัดเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบหรือไม่ผลัดขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ชนิดนี้พบขึ้นตามป่าดิบ ป่าเบญจ-พรรณทุกภาคของประเทศไทย โดยจะขึ้นในที่ชุ่มชื้นใกล้น้ำ ที่เสนอในคอลัมน์วันนี้ ใบและเปลือกต้น มีแอลคาลอยด์หลายชนิด มีการนำแอลคาลอยด์บางชนิดไปศึกษาฤทธิ์ทางยากับหนูขาว พบว่าสามารถลดความดันโลหิตได้และออกฤทธิ์ได้นาน อินเดีย ใช้เปลือกต้นต้มน้ำดื่มแก้ไข้ แก้ปวดมดลูก แก้โรคลำไส้ และอมกลั้วคอแก้อาการอักเสบของเยื่อเมือกในปาก ผลเป็น ยาฝาดสมานในโรคท้องร่วง

สรรพคุณ
ไม้กระทุ่มมีเนื้อไม้ที่ละเอียด สีเหลืองหรือสีขาว สามารถนำมาใช้ทำพื้นและฝาที่ใช้งานร่ม หรือนำมาใช้ทำกล่อง ทำอุปกรณ์หรือสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่มีน้ำหนักเบา และยังสามารถนำมาใช้ทำเป็นเยื่อกระดาษได้อีกด้วย
ในประเทศจีนและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะนิยมปลูกเป็นสวนป่าเพื่อการใช้สอย ส่วนในประเทศไทยกำลังได้รับความนิยมเป็นไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ ให้ผลตอบแทนเร็ว เนื่องจากเป็นไม้โตเร็ว (นิยมเรียกว่าต้นตะกู หรือตะกูยักษ์
ช่วยลดความดันโลหิต (ใบและเปลือก)
ใบและเปลือกต้นใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ไข้ (ใบและเปลือกต้น)
น้ำต้มจากใบและเปลือกต้น ใช้อมกลั้วคอแก้อาการอักเสบของเยื่อเมือกในปาก (ใบและเปลือกต้น)
ใช้เป็นยารักษาโรคในลำไส้ ด้วยการใช้ใบและเปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำเป็นยากิน (ใบและเปลือกต้น)
ผลใช้เป็นยาฝาดสมานในโรคท้องร่วง (ผล)
ช่วยแก้อาการปวดมดลูก ด้วยการใช้ใบและเปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยา (ใบและเปลือกต้น)
ข้อมูลจากฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาอุบลราชธานี ระบุไว้ว่าในส่วนรากใช้ฝนหรือต้มรับประทานเป็นยาเย็นช่วยดับพิษไข้ทั้งปวง แก้ตัวร้อน ช่วยดับพิษวัณโรค และดับพิษตานซางในเด็ก[5] (ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าสรรพคุณดังกล่าวเป็นของต้นกระทุ่ม (Anthocephalus chinensis (Lam.) A.Rich ex Walp.) หรือต้นกระทุ่มหูกวาง (Neonauclea purpurea (Roxb.) Merr.) เพราะทั้ง 2 ชนิดนี้ตามหนังสืออนุกรมวิธานพืชระบุไว้ว่าเป็นคนละชนิด แต่ก็มีบางข้อมูลระบุว่าทั้งสองคือชนิดเดียวกัน)…

Read More

สมุนไพร กระแตไต่ไม้ เป็นไม้ล้มลุกประเภทเฟิร์น สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ

Denny พฤษภาคม 3, 2020

สมุนไพร กระแตไต่ไม้ นิยมนำมาใช้ปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับตกแต่ง เพราะใบมีความสวยงาม

สมุนไพร กระแตไต่ไม้

ลักษณะกระแตไต่ไม้
จัดเป็นไม้ล้มลุกจำพวกเฟิร์นที่เลื้อยเกาะอยู่บนต้นไม้หรือตามก้อนโขดหิน ในที่ที่มีร่มเงาหรือแสงแดด หรือตามชายป่า เป็นไม้ล้มลุกประเภทเฟิร์น สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ อาจจะพบขึ้นตามต้นไม้ ตามโขดหิน ตามป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น ป่าดิบเขา และป่าพรุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับความสูงต่ำๆ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เหง้าหรือสปอร์ นิยมนำมาใช้ปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับตกแต่ง เพราะใบมีความสวยงาม คนไทยโบราณเชื่อกันว่าว่านกระแตไต่ไม้นั้นเป็นว่านทางด้านเมตตามหานิยม สำหรับผู้ที่ทำงานด้านการค้าขาย จะทำให้ซื้อง่ายขายคล่องขึ้น นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณทางยาที่สำคัญ

สรรพคุณ
เหง้าใช้ต้มกับน้ำดื่ม ช่วยรักษามะเร็งในปอด และช่วยรักษาปอดพิการ
เหง้าใช้ผสมกับหัวยาข้าวเย็น ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้หอบหืด
ขนจากเหง้า นำมาบดให้ละเอียด แล้วใช้สูบแก้อาการหืด
รากและแก่นนำมาต้มน้ำดื่มและนำมาใช้อาบ มีสรรพคุณช่วยแก้ซาง
ใบ นำมาผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น ใช้ต้มกับน้ำอาบ แก้ไข้สูง
ใช้เหง้าต้มน้ำดื่มหรือใช้ฝนกับน้ำดื่ม ช่วยแก้อาการกระหายน้ำได้
เหง้ากินได้สดๆ โดยใช้เนื้อสีขาว ที่เอาขนออกแล้ว นำมาฝานตากแดดแล้วนำมาบด มีสรรพคุณช่วยแก้อาการปวดประดงเลือด
ใช้เหง้านำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือนำมาใช้ฝนกับน้ำดื่ม ช่วยแก้ริดสีดวงจมูก
ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้ปัสสาวะพิการและกระปริกระปรอย ขับระดูขาว แก้เบาหวาน แก้ไตพิการ เป็นยาคุมธาตุ ยาเบื่อพยาธิ ยาเบื่อพยาธิ ขับพยาธิ นำเหง้ามาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
รักษาแผลพุพอง แผลเนื้อร้าย นำเหง้ามาฝนกับน้ำแล้วพอกบริเวณที่เป็นแผล
แก้แผลเรื้อรังและแผลพุพอง นำใบมาตำแล้วพอกบริเวณที่เป็นแผล
แก้บวม นำใบมาต้มกับน้ำอาบ
รักษาอาการไม่สบาย มีอาการอ่อนเพลียของสตรีขณะอยู่ไฟในช่วงหลังคลอดบุตร นำใบมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน…

Read More

สมุนไพร กระดอม มีถิ่นกำเนิดในแถบเขตร้อนของเอเชียใต้

Denny พฤษภาคม 2, 2020

สมุนไพร กระดอม  ผลของกระดอมสามารถนำมารับประทานได้ นิยมนำมาใช้ทำแกงที่เรียกว่าแกงป่าหรือแกงคั่ว

สมุนไพร กระดอม

ลักษณะของกระดอม
จัดเป็นไม้เถาเลื้อยลำต้นและมีมือเกาะ มีขน และลำต้นมักเป็นห้าเหลี่ยม มักขึ้นทั่วไปตามที่รกร้าง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพดินฟ้าอากาศ ชอบดินร่วนและระบายน้ำได้ดี ผลของกระดอมสามารถนำมารับประทานได้ นิยมนำมาใช้ทำแกงที่เรียกว่าแกงป่าหรือแกงคั่ว หรือจะนำมาใช้ลวกจิ้มกินกับน้ำพริกก็ได้แต่ผลแก่หรือผลสุกที่เริ่มเป็นสีส้นหรือสีแดง ห้ามรับประทานเพราะมีพิษ สำหรับสรรพคุณทางยานั้นตามตำรายาไทยระบุว่า กระดอมมีรสขมจัด สรรพคุณบำรุงน้ำดี แก้ดีแห้ง ดีฝ่อ ดีเดือด ช่วยให้เจริญอาหาร ทำให้โลหิตเย็นดับพิษโลหิต บำรุงมดลูกหลังแท้งหรือคลอดบุตร แก้มดลูกอักเสบ และแก้ไข้
กระดอมมีถิ่นกำเนิดในแถบเขตร้อนของเอเชียใต้ เช่น อินเดีย , ศรีลังกา แล้วมีการแพร่กระจายพันธุ์ไปสู่เขตร้อนของภูมิภาคอินโดจีน ในประเทศบังคลาเทศ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยนั้น สามารถพบได้ตามที่รกร้างหรือชายป่าทั่วทุกภาคของประเทศโดยเฉพาะทางภาคเหนือที่นิยมนำมารับประทานเป็นอาหาร

สรรพคุณของกระดอม
ผลใช้ต้มน้ำดื่มช่วยบำรุงโลหิต (ผล)
เมล็ดใช้เป็นยาบำรุงธาตุในร่างกาย (เมล็ด) หรือจะใช้รากก็ได้เช่นกัน
ช่วยดับพิษโลหิต (ผลอ่อน) บางข้อมูลระบุว่าใช้รากก็ได้
ช่วยดับพิษร้อนภายในร่างกาย[1] ช่วยทำให้โลหิตเย็น (ผลอ่อน)
ช่วยแก้ไข้ แก้ไข้จับสั่น ด้วยการใช้ผลแห้งประมาณ 15-16 ผล (หนักประมาณ 10 กรัม) นำมาต้มกับน้ำพอประมาณ แล้วเคี่ยวน้ำให้เหลือ 1 ใน 3 แล้วเอามาดื่มก่อนอาหารช่วงเช้าและเย็น หรือในช่วงที่มีอาการไข้ (ผลอ่อน) บางข้อมูลระบุว่ารากก็มีสรรพคุณแก้ไข้ได้เช่นกัน…

Read More