จำปา สามารถนำมาใช้ประโยชนืทางสมุนไพร ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ดอก เปลือก ราก

Denny กันยายน 8, 2020

จำปา  เป็นยาถ่าย ทำให้ประจำเดือนมาปกติ รักษาโรคปวดตามข้อ ขับน้ำคาวปลา ช่วยขับเลือดเน่าเสีย

จำปา ( Champaca ) ชื่อวิทยาศาสตร์ของต้นจำปาเป็นMagnolia champaca (L.) Baill. ex Pierre สมุนไพร ไม้ยืนต้น ดอกจำปามีกลิ่นหอมยวนใจ ดอกงาม ประโยชน์ที่ได้รับมาจากจำปา คุณประโยชน์ของจำปา ช่วยบำรุงรักษาเลือด บำรุงประสาท บำรุงหัวใจ ขับเสลด แก้มึนหัว ต้นจำปาเป็นอย่างไร

ต้นจำปา สมุนไพร ไม้ยืนต้น เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม ดอกงาม คุณประโยชน์ ช่วยบำรุงเลือด บำรุงระบบประสาท บำรุงหัวใจ ขับเสลด ขับปัสาวะ เป็นยาระบาย แก้วิงเวียน แก้คลื่นไส้ ต้นจำปา เป็นพืชที่มีถิ่นเกิดที่เมืองจีน ประเทศอินเดีย ไทย มาเลเซีย และก็ อินโดนีเซีย เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สามารถนำมาใช้ผลดีจากไม้ได้

ประโยชน์ที่ได้รับมาจากต้นจำปา
ดอกจำปา มีกลิ่นหอมเอามาแต่งกลิ่นของของกิน
ดอกจำปามีสีงามและก็มีกลิ่นหอมหวน นิยมเอามาประดับประดาตกแต่ง เพิ่มความงดงามฅ
ต้นจำปาฯลฯไม้ขนาดใหญ่ สามารถใช่ให้ร่มเงาเจริญ
ดอกจำปามีกลิ่นหอม สามารถเอามาสกัดน้ำมันดอกจำปา เพื่อเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางค์ต่างๆ
แก่นไม้ต้นจำปา สามารถเอามาทำบ้าน เครื่องเรือน หีบ ห่อ เรือ ฯลฯ
จะมองเห็นได้ว่าต้นจำปาเป็นประโยชน์ พวกเรามาทำความรู้จักต้นจำปากันว่า เป็นยังไง ต้นจำปา ภาษาอังกฤษ เรียก Champaca ชื่อวิทยาศาสตร์ของต้นจำปาหมายถึงMagnolia champaca (L.) Baill. ex Pierre ชื่อเรียกอื่นๆของต้นจำปา อย่างเช่น จำปาเขา, จำปาทองคำ, จำปาป่า, จุ๋มพ่อ, จำปากอ, มณฑาภูเขา ฯลฯ

ลักษณะของต้นจำปา
ต้นจำปา เป็นไม้ที่โล่งแจ้ง อยากน้ำในระดับปานกลาง รังเกียจที่น้ำนอง ถูกใจดินร่วนซุย โปร่ง ต้นจำปาสูงโดยประมาณ 30 เมตร ลำต้นตั้งชัน มีแตกก้านมากมาย เปลือกของลำต้นมีสีเทา เปลือกมีกลิ่นแรง ใบของต้นจำปา เป็นใบผู้เดียว ทรงรี ปลายใบแหลม ใบบาง มีขน สีเขียว ดอกของต้นจำปา เป็นดอกลำพัง สีเหลือง ดอกออกที่ซอกใบ ผลของต้นจำปา รูปแบบของผลกลม ขนาด 1 ซม.

การขยายพันธุ์ของจำปา
ต้นจำปาสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วย การเพาะเม็ด การทาบกิ่ง แล้วก็การทำหมันกิ่ง แม้กระนั้นการเพาะเม็ดจะง่ายกว่า ด้วยเหตุว่า ลำต้นจะตั้งชัน ระบบรากจะแข็งแรง โตเร็ว ต้นจำปาถูกใจดินร่วนซุยที่ระบายน้ำเจริญ ถูกใจแสงตะวัน

สรรพคุณของต้นจำปา
ต้นจำปา สามารถนำมาใช้ประโยชนืทางสมุนไพร ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ดอก เปลือก ราก ไม้ ซึ่งเนื้อหาของสรรพคุณของจำปา ด้านสมุนไพร และก็การรักษาโรค มีดังนี้
ใบของต้นจำปา แก้โรคเส้นประสาททุพพลภาพ แก้ป่วงของเด็กแรกคลอด แก้ไอ รักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบ
ดอกของต้นจำปา ช่วยทำนุบำรุงธาตุ ช่วยทำนุบำรุงประสาท แก้วิงเวียนหัว ลดอาการหมดแรง รักษาอาการหน้ามืด บำรุงหัวใจ กระจัดกระจายเลือด ช่วยแก้อาการปวดหัว รักษาอาการคลื้นไส้ ทุเลาอาการอักเสบ ช่วยขับลม ช่วยขับเยี่ยว ช่วยแก้โรคไต ช่วยรักษาโรคขี้เรื้อน ช่วยรักษาโรคปวดตามข้อ ช่วยยับยั้งอาการเกร็ง
เปลือกต้นของต้นจำปา ช่วยแก้คอแห้งผาก ฝาดสมาน ลดไข้
รากของต้นจำปา เป็นยาถ่าย ทำให้เมนส์มาธรรมดา รักษาโรคปวดตามข้อ ขับน้ำคร่ำ ช่วยขับเลือดบูดเน่า
ผลของต้นจำปา ช่วยทำนุบำรุงธาตุ รักษาอาการคลื้นไส้ ขับฉี่ ช่วยรักษาแผลที่เท้า
เม็ดของต้นจำปา ช่วยบำรุงรักษาธาตุ รักษาอาการคลื้นไส้ ขับฉี่ ช่วยรักษาแผลที่เท้า
แก่นไม้ของต้นจำปา บำรุงเลือด ช่วยรักษาโรคโรคเรื้อน ช่วยบำรุงรักษารอบเดือนของสตรี
เปลือกของรากต้นจำปา เป็นยาระบาย ช่วยขับพยาธิ

Read More

กุยช่าย ช่วยบำรุงกระดูก กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ แก้ปัญหาการหลั่งเร็วในเพศชาย

Denny กันยายน 6, 2020

กุยช่าย  ช่วยรักษาอาการท้องเสีย ช่วยแก้โรคนิ่ว ช่วยแก้อาการตกขาวของสตรี

ชื่อวิทยาศาสตร์ของเป็นAllium tuberosum Rottler ex Spreng. สมุนไพร ผักสวนครัว ต้นกุยช่ายคืออะไร ค่าทางโภชนาการของใบกุยช่าย สรรพคุณของกุยช่าย ประโยชน์ของกุยช่าย ตัวอย่างเช่น มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันมะเร็ง บำรุงไต กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ จำพวกของกุยช่าย ดังเช่นว่า กุยช่ายขาว กุยช่ายเขียว

ต้นเป็นพืชสมุนไพร ในครอบครัว นิยมนำใบและก็ดอกกุยช่ายมาทำอาหาร สรรพคุณของกุยช่าย เช่น รักษาหวัด บำรุงกระดูก แก้ผื่นคัน แก้อาการท้องอืด บำรุงไต บำรุงกำหนัด กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ที่รู้จักกันในตลาด มี กุยช่ายขาว และก็กุยช่ายเขียว ซึ่งเป็นพืชประเภทเดียวกัน แม้กระนั้นเคล็ดวิธีด้านการสร้างพืช ทำให้ใบกุยช่ายสามารถเป็นสีขาวได้ ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันมะเร็งได้ วันนี้พวกเราจะมาทำความรู้จักกับสมุนไพร ชื่อ กุยช่าย กัน

นิยมนำใบมาทำเป็นองค์ประกอบของของกิน แบบอย่างของกินเมนูกุยช่าย อาทิเช่น ผัดเต้าหู้ ผัดหมูกรอบ ผัดหมี่ซั่ว ผัดหมีประเทศฮ่องกง ฯลฯ กุยช่ายเป็นพืชที่มีถิ่นเกิดในประเทศแถบทวีปเอเชียทิศตะวันออก แถบแนวเขาหิมาลัย อินเดีย จีน รวมทั้งญี่ปุ่น ฯลฯ กุยช่าย ภาษาอังกฤษ เรียก Garlic chives กุยช่าย มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Allium tuberosum Rottler ex Spreng. เป็นพืชเชื้อสายเดียวกันกับพลับพลึง สำหรับกุยช่ายมีชื่อเรียกอื่นๆอย่างเช่น ผักไม้กวาด, ผักแป้น, เราไฉ่ ฯลฯ

ลักษณะ
ต้น เป็นพืชตระกูบล้มลุก ความสูงของต้นราวไม่เกิน 45 ซม. มีเหง้าเล็กๆแล้วก็แตกกอ รูปแบบของต้นกุ่ยฉ่าย มีดังนี้
ใบของ เป็นใบแบน แล้วก็ยาว ขึ้นที่โคนต้นราวกับต้นหญ้า
ดอกของ จะออกเป็นช่อ มีดอกสีขาว มีกลิ่นหอม
ก้านของช่อดอก มีความยาวราว 45 ซม.
ผลของ มีลักษณะกลม เม็ดของ มีสีน้ำตาล ลักษณะแบน
คุณค่าทางโภชนาการของ

สรรพคุณของ
สำหรับ ประโยชน์ของ ด้านการรักษาโรคต่างๆนั้่น สามารถใช้ตั้งแต่ ต้น ใบ ราก เม็ด ดอก เนื้อหาของ สรรพคุณของมีดังนี้
ใบ ช่วยบำรุงกระดูก กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ แก้ปัญหาการหลั่งเร็วในผู้ชาย เพิ่มความสามารถทางเพศ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยปกป้องมะเร็ง ช่วยลดความดัน รักษาโรคความดันโลหิตสูง รักษาโรคเบาหวาน ช่วยรักษาโรคหูน้ำหนวก เป็นยาแก้หวัด แก้อ้วก แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลมในกระเพาะ ช่วยรักษาแผลริดสีดวงทวาร ช่วยแก้โรคนิ่ว รักษาหนองในได้ บำรุงไต แก้พิษแมลงกัดต่อย รักษาช้ำเลือด รักษาอาการฟกช้ำ รักษาแผลเป็นหนอง บำรุงนม ช่วยลดอักเสบ
รากช่วยแก้อาการเลือดกำเดาไหล แก้อาการอ้วก มีฤทธิ์สำหรับในการช่วยห้ามเหงื่อ ช่วยแก้อาการแน่นหน้าอก ช่วยแก้อาการฉี่ขัด
เม็ดของ ช่วยอุดฟัน ป้องกันฟันผุ ช่วยขับพยาธิ ช่วยขับเยี่ยว เป็นยาฆ่าแมลง
ช่วยแก้อ้วก ด้วยการใช้ต้นเอามาคั้นมัวแต่น้ำผสมกับเกลือนิดหน่อย หรือจะผสมกับน้ำขิงสักนิดหน่อยอุ่นให้
ต้นช่วยรักษาอาการท้องร่วง ช่วยแก้โรคนิ่ว ช่วยแก้อาการตกขาวของสตรี รักษาโรคโรคหนองใน บำรุงนม ลดอาการอักเสบ
ข้อควรระวังสำหรับการบริโภค

มีคุณประโยชน์ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ถ้าเกิดกินมากจนเกินไปจะมีผลให้ตัวร้อน รวมทั้งร้อนในได้
ไม่สมควรดื่มสุรา ร่วมกับ ด้วยเหตุว่าทให้ร่างกายร้อนขึ้น แล้วก็เหล้าก็มีฤทธิ์ร้อนเหมือนกัน บางทีอาจเป็นพิษต่อสุขภาพได้
กระตุ้นการทำงานของระบบไส้ ถ้าเกิดมีอาการท้องร่วง หรือเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ไม่สมควรกิน
แก่ จะมีกากใยอาหารมากมาย ในการกินจะมีผลให้ระบบไส้ ทำงานหนักมากขึ้น…

Read More

กวาวเครือขาว เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยบำรุงกำลัง สำหรับผู้ที่มีอายุมาก สามารถรับประทานได้ทั้ง ชายและหญิง

Denny กันยายน 5, 2020

กวาวเครือขาว  มี ป้องกันโรคมะเร็งเต้านม และ โรคมะเร็งมดลูก

ต้นกวาวเครือขาว สมุนไพร ขึ้นชื่อเรื่อง เพิ่มขนาดทรวงอก ทำให้นมโต และ เพิ่มพลัง สำหรับผู้ชาย เรียกว่าเป็น สมุนไพรเพิ่มความสามารถทางเพศ เลยก็ว่าได้ แม้กระนั้นในการใช้ กวาวเครือ นั้น มีข้อห้าอยู่ ในเรื่องของปริมาณการบริโภค ให้ใช้ได้เพียงวันละเท่าเม็ดพริกไทย ดังนั้น วันนี้เรามา ทำความรู้จักกับกวาวเครือ กัน ว่า เป็นยังไง สรรพคุณของกวาวเครือ การใช้กวาวเครือ

กวาวเครือขาว ภาษาอังกฤษ เรียก Pueraria mirifica กวาวเครือขาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Pueraria candollei var. mirifica ( Airy Shaw & Suvat. ) Niyomdham เป็น พืชเชื้อสายเดียวกันกับถั่ว ชื่อเรียกอื่นๆของกวาวเครือขาว อาทิเช่น ตัวอย่างเช่น กวาว , กวาวหัว , กวาวเครือ , เครือขาว , จานเครือ , ตานเครือ , ทองนอกรือ , ทองคำกวาว , จอมทองคำ , ตานจอมทองคำ , โพ้ต้น รวมทั้ง โพะตะข้า ฯลฯ

สำหรับ กวาวเครือขาว นั้น เป็น สมุนไพร ที่ มีประโยชน์สำหรับเพศหญิง มหาศาล ช่วยกระตุ้นฮอร์โมนเพศหญิง ช่วยให้อกเต่งตึง แต่ว่าสำหรับเพศชาย นั้นก็สามารถกินได้ ช่วยทำให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย ถือเป็น ยาอายุวัฒนะ

ต้นกวาวเครือ นั้น ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดให้ กราวเกรียวเครือขาว เป็นตัวยาประเภทหนึ่ง ใน ตำรับยาบำรุงร่างกาย แล้วก็ได้รับอนุญาตให้ขึ้นบัญชีเป็น ตำรับยาแผนโบราณ และก็ เป็นยาสามัญประจำบ้าน สามารถกินได้ โดยไม่ต้องมีใบสั่งจากหมอ แต่ว่า การกินกวาวเครือ จะต้องกินใน จำนวนที่เหมาะสม แล้วก็ ห้ามกิน ในขณะที่มีรอบเดือน

ลักษณะของต้นกวาวเครือขาว
กวาวเครือ เป็น พืชตระกูลถั่ว มี หัวอยู่ใต้ดิน ต้นกวาวเครือ ขึ้นกับตาม ป่าเบญจพรรณ บนที่สูง ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 250 เมตร ถึง 800 เมตร ต้นกวาวเครือ เป็น พืชไม้เถา ไม้เลื้อย พบมากในประเทศไทย แถบภาคเหนือ ตะวันตก รวมทั้ง อีสาน ตามภูเขาสูง เป็น ไม้ผลัดใบ ขนาดกึ่งกลาง เถาของต้นกวาวเครือ จะยาวโดยประมาณ 5 เมตร หัวของกวาวเครือ เป็นที่สะสมของกิน หัวจะมีลักษณะกลม รวมทั้ง ยาวหัวมีหลายหัวชิดกัน เมื่อผ่า หัวของกวาวเครือ ออกมา จะมียางสีขาวเหมือนนม เนื้อภายในของ หัวกวาวเครือ มีสีขาว เนื้อเปราะ มีใยอาหารมาก

สรรพคุณของกวาวเครือขาว
ในการใช้ ประโยชน์ของกวาวเครือ นั้นพวกเราจะนำเอาท่อนหัวมาใช้ประโยชน์ ซึ่ง หัวของกวาวเครือ มีประโยชน์ ดังนี้
เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยบำรุงรักษากำลัง สำหรับคนที่แก่มาก สามารถกินได้ทั้งยัง ชายและหญิง
ช่วยให้กระชุ่มกระชวย
บำรุงผิวพรรณ ให้เต่งตึง ผ่องใส ลดการเกิดสิว กระ ฝ้า ช่วยละลอผิวเหี่ยวย่น ริ้วรอยต่างๆตามผิวหนัง
ช่วยลำไขมันบนบริเวณใบหน้า รักษาสิว และก็ รูขุมขนอักเสบ
ช่วยให้ทรวงอกขยายตัว แล้วก็เต่งตึง
ช่วยบำรุงเส้นผม ให้ดกดำ แล้วก็รากผมแข็งแรง
ช่วยบำรุงสมอง ให้ ความจำดี
ช่วยรักษาโรคตาพร่า และก็ โรคต้อกระจก
ช่วยบำรุงไต
ช่วยเพิ่มรสของของกิน ช่วยเจริญอาหาร
ช่วยบำรุงเลือด ให้เลือดลมไหลเวียนดี
บำรุงกระดูก ช่วยปกป้องโรคกระดูกพรุน
ช่วยเพิ่มความสามารถทางเพศ ช่วยบำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ให้ก้าวหน้า
ใช้เพิ่มฮอร์โมนผู้หญิง สำหรับหญิงวัยหมดระดู
มี ป้องกันโรคมะเร็งเต้านม และ โรคมะเร็งมดลูก
ช่วยทุเลาอาการปวดรอบเดือน จากปัญหารอบเดือนมาเปลี่ยนไปจากปรกติ
ช่วยทุเลาอาการปวดเมื่อยล้าตามร่างกาย
ช่วยทำให้ช่องคลอดกระชับ
ข้อบังคับสำหรับในการใช้กวาวเครือ

กวาวเครือขาว นั้นมีประโยชน์แม้กระนั้นมีโทษในการใช้ในจำนวนที่มากเหลือเกิน ซึ่งข้อแนะนำสำหรับ การบริโภคกวาวเครือ นั้น มีเนื้อหา ดังนี้
ห้ามคนภายในวัยหนุ่มสาวกิน
สำหรับคนบริโภค กวาวเครือ นั้น ห้ามรับประทานของดอง ของเปรี้ยว แล้วก็ ให้อาบน้ำวัน 3 ครั้ง
สำหรับคนรับประทาน กวาวเครือ ห้ามอยู่ในสภาพอากาศหนาวเย็นเกินไป…

Read More

ถั่วแดง ช่วยขับพิษในร่างกาย ช่วยล้างสารพิษในลำไส้ ช่วยบำรุงระบบทางเดินอาหาร ช่วยขับถ่าย

Denny กันยายน 4, 2020

ถั่วแดง  ป้องกันภาวะกระดูกเสื่อม ป้องกันโรคกระดูกพรุน ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ต้นถั่วแดง พืชตระกูลถั่ว ที่ได้นิยมนำมาทำอาหาร ซึ่งถั่วแดง เป็นพืชที่มีโปรตีนและมีคุณค่าทางอาหารสูง สามารถนำไปใช้เป็นอาหารแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ดี สำหรับประเทศไทยปลูกถั่วแดง มากในเขตภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย น่าน และแม่ฮ่องสอน เป็นต้น

ถั่วแดงในประเทศไทย
ปัจจุบัน ถั่วแดง เป็น พืชเศรษฐกิจ ที่สำคัญ โดย ประโยชน์ของถั่วแดง นั้นส่วนใหญ่คนนิยมนำถั่วแดง มาทำอาหาร ประเภทขนม เป็น เมนูถั่วแดง เช่น ถั่วแดงกวน ขนมปังไส้ถั่วแดง น้ำถั่วแดง เค้กชาเขียวถั่วแดง วุ้นถั่วแดงกวน โดรายากิ ซุปถั่วแดง ถั่วแดงอัดเม็ด เป็นต้น แต่ ประโยชน์ของถั่วแดง มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะ ระบบการย่อยอาหาร และใช้บำรุงร่างกาย วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ ต้นถั่วแดง และ สรรพคุณของถั่วแดง การปลูกถั่วแดง ว่าเป็นอย่างไร ในบทความนี้ เราจะได้รู้จักกับถั่วแดงไปพร้อมกัน

ถั่วแดง หรือ ถั่วแดงหลวง ภาษาอังกฤษ เรียก Kidney bean ถั่วแดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Phasecolus vulgaris L. เป็นพืชตระกลูถั่ว สำหรับชื่อเรียกอื่นๆของถั่วแดง อาทิ เช่น ถั่วแดงหลวง ถั่วท้องนา ถั่วบ้านนา ถั่วนาเต็มกำ เป็นต้น

ลักษณะของต้นถั่วแดง
ต้นถั่วแดง เป็น พืชล้มลุก จัดเป็น พืชคลุมดิน มีความสูงประมาณ 75 เซ็นติเมตร ลักษณะใบเป็นใบเดียว เรียงสลับกันตามลำต้น ใบลักษณะรูปรี มีสีเขียว ดอกเป็นช่อ สีขาว และผลมีลักษณะยาว เหมือนถั่วฝักยาว ภายในมีเมล็ด เป็นสีแดงอมม่วง ในการขยายพันธ์ของต้นถั่วแดงใช้การขยายพันธ์โดยใช้เมล็ด จัดว่าเป็นพืชอายุสั้น

สรรพคุณของถั่วแดง
สำหรับ เป็นการใช้ประโยชน์ของถั่วแดง ในทางด้านการรักษาโรคนั้น จะใช้การรับประทานเมล็ดถั่วแดง ซึ่ง สรรพคุณของถั่วแดง ช่วยขับพิษในร่างกาย ช่วยล้างสารพิษในลำไส้ ช่วยบำรุงระบบทางเดินอาหาร ช่วยขับถ่าย ช่วยย่อยอาหาร ป้องกันท้องผูก ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยรักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ ช่วยลดอาการบวมน้ำ ช่วยกำจัดหนอง ช่วยลดคันตามผิวหนัง ป้องกันอาการเหน็บชา บรรเทาอาการปวดข้อ ช่วยบำรุงช่องคลอด รักษามดลูก ให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยสร้างภูมิกันร่างกาย ช่วยบำรุงโลหิต ช่วยปรับสภาพเลือดในร่างกาย ช่วยบำรุงหัวใจ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ป้องกันภาวะกระดูกเสื่อม ป้องกันโรคกระดูกพรุน ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมอุณหภมูิในร่างกาย ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยลดน้ำหนักตัว ช่วยดูดซับน้ำในร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงการคลอดบุตรก่อนกำหนด

ประวัติของถั่วแดงหลวง
สำหรับ ประวัติการปลูกถั่วแดงในประเทศไทย เริ่มเมื่อ ปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น จึงได้แนะนำให้ชาวเขาปลูกถั่วแดง ซึ่งเป็นพันธ์ถั่วแดงจากประเทศสหรัฐอเมริกา ถั่วแดงจึงกลายเป็นพืชเศรษฐกิจ ของภาดเหนือของไทย ถัวแดง จึงถูกเรียกชื่ออีกชื่อหนึ่ง ว่า “ถั่วแดงหลวง” เพราะเป็นพืชพระราชทานให้ปลูก

การปลูกถั่วแดง
สำหรับ การปลูกถั่วแดง ให้ได้ผลผลิตที่ดี มีวิธีการดังต่อไปนี้
พื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกถั่วแดง คือ พื้นที่ราบ ระดับความสูงประมาณ 800 ถึง 1,200 เมตร ถั่วแดงชอบดินร่วนเหนียว เป็นดินที่สามารถเก็บความชื้นดี อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่อับลม
สำหรับฤดูการปลูกถั่วแดง ที่เหมาะสมนั้น ที่สามารถแบ่งได้ 3 ช่วง คือ ช่วงต้นฤดูฝน ก.ค.-ส.ค. ช่วงปลายฤดูฝน พฤศจิกายน.-ธันวาคม และ ช่วงฤดูหนาว พ.ย.-ก.พ.
การเตรียมพื้นที่สำหรับปลูกถั่วแดง ให้ขุดดินให้ร่วนซุย ทำร่องน้ำภายในแปลงปลูกและรอบ ๆ แปลงปลูก เพื่อให้เป็นทางน้ำไหลผ่าน กำจัดวัชพืชให้หมด
การปลูกถั่วแดง ให้หยอดเมล็ดลงหลุมปลูก ระยะห่างระหว่างหลุม 20 เซ็นติเมตร ในหนึ่งหลุมหยอด ประมาณ 2 ถึง 3 เมล็ด ต่อหลุม หมั่นรดน้ำ พรวนดิน ให้ปุ๋ย และกำจัดวัชพืช สำหรับการให้น้ำ ให้ประมาณ 7 ถึง 10 วัน ต่อครั้ง
การเก็บเกี่ยวถั่วแดง สามารเก็บเกี่ยวถั่วแดงได้หลังจาก 60 วันไปแล้ว ฝักของถั่วแดงที่แก่และแห้งสามารถนำไปสีเอาเมล็ดไปใช้ประโยชน์ได้
ถั่วแดงกับการลดความอ้วน

เหตุผลใด ถั่วแดง จึงมีประโยชน์ต่อ การลดน้ำหนัก ถั่วแดงจะมีโปรตีน ซึ่งโปรตีนจากถั่วแดง เป็นโปรตีน ที่มีลักษณะเด่น คือ ช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญของร่างกาย และทำให้อิ่มท้อง ไม่ยากรับประทานอาหาร และไม่รู้สกเหนื่อย นอกจากนั้นถั่วแดงช่วยดูดซับน้ำในร่างกาย และช่วยลดไขมันและน้ำตาลในเลือด ประโยชน์เช่นนี้ ช่วยให้ระบบร่างกายลดน้ำหนักได้แบบธรรมชาติ…

Read More

โด่ไม่รู้ล้ม มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ยับยั้งเชื้อไวรัส ช่วยลดไข้ ลดอาการอักเสบ ช่วยต้านความเป็นพิษต่อตับ

Denny สิงหาคม 30, 2020

โด่ไม่รู้ล้ม ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยยับยั้งการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็ก และ ช่วยกระตุ้นมดลูก

โด่ไม่รู้ล้ม ที่ได้มีฤทธิ์เป็นการช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ยับยั้งเชื้อไวรัส ช่วยลดไข้ ลดอาการอักเสบ ช่วยต้านความเป็นพิษต่อตับ ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยยับยั้งการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็ก และช่วยกระตุ้นมดลูก

สมุนไพร เพื่อเป็นการเพิ่มความต้องการและการกระตุ้นทางเพศ นอกจาก ยังสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ในทางต้านความเป็นพิษต่อตับ ลดไข้ ลดการอักเสบ ลดความดัน กระตุ้นมดลูก ช่วยขับปัสสาวะ ขับน้ำเหลืองเสีย แก้บิด แก้ท้องเสีย แก้ไอ แก้วัณโรค บำรุงหัวใจ ขับเหงื่อ ขับพยาธิตัวกลม แก้ปัสสาวะพิการ แก้กระษัย รักษาโรคดีซ่าน รักษาฝี รักษาแผลแมลงกัดต่อย รักษาแผลในกระเพาะอาหาร รักษาแผลในช่องปาก

ลักษณะทางพฤษศาสตร์ของ
ต้น เป็นพืชล้มลุก มีลำต้นสั้นและกลม ชี้ตรง มีความสูงราว 10-30 เซนติเมตรอยู่ในระดับพื้นผิวดิน ตามผิวลำต้นและใบจะมีขนละเอียดสีขาว สาก ห่าง ทอดขนานกับผิวใบ พืชชนิดนี้เมื่อถูกเหยียบหรือโดนทับก็จะดีดตัวขึ้นมาใหม่ได้เหมือนปกติ (สมชื่อเลย) ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด สามารถพบได้ทั่วไปตามป่าโปร่งที่มีดินค่อนข้างเป็นทราย ในป่าเต็งรัง ป่าดิบ และในป่าสนเขาทั่วทุกภาคของประเทศไทย และประเทศในเขตร้อนทั่วโลก

ใบ ที่มีใบเป็นใบเดี่ยวอยู่บริเวณเหนือเหง้าติดกันเป็นวงกลม เรียงสลับชิดกันอยู่เป็นกระจุก คล้ายกุหลาบซ้อนที่โคนต้น ลักษณะของใบเป็นรูปหอกหัวกลับ แผ่นใบกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 8-20 เซนติเมตร ขอบใบหยักหรือเป็นจักคล้ายฟันเลื่อยห่าง ๆ มีเส้นแขนงของใบประมาณ 12-15 คู่ ส่วนของใบที่ค่อนไปทางปลายจะผายกว้าง แล้วสอบเป็นแหลมทู่ ๆ ส่วนโคนใบจะสอบแคบจนถึงก้านใบ มีเนื้อใบหนาสาก ผิวใบจะมีขนสากเล็ก ๆ ขนตรงห่างมีสีขาว และมีขนต่อมห่างอยู่ทั้งสองด้าน โดยท้องใบจะมีขนมากกว่าหลังใบ แผ่นใบมักแผ่ราบไปกับพื้นดิน ก้านใบยาวประมาณ 0.5-2 เซนติเมตร หรือไม่มีก้านใบ
ผล ผลเป็นผลแห้งและไม่แตก ลักษณะของผลเล็กและเรียว เป็นรูปกรวยแคบ ผิวด้านนอกผลมีขนหนาแน่น ยาวประมาณ 2.5-3 มิลลิเมตรและกว้างประมาณ 0.4-0.5 มิลลิเมตร ผลไม่มีสัน
สรรพคุณของว่าน

หากแยกสรรพคุณของว่าน สามารถแบ่งได้ ดังนี้
รากของว่าน สามารถช่วย แก้กระหายน้ำ แก้ไอ ลดไข้ แก้อาเจียน แก้ท้องเสีย แก้บิด รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ขับพยาธิ ช่วยขับระดูขาวของสตรี ช่วยบีบมดลูก ช่วยขับปัสสาวะ บำรุงสมรรถภาพทางเพศ แก้ปวด แก้เมื้อย
ใบของว่านใช้ ช่วยเจริญอาหาร บำรุงร่างกาย แก้ไอ แก้บิด รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ขับพยาธิ ช่วยขับปัสสาวะ บำรุงสมรรถภาพทางเพศ รักษาโรคผิวหนัง
ทั้งต้น ของว่าน สามารถนำมาใช้ บำรุงหัวใจ ช่วยเจริญอาหาร แก้กษัย ขับเหงื่อ ขับของเสียในร่างกาย ลดไข้ แก้ไอ รักษาวัณโรค รักษาหลอดลมอังเสบ รักษาตาแดง รักษาต่มทอนซิลอักเสบ รักษาแผลในช่องปาก บำรุงเหงือกและฟัน แก้ท้องเสีย แก้บิด รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ขับพยาธิ ช่วยขับระดูขาวของสตรี ช่วยขับปัสสาวะ บำรุงสมรรถภาพทางเพศ ช่วยแก้ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
ข้อควรระวังในการบริโภคว่าน…

Read More

ผักแพว เป็นผักที่ให้รสเผ็ดร้อน ทานคู่กับลาบ ซุปหน่อไม้ หรือน้ำพริก ทำให้รสชาติตัดกัน

Denny สิงหาคม 29, 2020

ผักแพว  ช่วยชะลอการเสื่อมของผิว บำรุงตับ บำรุงไต บำรุงผิวพรรณ ช่วยบำรุงสายตา ช่วยบำรุงกระดูก

ผักแพว หรือ ผักไผ่ เป็นผักพื้นบ้านที่รู้จักกันดี ใบมีกลิ่นหอม สรรพคุณ ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร ช่วยขับเหงื่อ ช่วยเจริญอาหาร ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการท้องผูก แก้อาการท้องเสีย รักษาไข้หวัด ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิค้านทานของร่างกาย ใช้รักษาโรคผิวหนัง รักษากลากเกลื้อน รักษาผื่น ลดอาการบวมแดง รักษาแผลอักเสบ ป้องกันการติดเชื้อโรคของแผล มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเสื่อมของผิว บำรุงตับ บำรุงไต บำรุงผิวพรรณ

ช่วยบำรุงสายตา ช่วยบำรุงกระดูก ช่วยดับกลิ่นปาก รักษาแผลในช่องปาก ระงับการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย รักษาโรคเบาหวาน ป้องกันโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ป้องกันมะเร็งลำไส้ ป้องกันมะเร็งผิวหนัง ป้องกันมะเร็งเต้านม ป้องกันมะเร็งปากมดลูก บำรุงเลือด ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดการเกิดโรคหัวใจวาย ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด ป้องกันโรคต้อกระจก

จาก สรรพคุณของ  ข้างต้น ที่จะทำให้เป็น ผักสมุนไพร ที่น่าทำความรู้จักกันอย่างละเอียด  ที่นิยมรับประทานในกลุ่ม คนภาคเหนือและอีสาน เป็นผักที่ให้รสเผ็ดร้อน ทานคู่กับลาบ ซุปหน่อไม้ หรือน้ำพริก ทำให้รสชาติตัดกัน เข้ากันได้อย่างดี

ภาษาอังกฤษ เรียก Vietnamese Coriander มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Polygonum odoratum Lour. เป็นพืชตระกลูเดียวกันกับไผ่ สำหรับชื่อเรียกอื่นๆ ของ คือ พริกม้า พริกม่า หอมจันทร์ ผักไผ่ จันทน์โฉม จันทน์แดง ผักไผ่น้ำ  ผักแพรว ผักแจว พริกบ้า หอมจันทร์ เป็นต้น

คุณค่าทางโภชนาการ
นักโภชนาการได้ศึกษา ขนาด 100 กรัม ให้พลังงาน 54 กิโลแคลอรี่ มีสารอาหารต่างๆ อาทิ เช่น น้ำ 89.4 กรัม
กากใยอาหาร 1.9 กรัม โปรตีน 1.6 กรัม ไขมัน 0.8 กรัม คาร์โบไฮเดรต 7 กรัม แคลเซียม 573 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 272 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 2.9 มิลลิกรัม แคลเซียม 79 มิลลิกรัม วิตามิน เอ 8,112 IU วิตามินบี1 0.05 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.59 มิลลิกรัม ไนอาซีน 1.7 มิลลิกรัม และวิตามินซี 77 มิลลิกรัม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของ
เป็น พืชล้มลุก ลักษณะของลำต้น ตั้งตรง มีความสูงประมาณ 30 เซ็นติเมตร ขนาดลำต้นมีเล็ก ทรงกลม เป็นข้อปล้อง มีสีเขียวอมม่วงแดง ลักษณะรากของ เป็นรากฝอยแตกออกจากเหง้า ใบของเป็นใบเดี่ยว ใบยาวทรงกระบอก ปลายแหลม มีกลิ่นหอม ผิวใบเรียบ เป็นมัน ใบมีสีเขียวสด ดอกของ ออกเป็นช่อ มีขนาดเล็ก ดอกตูม สีม่วงแดง ดอกบานเต็มที่จะมีสีขาว เมล็ดของ เมล็ดมีขนาดเล็ก แก่เร็ว และร่วงง่าย

สรรพคุณทางสมุนไพรของ
ผักแพว สามารถใช้ประโยชน์ทางสมุนไพรได้ทุกส่วน ทั้ง ลำต้น ใบ และราก รายละเอียด ดังนี้
ลำต้น และใบของ ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร ช่วยขับเหงื่อ ช่วยเจริญอาหาร ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการท้องผูก แก้อาการท้องเสีย รักษาไข้หวัด ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิค้านทานของร่างกาย ใช้รักษาโรคผิวหนัง รักษากลากเกลื้อน รักษาผื่น ลดอาการบวมแดง รักษาแผลอักเสบ ป้องกันการติดเชื้อโรคของแผล
มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเสื่อมของผิว บำรุงตับ บำรุงไต บำรุงผิวพรรณ ช่วยบำรุงสายตา ช่วยบำรุงกระดูก ช่วยดับกลิ่นปาก รักษาแผลในช่องปาก ระงับการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย รักษาโรคเบาหวาน ป้องกันโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ป้องกันมะเร็งลำไส้ ป้องกันมะเร็งผิวหนัง ป้องกันมะเร็งเต้านม ป้องกันมะเร็งปากมดลูก บำรุงเลือด ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดการเกิดโรคหัวใจวาย ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด ป้องกันโรคต้อกระจก
รากของผักแพว ใช้รักษาแผลติดเชื้อ รักษาโรคผิวหนัง
การเลือกซื้อ

ผักแพว ที่ดี ต้องสด การเลือกซื้อให้สังเกตุความสดของใบ ไม่เหี่ยว ไม่เหลือง ในส่วนการเก็บรักษาเก็บใส่ในถุงพลาสติกปิดให้สนิท หรือเก็บใส่กล่องพลาสติก แล้วได้นำไปแช่ตู้เย็นในช่องแช่ผัก…

Read More

กระท้อน สำหรับการรักษาโรคของกระท้อนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายส่วน

Denny สิงหาคม 29, 2020

กระท้อน  มีสรรพคุณต้านเชื้อจุลินทรีย์ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย รักษาการอักเสบ

ต้นกระท้อน เป็นชื่อ ผลไม้ ที่คุ้นหูคนไทยเป็นอย่างดี ตำบักต้อง หรือ ตำกระท้อน เมนูบ้านๆ แต่กระท้อนมีสรรพคุณ สำหรับ คนรักสวยรักงาม กระท้อนป้องกันสิว กระชับผิว ลดหน้ามันได้ สนใจใน กระท้อน แล้วซิ มาทำความรู้จักกับกระท้อนกัน ว่าผลไม้ชนิดนี้ เป็นอย่างไร มีสรรพคุณการรักษาโรคอะไรบ้าง กระท้อนเป็นผลไม้ มาจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย แต่คนไทยรู้จักกระท้อนนานมาก

กระท้อน ภาษาอังกฤษ เรียก Sentul หรือ Santol หรือ Red sentol หรือ Yellow sentol กระท้อนมีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Sandoricum koetjape ( Burm. f.) Merr. ชื่อเรียกอื่นๆของกระท้อน อาทิ เช่น เตียน, ล่อน, สะท้อน,มะต้อง, มะติ๋น ,สตียา, สะตู, สะโต เป็นต้น ผลกระท้อน มีวิตามินเอ วิตามินซีสูง และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิว ดีต่อระบบขับถ่าย เป็นยาระบายอ่อนๆ กระท้อนช่วยเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ได้ดี ส่วนใบช่วยขับเหงื่อ ขับของเสียออกทางผิวหนัง เปลือกใช้รักษาโรคผิวหนังได้ดี เนื่องจากมีสรรพคุณยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย

ลักษณะของต้นกระท้อน
ต้นกระท้อน เป็นไม้ยืน เป็นไม้ผลัดใบ ที่มีขนาดใหญ่ ความสูงประมาณ 30 เมตร ที่ลำต้นมีกิ่งก้านตั้งแต่กลางลำต้นเป็นต้นไป ใบมีขนาดใหญ่ เป็นทรงพุ่มใหญ่
เปลือกของต้นกระท้อน เป็นผิวเรียบ สีน้ำตาล เนื้อไม้ของต้นกระท้อน เมื่อยังเป็นต้นอ่อนจะหักง่าย เมื่ออายุมากขึ้น เนื้อไม้จะมีความแข็งปานกลาง
ใบของกระท้อน เป็นใบเดี่ยว แทงออกจากปลายกิ่ง ใบมีลักษณะรูปไข่ สีเขียว ปลายใบมน ใบค่อนข้างเหนียว เนื้อใบหยาบ มีขนอ่อนๆและสากมือ ขอบใบหยักเป็นลูกคลื่น
ดอกของกระท้อน จะออกเป็นช่อ ออกตามซอกใบและซอกกิ่ง แต่ละกิ่งจะมีประมาณช่อดอก 4 ช่อ ดอกยาว ดอกตูมมีสีเขียว ดอกบานมีสีเหลือง ดอกของกระท้อนจะพัฒนาเป็นผล
ผลและเมล็ดของกระท้อน ผลกระท้อนมีลักษณะกลม ผิวเปลือกเรียบ และมีขนทั่วผล ที่ผลจะมียางสีขาว ผลแก่จะมีสีน้ำตาล ผิวเปลือกหยาบก้าน มีรอย่น เปลือกจะมีความหนา ภายในผลจะมีเนื้อผล และเมล็ด ที่สามารถนำเมล็ดมาขยายพันธุ์ต่อได้
คุณค่าทางโภชนาการของกระท้อน

นักโภชนาการได้มีการศึกษาผลกระท้อนขนาดต่อ 100 กรัม ที่ได้พบว่ามีสารอาหารมากมาย ประกอบด้วย โปรตีน 0.118 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม กากใยอาหาร 0.1 กรัม แคลเซียม 4.3 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 17.4 มิลลิกรัม เหล็ก 0.42 มิลลิกรัม แคโรทีน 0.003 มิลลิกรัม วิตามินบี1 0.045 มิลลิกรัม วิตามินบี3 0.741 มิลลิกรัม และวิตามินซี 86.0 มิลลิกรัม

สรรพคุณของกระท้อน
คุณค่าทางสมุนไพร สำหรับการรักษาโรคของกระท้อนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายส่วน ประกอบด้วย ผล ใบ เปลือกและเนื้อไม้ รายละเอียดดังนี้
ผลของกระท้อน ใช้บำรุงร่างกาย บำรุงสายตา บำรุงผิว เป็นการสร้างภูมต้านทานโรค ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย ช่วยเจริญอาหาร ป้องกันมะเร็ง ลดน้ำหนัก ควบคุมน้ำตาลในเลือด และลดคอเรสเตอรอล
เปลือกของกระท้อน มีสรรพคุณต้านเชื้อจุลินทรีย์ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย รักษาการอักเสบ รักษาแผลในปาก ป้องกันฟันผุ แก้อาการท้องเสีย รักษาอาการคันตามผิวหนัง
ใบของกระท้อน ช่วยในการขับเหงื่อ ขับของเสียออกจากร่างกาย สำหรับสตรีหลังคลอด ช่วยลดไข้ ลดอาการหนาวสั่น รักษากลากเกลื้อน และรักษาโรคผิวหนัง
รากของกระท้อน ช่วยดับพิษร้อน ช่วยขับลม แก้ท้องเสีย ช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
การปลูกกระท้อน

กระท้อนชอบพื้นที่ลุ่ม สำหรับการปลูกกระท้อนให้ยกร่องสูง ทนน้ำท่วม
การเตรียมแปลง ต้องไถให้เรียบ กำจัดวัชพืชออก ขุดลึกและกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร เว้นระยะห่างต่อหลุ่มประมาณ 6 เมตร
การปลูก แนะนำให้ปลูกช่วงฤดูฝน นำต้นพันธุ์ลงปลูกตรงกลาง ใช้ฟางข้าวหรือเศษใบไม้คลุมรอบโคนต้นและรดน้ำให้ชุ่ม
การให้น้ำ ให้น้ำสัปดาห์และ 1 ครั้ง อย่างสม่ำเสมอ และให้น้ำทุกวัน เมื่อต้นกระท้อนเริ่มออกดอกและติดผล
การใส่ปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยคอกเป็นหลักในช่วง 2 ปีแรก ที่ยังไม่ให้ผล จากนั้นค่อยให้ปุ๋ยเร่งดอก เร่งผล
การเก็บเกี่ยวผล ให้ห่อผล เพื่อป้องกันการเสียหายของผิวเปลือกผล เมื่อผลโต และมีสีเขียวอมเหลือง ให้ใช้กระดาษ ห่อ เพื่อป้องกันศัตรูพืชทำลาย และช่วยให้ผิวเรียบ สวย…

Read More

ซ่อนกลิ่น นิยมำมาใช้ประโยชน์ในส่วนของต้นหรือเหง้า และดอก มาใช้ประโยชน์ ตำราแพทย์แผนไทย ได้กล่าวถึง

Denny สิงหาคม 28, 2020

ซ่อนกลิ่น  สรรพคุณของ เหง้าและดอกของต้นซ่อนกลิ่น ว่า ช่วยลดการอักเสบ

ต้นซ่อนกลิ่น เป็น ไม้ประดับ ที่ได้นิยมนำดอกมาจัดให้ความสวยงามและความหมอบ จัดเป็น พืชเศรษฐกิจ ชนิดหนึ่ง สำหรับการใช้ ดอกซ่อนกลิ่นในประเทศไทย ในส่วนใหญ่จะได้มีการนำมา ประดับงานศพ และ ใช้ในการบูชาพระ ต้นซ่อนกลิ่น จึงเป็นต้นไม้ที่มีความผูกพันธ์กับสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง การที่ดอกซ่อนกลิ่นที่ได้นิยมนำมาใช้ในการจัดดอกไม้ในงานศพ แต่ดอกซ่อนกลิ่นจัดเป็น ไม้มงคล

ดอกซ่อนกลิ่น ยังใช้ในการไหว้บูชา ในพิธีกรรมต่างๆ เช่น ชาวประมง ใช้บูชาแม่ย่านางเรือ ก่อนออกเดินเรือ ในประเทศไทย มี การปลูกซ่อนกลิ่น เป็นอาชีพ ในเขตหนองแขม และเขตภาษีเจริญ ของกรุงเทพมหานคร และในต่างจังหวัด อย่างเช่น จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคาย และจังหวัดขอนแก่น เป็นต้น

ต้นซ่อนกลิ่น เป็น พืชท้องถิ่นของแถบประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ต้นซ่อนกลิ่น เป็น ไม้ล้มลุก ประเภทใบเลี้ยงเดี่ยว ดอกสีขาว กลิ่นหอม และมีหัวอยู่ใต้ดิน เป็นพืชในตระกลู Amaryllidaceae สำหรับชื่อสามัญของต้นซ่อนกลิ่น เรียก Tuberose ชื่อวิทยศาสตร์ของต้นซ่อนกลิ่น คือ Poliamtues tuberosa Lin. ชื่อเรียกอื่นๆ ของต้นซ่อนกลิ่น เช่น ดอกรวงข้าว ดอกลีลา เป็นต้น

ลักษณะของต้นซ่อนกลิ่น
ต้นซ่อนกลิ่น เป็น พืชล้มลุก ลำต้นเป็นหัว อยู่ใต้ดิน ลักษณะของหัวต้นซ่อนกลิ่น เหมือนหอมหัวใหญ่ ใบของต้นซ่อนกลิ่น เป็นในเลี้ยงเดียว มีสีเขียว ขนาดเล็ก ลักษณะใบเรียวยาว จะโผล่ออกมาจากพื้นดิน ขนาดของใบยาวประมาณ 30 ถึง 45 เซ็นติเมตร ดอกของซ่อนกลิ่น จะออกเป็นกอ ยื่นออกมาตรงกลางลำต้น ดอกเกาะตรงก้านดอกเรียงกันเป็นแนวสวยงาม มีสีขาว ขนาดดอกซ่อนกลิ่นยาวประมาณ 2 เซ็นติเมตร สำหรับช่อดอกจะยาวประมาณ 60 ถึง 65 เซ็นติเมตร ในแต่ละช่อดอก จะมีดอกซ่อนกลิ่นประมาณ 30 ดอก ถึง 90 ดอก ดอกซ่อนกลิ่น จะมีกลิ่นหอมมาก โดยเฉพาะเวลากลางคืน จะให้กลิ่นที่หอมมาก เวลาเก็บดอกซ่อนกลิ่นให้เก็บเวลากลางคืน

สรรพคุณทางสมุนไพรของต้นซ่อนกลิ่น
ซ่อนกลิ่น ที่จะนิยมำมาใช้ประโยชน์ในส่วนของต้นหรือเหง้า และดอก มาใช้ประโยชน์ โดยมี ตำราแพทย์แผนไทย ได้กล่าวถึงสรรพคุณของ เหง้าและดอกของต้นซ่อนกลิ่น ว่า ช่วยลดการอักเสบ และ บรรเทาความผิดปกติของกระดูก ได้ ดอกซ่อนกลิ่น มีกลิ่นหอม ช่วยให้ผ่อนคลายอารมณ์ และ ลดความตึงเคลียด ทำให้ใจเย็น ทำให้จิตใจสงบ มีสมาธิ นอนหลับง่าย กระตุ้นกำหนัด

ต้นซ่อนกลิ่น เป็น พืชที่มาจากแดนไกล ถิ่นกำเนิดของซ่อนกลิ่น นั้นอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ ที่สามารถพบได้ในแถบเทือกเขาแอนดีส มีการปลูกครั้งแรงในทวีปเอเชียที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยการนำเข้ามาของชาวสเปน จากนั้นชาวจีนมีการค้าขายระหว่างประเทศได้นำเข้ามาประเทศไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่มีบันทึกว่าต้นซ่อนกลิ่นเข้ามาประเทศไทยครั้งแรกเมื่อใด

เชื่อว่าคนไทยรู้จักดอกซ่อนกลิ่นก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สันนิษฐานว่า สมัยกรุงศรีอยุธยา ต้นซ่อนกลิ่น นั้นยังไม่มีการปลูกแพร่หลายนั้น เนื่องจากตามวรรณคดีต่างๆในสมัยนั้นไม่มีเรื่องใดกล่าวถึง ดอกซ่อนกลิ่น เลย สำหรับสมัยรัตนโกสินทร์ การปลูกซ่อนกลิ่น ได้รับความนิยมแพร่หลาย พบได้ว่าในวรรณคดีหลายเรื่องและบทเพลงของเด็ก ได้กล่าวถึง ดอกซ่อนกลิ่น อยู่ด้วย ในวรรณคดีของสุนทรภู่ เรียกซ่อนกลิ่นว่า ซ่อนชู้

โทษของซ่อนกลิ่น
สำหรับน้ำมันหอมระเหยจากดอกซ่อนกลิ่น นำมาใช้ประโยชน์ต่างๆควรระมัดระวังในการใช้ โดยให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือ การใช้อย่างต่อเนื่อง อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้…

Read More

รางจืด สำหรับการใช้ประโยชน์จากรางจืด เพื่อการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค

Denny สิงหาคม 26, 2020

รางจืด  สรรพคุณทางด้านสมุนไพรของรางจืด สามารถนำมาใช้ได้ทั้ง ใบ ราก

รางจืด ภาษาอังกฤษ เรียก Laurel clockvine ) ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ของรางจืด คือ Thumbergia laurifolia Lindl สำหรับชื่ออื่นๆของรางจืด เช่น กำลังช้างเผือก ขอบชะนาง เครือเขาเขียว ฮางจืด เป็นต้น

สมุนไพรรางจืด “ ราชาแห่งการถอนพิษ ” เป็นสมุนไพรที่กระทรวงสาธารณสุขรณรงค์ให้เกษตรกรหรือบุคคลทั่วไปเลือกใช้เพื่อใช้แก้พิษต่าง ๆ เช่น พิษจากยาฆ่าแมลง ยาเบื่อ สารตะกั่ว ฯลฯ ยิ่งเมื่ออยู่ในสถานที่ห่างไกลจากโรงพยาบาล เป็นการจะนำส่งแพทย์เพื่อรับการรักษาอาจจะต้องใช้ระยะเวลานาน จนอาจจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ แต่ถ้ามีต้นรางจืดปลูกอยู่แถวบ้าน เราก็สามารถใช้ใบรางจืดที่ไม่แก่หรืออ่อนมากเกินไป หรือใช้รากที่มีอายุเกิน 1 ปีขึ้นไป ในขนาดปริมาณเท่านิ้วชี้มาใช้เพื่อรักษาบรรเทาอาการของพิษเฉพาะหน้าไปก่อน ก่อนที่จะได้นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล โดยส่วนที่นำมาใช้เป็นยานั้นก็ได้แก่ ใบ ราก และเถาสด

ชนิดของรางจืด
รางจืดที่พบได้ในประเทศไทย พบเห็นอยู่ 3 ชนิด ประกอบด้วย รางจืดเถา รางจืดต้น และ ว่านรางจืด ซึ่งรายละเอียดของรางจืด แต่ละชนิดมีดังนี้
รางจืดเถา เป็นไม้เลื้อย มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย และพม่า รางจืดชนิดนี้มีสรรพคุณในการกำจัดพิษ ไม่ว่าจะเป็นพิษจากพืช พิษจากสัตว์ หรือ พิษจากสารเคมี
รางจืดต้น เป็นพืชล้มลุก นิยมนำใบและรากมาทำยา ด้วยเชื่อว่ารากสามารถแก้คุณไสย ยาพิษและยาสั่ง ความสูงของต้นไม่เกิน 2 เมตร ดอกมีสีเหลือง
ว่านรางจืด ตามตำรายาในกลุ่มว่าน นิยมนำหัวว่านรางจืดมาทำยาสมุนไพร และ เชื่อว่าสามารถแก้คุณไสย ยาสั่ง และ ขับสารพิษเหมือนกับรางจืดต้น ดอกมีกลิ่นหอม สามารถนำมาประกอบอาหารได้
ลักษณะของต้นรางจืด

ต้นรางจืด เป็นพืชในเขตร้อนและเขตอบอุ่น พบได้ทั่วไปในประเทศแถบทวีปเอเชีย นิยมขึ้นทั่วไปตามป่าดิบชื้น เจริญเติบโตได้เร็วมาก สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำ ลักษณะของต้นรางจืด มีดังนี้
ลำต้นรางจืด เป็นลักษณะเถา กลมเป็นปล้อง สีเขียวสด ลำต้นเรียบไม่มีขน คล้ายลำต้นของตำลึง จะเกี่ยวพันตามต้นไม้หรือ หลักเสา
ใบรางจืด ลักษณะเป็นใบเดี่ยว ใบคล้ายรูปหัวใจ โคนใบมนเว้า ปลายใบเรียวแหลม ใบมีสีเขียว
ดอกรางจืด ลักษณะดอกออกเป็นช่อ ออกดอกตามซอกใบ ดอกมีสีม่วงอมฟ้า โคนกลีบดอกสีเหลืองอ่อน
ผลรางจืด ลักษณะเป็นฝัก กลม ปลายเป็นจะงอย
สารสำคัญในรางจืด

นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาสารเคมีในรางจืด เพื่อนำไปพัฒนาด้านต่างๆ พบว่า ในรางจืดมีสารสำคัญ 2 กลุุ่ม คือ กลุ่มโพลีฟีนอล และ กลุ้มฟลาโวนอยด์ รายละเอียดดังนี้
กลุ่มโพลีฟีนอล ( polyphenol ) คือ กรดฟีนอลิค ( phenolic acid ) ซึ่งมีฤทธิ์อนุมูลอิสระ protocatechuic acid
กลุ่มฟลาโวนอยด์ ( flavonoid ) ซึ่งเป็นสารสำคัญที่สามารถยับยั้งพิษของสารหนูได้ คือ apigenin และ apigenin glucoside
สรรพคุณของรางจืด

สำหรับการใช้ประโยชน์จากรางจืด เพื่อการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค สรรพคุณทางด้านสมุนไพรของรางจืด สามารถนำมาใช้ได้ทั้ง ใบ ราก โดยรายละเอียดของสรรพคุณของรางจืด มีดังนี้
ใบและรากของรางจืด นำมาใช้พอกบาดแผล เป็นยาถอนพิษไข้ ถอนพิษอาหาร พิษเบื่อเมา แก้อาการเมาค้าง
รากของรางจืด ใช้ถอนพิษเบื่อเมา นำมาฝนกับน้ำซาวข้าวช่วยทำให้พิษเจือจางและถอนพิษออกได้ รางจืด สามารถบรรเทาอาการท้องร่วง ท้องเสีย ลดอาการแพ้ ผื่นคัน แก้พิษยาฆ่าแมลงในสัตว์ แก้พิษจากสารเคมีในยากำจัดศัตรูพืช แก้พิษสารเคมีต่างๆ พิษแอลกอฮอล์ พิษสุราเรื้อรัง ล้างพิษที่สะสมในร่างกาย
ใบของรางจืด ใช้ถอนพิษไข้ พิษเบื่ออาหารจากการทานของแสลง
คำแนะนำสำหรับการใช้ประโยชน์จากรางจืด

รางจืด วิธีใช้ประโยชน์จากใบสดรางจืดในการรักษาพิษ หากใช้สำหรับคนให้ใช้ประมาณ 10-12 ใบ (แต่ถ้าใช้สำหรับวัวควายให้ใช้ 20-30 ใบ) เมื่อได้ใบสดให้นำมาตำจนละเอียดผสมกับน้ำซาวข้าวประมาณครึ่งแก้ว ว่านรางจืดวิธีรับประทานก็ง่าย ๆ เพียงนำมาคั้นเอาแต่น้ำมาดื่มให้หมดทันทีที่มีอาการ และอาจจะต้องดื่มซ้ำอีกภายในครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงถัดมา
การใช้ประโยชน์จากรากรางจืดในการรักษาพิษ หากใช้สำหรับคนให้ใช้ประมาณ 1-2 องคุลี (แต่ถ้าหากใช้กับวัวควายให้ใช้ประมาณ 2-4 องคุลี) เมื่อได้รากมาแล้วให้นำมาฝนหรือนำมาตำเข้ากับน้ำซาวข้าว แล้วนำมาดื่มให้หมดทันทีที่มีอาการ และอาจจะต้องใช้ซ้ำอีกภายในครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงเช่นเดียวกับการใช้ใบรางจืด
สำหรับการใช้รางจืดเพื่อถอนพิษยาฆ่าแมลง สำหรับผู้ป่วยที่ดื่มยาฆ่าแมลง ใช้ถอนยาพิษ ยาเบื่อ และพิษจากสตริกนินนั้น ต้องใช้ยารางจืดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้จึงจะได้ผลดี เพราะถ้ายาซึมเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากหรือทิ้งไว้ข้ามคืน รางจืดก็จะได้ผลน้อยลงนั่นเอง
รากของรางจืดนั้นจะมีสรรพคุณทางยามากกว่าที่ใบถึง 4-7 เท่า ! หากเป็นไปได้การเลือกใช้รากถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
รางจืดที่จะมีประสิทธิภาพดีที่สุดก็คือรางจืดชนิดเถาดอกสีม่วง
ที่สำคัญดินที่นำมาใช้ในการปลูกรางจืด หากผสมด้วยขี้เถ้าแกลบหรือผงถ่านป่น ก็จะช่วยทำให้ต้นรางจืดนั้นมีสรรพคุณทางยาที่มากขึ้นไปอีก
ข้อควรระวังในการใช้รางจืดก็คือ การใช้รางจืดร่วมกับตัวยาชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาในการรักษาอย่างต่อเนื่องก็ควรจะระวังไว้ด้วย เพราะรางจืดอาจจะไปขับยาเหล่านั้นออกจากร่างกายได้นั่นเอง
แม้ว่ารางจืดจะสามารถช่วยล้างสารพิษได้จริง แต่ในปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อมูลในการวิจัยหรือเอกสารใดที่บ่งชี้ได้ว่า หากเราใช้ไปนาน ๆ ติดต่อกัน หรือใช้ในปริมาณที่มากเกินไปจะเกิดผลอย่างไรบ้าง ซึ่งจุดนี้นักวิชาการทางด้านนี้จึงไม่แนะนำที่จะให้รับประทานอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นคุณควรใช้เป็นครั้งคราวในยามที่จำเป็นหรือเมื่อต้องการที่จะรักษาโรค เมื่อได้ผลหรือหายดีแล้วก็ควรจะหยุดใช้ เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่เรายังไม่รู้และอาจจะเกิดขึ้นได้ และไม่เฉพาะแต่สมุนไพรรางจืดเท่านั้น สมุนไพรชนิดอื่นก็ด้วย เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปในร่างกายแล้วยังไงก็ต้องผ่านกระบวนการทำงานของตับและไต ดังนั้นหากคุณใช้สมุนไพรติดต่อกันเป็นเวลานานก็ควรจะตรวจสุขภาพของตับและไตด้วย
สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การใช้ก็ควรจะระมัดระวังด้วยเพราะอาจจะทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้
สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด เมื่อเกิดอาการแพ้รางจืดก็อาจจะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่ามีระดับอาการแพ้มากน้อยแค่ไหน ถ้าหากมีอาการแพ้ไม่มากก็อาจจะเป็นแค่ผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง…

Read More

กระเทียม เป็นพืชสมุนไพรไทยและเป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่ง โดยมักใส่ในอาหารหลายชนิด

Denny สิงหาคม 25, 2020

กระเทียม  มีสารที่มีส่วนช่วยในการละลายลิ่มเลือด; ช่วยป้องกันการเกิดเส้นเลือดอุดตัน

กระเทียมในประเทศไทย
กระเทียม เป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้มีความสำคัญในการทำอาหาร ทั้งการบริโภคภายในประเทศและเป็นการส่งออก อาหารไทย ที่นิยมมีกระเทียมเป็นส่วนผสมของอาหาร ซึ่งกระเทียมสามารถปลูกได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย แต่นิยมปลูกกันมากทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากนี้มีสภาพดินและสภาวะอากาศที่เหมาะสมมากกว่าภาคอื่นๆ ที่ทำให้กระเทียมเจริญเติบโตได้ดี ได้ผลผลิตสูงและมีรสชาติที่ดีกว่า

ลักษณะของกระเทียม
กระเทียม เป็นพืชล้มลุก ที่ได้มีกลิ่นแรง ลำต้นสูงประมาณ 2 ฟุต ที่สามารถขยายพันธ์โดยการเพาะเมล็ดพันธ์ ลักษณะของต้นกระเทียม มีลักษณะดังนี้
หัวกระเทียม มีลักษณะกลมแป้น ด้านนอกเป็นกลีบเล็กๆ เนื้อของกระเทียมมีสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นฉุนจัด
ใบกระเทียม เป็นใบเดี่ยว ลักกษณะแบนยาว ขึ้นมาจากดินและเรียงซ้อนสลับ แบนเป็นแถบแคบ ปลายใบแหลม ปลายใบสีเขียวและสีจะค่อย ๆจางลงจนกระทั่งถึงโคนใบ
ดอกกระเทียม ช่อดอกแบบช่อซี่ร่ม ก้านช่อดอกเป็นก้านโดด เรียบ รูปทรงกระบอก กลีบดอกรูปใบหอกปลายแหลม สีขาวหรือขาวอมชมพู
เมล็ดกระเทียม อยู่ที่ดอกแก่ ลักษณะเมล็ดเล็กเป็นกระเปาะสั้นๆรูปไข่ เมล็ดขนาดเล็กสีดำ
คุณค่าทางโภชนาการของกระเทียม

สำหรับการบริโภคกระเทียม สามารถรับประทานทั้งใบและหัวกระเทียม ซึ่งนักโภชนาการได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของหัวกระเทียมสด ขนาด 100 กรัม พบว่าให้ลังงาน 149 กิโลแคลอรี มีสารสำคัยประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 33.06 กรัม น้ำตาล 1 กรัม กากใยอาหาร 2.1 กรัม ไขมัน 0.5 กรัม โปรตีน 6.36 กรัม วิตามินบี 1 0.2 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.11 มิลลิกรัม วิตามินบี 3 0.7 มิลลิกรัม วิตามินบี 5 0.596 มิลลิกรัม วิตามินบี 6 1.235 มิลลิกรัม วิตามินบี 9 3 ไมโครกรัม วิตามินซี 31.2 มิลลิกรัม ธาตุแคลเซียม 181 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 1.7 มิลลิกรัม ธาตุแมกนีเซียม 25 มิลลิกรัม ธาตุแมงกานีส 1.672 มิลลิกรัม ธาตุฟอสฟอรัส 153 มิลลิกรัม ธาตุโพแทสเซียม 401 มิลลิกรัม ธาตุสังกะสี 1.16 มิลลิกรัม และธาตุซีลีเนียม 14.2 ไมโครกรัม

สารสำคัญที่ได้มีการพบในกระเทียม ที่พบว่ามีสารประกอบกำมะถัน ( Organosulfur ) เช่น อัลลิซาติน (Allisatin) อะโจอีน (Ajoene) ไดแอลลิล ซัลไฟด์ (Diallyl Sulfide) อัลเคนีล ไตรซัลไฟด์ (Alkenyl trisulfide) และ สารกลุ่มฟลาวานอยด์ เช่น เควอซิทิน (Quercetin) ไอโซเควอซิทิน (Isoquercitrin) เรย์นูทริน (Reynoutrin) แอสตรากาลิน (Astragalin)

สรรพคุณของกระเทียม
สำหรับการนำกระเทียมมาใช้ประโยชน์ด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค นิยมใช้ประโยชน์จากหัวกระเทียม ซึ่งสรรพคุณของกระเทียม มีดังนี้
ช่วยบำรุงผิวหนัง ทำให้มีสุขภาพผิวดี
ช่วยการเจริญอาหาร ทำให้อยากกินอาหาร เพิ่มความแข็งแรงจของร่างกาย
มีเบต้าเคโรทีนสูง ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้
บำรุงร่างกาย ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคในร่างกาย รักษาโรคหวัด รักษาอาการไอ รักษาน้ำมูกไหล ช่วยรักษาโรคหลอดลมอักเสบ ขับเสมหะ
ช่วยระงับการเจริญเติบดตของเชื้อแบคทีเรีย ช่วยระงับกลิ่นปาก รักษาเชื้อราตามหนังศีรษะและเล็บ รักษาฝีหนอง รักษาคออักเสบ รักษาปอดบวม รักษาเชื้อวัณโรค เป็นต้น
บำรุงเลือด ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ลดน้ำตาลในเส้นเลือด ช่วยป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง
ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะและปวดศีรษะ
เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ควบคุมฮอร์โมนทั้งหญิงและชาย ช่วยทำให้มดลูกบีบตัว เพิ่มพละกำลังให้มีเรี่ยวแรง
บำรุงเส้นผม มีประโยชน์ด้านผมและหนังศีรษะโดยช่วยแก้ปัญหาผมบาง ยาวช้า มีสีเทา
ช่วยขับพิษและสารพิษอันตรายที่ปนเปื้อนในเม็ดเลือด ช่วยขับเหงื่อ ช่วยขับปัสสาวะ
ช่วยขับพยาธิ เช่น พยาธิแส้ม้า พยาธิเส้นด้าย พยาธิเข็มหมุด พยาธิไส้เดือน เป็นต้น
บรรเทาอาการปวดข้อและปวดเมื่อยตามร่างกาย
ช่วยไล่ยุงได้
โทษของกระเทียม

สำหรับในการใช้ประโยชน์จากกระเทียม ถ้าหากใช้ในปริมาณที่เหมาะสมจะทำให้ไม่เกิดโทษ ข้อควรระวังในการใช้ประโยชน์จากกระเทียม มีดังนี้
การบริโภคกระเทียม เนื่องจากกลิ่นฉุนของกระเทียมหากบริโภคมากเกินไปจะเสียรสชาติของอาหาร การใช้กระเทียมในการบริโภคสดให้ใส่ในปริมาณที่เหมาะสม
สารอาหาร จำพวกอาหารเสริมที่เป็นสารสกัดมาจากกระเทียม จำเป็นต้องศึกษาอย่างละเอียดถึงปริมาณในการบริโภคที่เหมาะสมต่อร่างกาย…

Read More