ชะอม สำหรับการใช้ประโยชน์จากชะอม เพื่อการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค

Denny สิงหาคม 24, 2020

ชะอม  เป็นยาอายุวัฒนะ สรรพคุณช่วยในการขับถ่าย แก้โรคท้องผูก ช่วยบำรุงเส้นผม

ต้นชะอม ภาษาอังกฤษ เรียก Climbing Wattle ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acacia pennata (L.) Willd ชื่ออื่นๆ ของชะอม เช่น ผักหละ อม ผักขา พูซูเด๊าะ โพซุยโดะ เป็นต้น ใบชะอม นิยมนำมาทำเป็นส่วนประกอบการทำอาหาร เช่น ไข่ทอดชะอม แกงส้มชะอมกุ้ง ชะอมชุบไข่ แกงส้มชะอมไข่ นำมาลวกเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก เป็นต้น

คุณค่าทางโภชนาการของชะอม
จากการศึกษาชะอมของนักโภชนาการ ที่ได้มีการพบว่า ชะอม มีคุณค่าทางอาหาร ประกอบด้วย ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินซี

คุณค่าทางโภชนาการของชะอม ขนาด 100 กรัม ที่ได้มีการพบว่า ให้พลังงานมากถึง 57 กิโลแคลอรี่ และ ได้มีสารอาหารสำคัญประกอบด้วย กากใยอาหาร 5.7 กรัม ฟอสฟอรัส 80 กรัม แคลเซียม 58 กรัม ธาตุเหล็ก 4.1 มิลลิกรัม วิตามินเอ 10066 IU (หน่วยสากล) วิตามินบี1 0.05มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.25 มิลลิกรัม วิตามินบี 31.5 มิลลิกรัม วิตามินบี 58 มิลลิกรัม

ลักษณะชองต้นชะอม
ต้นชะอม เป็นพืชชนิดไม้พุ่ม ที่ได้มีการพบว่ามีถิ่นกำเนิดแถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชะอมจะมีหนามที่ลำต้นและกิ่งก้าน ใบของชะอม มีสีเขียวขนาดเล็ก ก้านใบย่อยแตกออกจากแกนกลางใบ ใบอ่อนของชะอมจะมีกลิ่นฉุน ปลายของใบชะอมจะแหลมขอบใบเรียบ ส่วนดอกของชะอม มีขนาดเล็กและออกตามซอกใบมีสีขาวนวล ชะอมสามารถขยายพันธ์ได้ โดยการปักชำ การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง หรือการโน้มกิ่งลงดิน

ลำต้น ชะอมเป็นไม้พุ่มขนาดย่อมไม่สูงมาก แต่เคยมีได้มีการพบการพบชะอมในป่า ลักษณะเป็นต้นไม้ใหญ่ วัดเส้นรอบวงของลำต้นได้ 1.2 เมตร กิ่งก้านของชะอมมีหนามแหลม
ใบ ลักษณะ เป็นใบประกอบขนาดเล็ก มีก้านใบแยกเป็นใบอยู่ 2 ทาง ลักษณะคล้ายใบกระถิน (แยกได้โดยการสังเกตุดีๆหรือดมกลิ่น) ใบอ่อนมีกลิ่น ฉุนคล้ายกลิ่นลูกสะตอแต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียวนะครับ ใบเรียงแบบสลับใบย่อย ออกตรง ข้ามกัน ใบย่อรูปรี มีประมาณ 13-28 คู่ ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ส่วนที่มักนำไปทานก็คือใบออ่นหรือยอกของชะอมนั่นเอง
ดอก ชะอมจะออกที่ซอกกิ่ง สีขาวหรือขาวนวล ดอกขนาดเล็กและเห็นชัด เฉพาะเกสรตัวผู้ที่เป็นฝอยๆ
ผล เป็นฝัก มีขนาดเล็กกว่าฝักกระถิน
สรรพคุณของชะอม

สำหรับการใช้ประโยชน์จากชะอม เพื่อเป็นการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค สามารถนำมาใช้ประโยชน์ ได้จาก ยอดชะอม และ รากชะอม สรรพคุณของชะอม มีดังนี้
ยอดชะอม จะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันมะเร็ง ช่วยลดความร้อนในร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ
ชะอม สรรพคุณช่วยในการขับถ่าย แก้โรคท้องผูก ช่วยบำรุงเส้นผม
รากชะอม จะมีสรรพคุณช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ลดการปวดท้อง และช่วยขับลมในลำไส้ ช่วยบำรุงเส้นเอ็น ช่วยแก้อาการลิ้นอักเสบเป็นผื่นแดง
โทษของชะอม

ข้อควรระวังในการบริโภคชะอม โทษของชะอม เนื่องจาก ชะอมมีกรดยูริกสูง หากบริโภคมากเกินไปก็จะส่งผลเสียกับร่างกายได้ ดดยรายละเอียด ดังนี้
ชะอมจะทำให้น้ำนมแห้ง คุณแม่หลังคลอดไม่ควรรับประทาน
การรับประทานชะอม ในช่วงฤดูฝน ชะอ อาจมีรสเปรี้ยว อาจทำให้ปวดท้องได้
ชะอมมีกรดยูริก หากรับประทานมากๆ อาจทำให้เป็นโรคเกาต์ ทำให้ปวดกระดูก เป็นเกาต์ไม่ควรบริโภคชะอม
สำหรับคุณแม่ที่เพิ่งมีบุตรอ่อน ไม่ควรรับประทานผักชะอม เพราะจะทำให้น้ำนมแม่แห้งได้
ผักชะอม สำหรับคุณแม่ลูกอ่อน จะแพ้กลิ่นของผักชนิดนี้อย่างมาก ดังนั้นควรอยู่ห่าง ๆ
การรับประทานผักชะอมในหน้าฝน อาจจะมีรสเปรี้ยว กลิ่นฉุน บางครั้งอาจทำให้มีอาการปวดท้องได้ (ปกตินิยมรับประทานผักชะอมหน้าร้อน)
กรดยูริกเป็นตัวการที่ทำให้เกิดข้ออักเสบในผู้ป่วยโรคเกาต์ ซึ่งเกิดมาจากสารพิวรีน (Purine) โดยผักชะอมนั้นก็มีสารพิวรีนในระดับปานกลางถึงระดับสูง ผู้ป่วยโรคเกาต์สามารถรับประทานได้ แต่ควรรับประทานในปริมาณที่จำกัด หากเป็นมากก็ไม่ควรรับประทาน เพราะจะทำให้ปวดกระดูกได้
อาจพบเชื้อก่อโรคอย่างซาลโมเนลลา (Salmonella) ซึ่งเป็นเชื้อที่สามารถพบได้ทั่วไปในสภาพแวดล้อม เช่น ดิน น้ำ อากาศ เมื่อเรานำผักชะอมที่ปนเปื้อนสารชนิดนี้มาประกอบอาหารโดยไม่ล้างทำความสะอาดหลาย ๆ ครั้ง หรือไม่นำมาปรุงให้สุกก่อนรับประทาน อาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อชนิดนี้ได้ โดยผู้ที่ได้รับเชื้อชนิดอาจจะมีอาการท้องเสีย ปวดท้อง ถ่ายเหลวเป็นน้ำสีเขียว หรือถ่ายเป็นมูกมีเลือดปน มีไข้ เป็นต้น…

Read More

หญ้าคา มีประโยชน์ในการรักษาโรค สามารถนำมาทำสมุนไพรได้

Denny สิงหาคม 23, 2020

หญ้าคา  เป็นสมุนไพร ด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค

ต้นหญ้าคา ภาษาอังกฤษ เรียก Cogongrass ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ของหญ้าคา คือ Imperata cylindrica (L.) Raeusch. สำหรับชื่อเรียกอื่นๆของหญ้าคา เช่น หญ้าหลวง สาแล กะหี่ บร่อง ทรูล ลาลาง ลาแล แปะเม่ากึง เตี่ยมเซากึง คา แฝกคา เก้อฮี เป็นต้น สำหรับหญ้าคา สามารถพบได้ทั่วไปตามไร่นา และ ที่รกร้าง หญ้าคา ที่สามารถขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด ที่สามารถใช้ประโยชน์จากใบหญ้าคาในการนำมามุงหลังคา

ลักษณะของต้นหญ้าคา
ต้นหญ้าคา เป็นพืชจำพวกหญ้า เป็นพืชที่ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด ทนต่อแสดแดดและความร้อน เป็นการช่วยรักษาความชื่นของดินได้ดี ในการขยายพันธุ์หญ้าคาใช้การแยกเหง้า หรืแ การเพาะเมล็ดพันธ์ ลักษณะของต้นหญ้าคา มีดังนี้

ลำต้นหญ้าคา เป็นลักษณะกลมอทอดยาว อยู่ใต้ดิน ที่มีข้อสามารถมองเห็นอย่างชัดเจน ผิวลำต้นเรียบ สามารถแตกกอออกเป็นหลายๆกอได้
ใบหญ้าคา ลักษณะใบยาว เรียว ขอบใบแหลมคม ใบออกจากลำต้น ใบมีสีเขียว แทงขึ้นมาจากดิน
ดอกหญ้าคา ลักษณะเป็นช่อรูปทรงกระบอก แทงยอดดอกออกมาจากลำต้น เมื่อดอกหญ้าคาแก่จะฟูเป็นขนสีขาว ดอกหญ้าจะออกในช่วงฤดูร้อนของทุกปี
ผลหญ้าคา หรือ เมล็ดหญ้าคา เจริญเติบโตจากดอก ดอกหญ้าแก่จะมีเมล็ดหญ้าคา ลักษณะรี สีเหลือง สามารถนำไปขยายพันธุ์ได้
สารเคมีในหญ้าคา

รากของหญ้าคา มีประโยชน์ในการรักษาโรค สามารถนำมาทำสมุนไพรได้ เนื่องจากรากของหญ้าคามีสารสำคัญ เช่น สารประกอบฟินอลิก ( phenolic compounds ) โครโมน ( chrmones ) ไตรเตอร์ปินอยด์ ( triterpenoid ) เซสควิทเตอร์ปินอยด์ ( sesquiterpenoids ) และ โพลีแซคคาไรด์ เป็นต้น

สรรพคุณของหญ้าคา
สำหรับการใช้ประโยชน์จากหญ้าคา สำหรับเป็นสมุนไพร สรรพคุณของหญ้าคา ในทางด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค ที่สามารถใช้ประโยชน์จาก ราก ดอก เมล็ด และ ใบ โดยสรรพคุณของหญ้าคา มีดังนี้

รากหญ้าคา สรรพคุณรักษาโรคความดันโลหิตสูง แก้อาการไอ รักษาตานขโมย แก้หอบหืด แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้กระหายน้ำ ช่วยขับปัสสาวะ รักษากระเพาะอาหารอักเสบ แก้ปวดท้อง รักษาหนองใน ช่วยขับระดูสตรี ช่วยขับประจำเดือน บำรุงไต แก้ตัวเหลือง แก้ฟกช้ำ
เมล็ดหญ้าคา สรรพคุณเป็นยาระงับประสาท
ดอกหญ้าคา สรรพคุณแก้ไป ช่วยรักษาเลือดกำเดาไหล ป้องกันมะเร็งลำไส้ แก้อุจจาระเป็นเลือด แก้ปวด
ใบหญ้าคา สรรพคุณแก้ผดผื่นคัน บำรุงร่างกายสำหรับสตรีหลังคลอด
โทษของหญ้าคา

สำหรับหญ้าคา ใบของหญ้าคามีความคม เป็นอันตราย สามารถบาดมือได้ ในการเดินผ่านกอหญ้าคา หรือ จับใบหญ้าคา ต้องระมัดระวัง อาจทำให้เกิดบาดแผลได้ ใบหญ้าคาไม่สามารถรับประทานได้ ความคมของใบอาจทำให้ลำคอเป็นแผลได้…

Read More

อินทนิน ต้นไม้ดอกสวย มีประโยชน์หลากหลาย สรรพคุณ เช่น รักษาโรคเบาหวาน

Denny สิงหาคม 22, 2020

อินทนิน  สามารถนำมาใช้ประโยชน์ด้านการรักษาโรค ทั้ง ใบ เปลือก เมล็ด แก่นไม้และราก

ต้นอินทนิล ภาษาอังกฤษ เรียก Pride of India ชื่อวิทยาศาสตร์ของอินทนิน คือ Lagerstroemia speciosa (L.) Pers. สำหรับชื่อเรียกอื่นๆของอินทนิน เช่น ฉ่วงมู ฉ่องพนา ตะแบกดำ บางอบะซา บาเย บาเอ ซึ่งชื่อเรียกของอินทนิลจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น โดย อินทนิน ได้รับการจัดตั้งให้เป็น ต้นไม้ประจำจังหวัดสกลนคร และ จังหวัดระนอง คือ ต้นอินทนิน ที่ได้มีการพบขึ้นกระจายในภาคอีสาน ตามที่ราบลุ่มและริมน้ำในป่าเบญจพรรณชื้น และชายป่าดงดิบ ดอกของต้นอินทนิน จะออกดอกช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมของทุกปี โดย

ลักษณะของต้นอินทนิน
ต้นอินทนิล เป็นไม้ยืนต้น สามารถการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ ซึ่งการขยายพันธ์ใช้การเพาะเมล็ดพันธ์ ลักษณะของต้นอินทนิล มีดังนี้
ลำต้น ความสูงประมาณ 10 – 20 เมตร มีกิ่งใหญ่แตกจากลำต้นสูง แผ่กว้าง เป็นพุ่มเหมือนร่ม เปลือกต้นอินทนิลมีสีเทา หรือบางทีพบเป็นสีน้ำตาลอ่อน เปลือกค่อนข้างเรียบ
ใบอินทนิน ลักษณะใบ เป็นใบเดี่ยว ทรงใบเป็นรูปขอบขนาน กว้าง 5-8 เซ็นติเมตร ยาว 11-25 เซ็นติเมตร ปลายใบลักษณะเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ก้านใบยาวประมาณ 1 เซ็นติเมตร ไม่มีขน
ดอกอินทนิน ลักษณะของดอกอินทนิลมีสีม่วงสดอมชมพูป็นช่อโต สวยงาม
อินทนิล เป็น สมุนไพรไทย ที่มีสรรพคุณ ช่วยขับปัสสาวะ ดูแลช่องปาก เหงือกและฟัน รักษาเบาหวาน ลดความดันโลหิต แก้ท้องเสีย ท้องร่วง, แก้เครียด ช่วยให้นอนหลับ รักษาแผลในปาก ลดน้ำตาลในเลือด

สรรพคุณของอินทนิน
สำหรับต้นอินทนิล ที่สามารถเป็นการใช้ประโยชน์ทางสมุนไพรได้อย่างไรบ้าง ซึ่งต้นอินทนิล สามารถนำมาใช้ประโยชน์ด้านการรักษาโรค ทั้ง ใบ เปลือก เมล็ด แก่นไม้และราก โดยสรรรพคุณของอินทนิน มีดังนี้

เปลือกอินทนิล จะมีรสขมฝาด นำไปต้มกับน้ำ สามารถใช้ลดไข้ แก้ท้องเสีย
ใบอินทนิล จะมีรสจืด และขมฝาด นำใบไปต้มกับน้ำร้อน สามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือด รักษาเบาหวาน ช่วยขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต
แก่นไม้อินทนิล จะมีรสขม นำมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ
เมล็ดอินทนิล จะมีรสขม สามารถนำไปใช้ แก้โรคเบาหวาน ช่วยผ่อนคลาย แก้นอนไม่หลับสบาย
รากอินทนิล จะมีรสขม สามารถนำมาใช้รักษาแผลในปากได้
ประโยชน์ของอินทนิน นอกจากประโยชน์ด้านสมุนไพร แล้ว เนื้อไม้อินทนิน นิยมนำมาใช้ในกสร้างอาคารบ้านเรือน ทำกระดานพื้น ฝา กระเบื้องสำหรับมุงหลังคา ทำเรือ ทำเกวียน ทำเครื่องใช้ตกแต่งบ้าน ทำแจว พาย เปียโน หีบใส่ของ ถังไม้ กังหันน้ำ เครื่องมือการเกษตรต่าง ๆ เช่น ทำไถ ไม้นวดข้าว ครก สาก กระเดื่อง ลูกหีบ ซี่ล้อ ทำไม้คาน ไม้กั้นบ่อน้ำ ร่องน้ำ ทำหีบศพ เป็นต้น

โทษของอินทนิล
สำหรับการใช้ประโยชน์จากอินทนิล โดยเป็นการนำมารับประทานเพื่อรักษาโรคและบำรุงร่างกาย นั้น ที่สามารถใช้เปลือก หรือ แก่นไม้ มาต้มดื่ม แต่ต้องกรองให้สะอาด เพื่อเป็นการป้องกันสิ่งสกปรกเจือปน ถ้าหากดื่มสิ่งสกปรกเจือปนเข้าไป อาจจะทำให้เกิดอาการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้…

Read More

ต้นตะไคร้ จัดเป็นพืชผักสมุนไพรชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาประกอบอาหารสำหรับดับกลิ่นคาว

Denny สิงหาคม 14, 2020

ต้นตะไคร้  ใช้เป็นยาแก้ไข้เหนือ น้ำมันหอมระเหยของใบตะไคร้สามารถบรรเทาอาการปวดได้

ต้นตะไคร้ ( Lemongrass ) ชื่อวิทยาศาสตร์ของตะไคร้ คือ Cymbopogon citratus (DC.) Stapf สมุนไพร นิยมนำมาประกอบอาหาร สรรพคุณของตะไคร้ ยาบำรุงธาตุ ช่วยในการเจริญอาหาร ขับสารพิษในร่างกาย ลดไข้ ลดความดัน บรรเทาอาการปวด แก้อาเจียน ขับปัสสาวะ รักษานิ่ว รักษาโรคผิวหนัง ช่วยขับลมในลำไส้ แก้โรคหืด แก้อหิวาตกโรค บำรุงสมอง บำรุงผิว บำรุงระบบประสาท เป็นต้น

ต้นตะไคร้ ( Lemongrass ) เป็นพืชตระกูลหญ้า เป็นพืชล้มลุก ใบของตะไคร้เป็นเรียวยาว ใบมีขน ทั้งต้นตะไคร้มีกลิ่นฉุน ที่สามารถขยายพันธ์โดยแตกหน่อ เราสามารถแบ่งตะไคร้ได้เป็น 6 ชนิด ได้แก่ ตะไคร้หอม ตะไคร้กอ ตะไคร้ต้น ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางนาค และตะไคร้หางสิงห์ ซึ่งตะไคร้เป็นสมุนไพรที่ได้มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย พม่า ศรีลังกา และไทย

ลักษณะของต้นตะไคร้
ตะไคร้ พืชล้มลุก ที่ได้มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว การปลูกตะไคร้ เราใช้การปักชำลำต้นของตะไคร้ ตะไคร้ชอบดินร่วนซุย เป็นพืชที่ชอบน้ำ ชอบแดด เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกประเภท ลักษณะของต้นตะไคร้ มีดังนี้
ลำต้นตะไคร้ มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง รูปทรงกระบอก มีความสูงได้ถึง 1 เมตร (รวมทั้งใบ) ในส่วนของลำต้นที่เรามองเห็นจะเป็นส่วนของกาบใบที่ออกเรียงช้อนกันแน่น โคนต้นมีลักษณะกาบใบหุ้มหนา ผิวเรียบ และได้มีขนอ่อนปกคลุม ในส่วนโคนมีรูปร่างอ้วน มีสีม่วงอ่อนเล็กน้อย และค่อยๆเรียวเล็กลงกลายเป็นส่วนของใบ แกนกลางเป็นปล้องแข็ง ส่วนนี้สูงประมาณ 20-30 ซม. ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และพันธุ์ และเป็นส่วนที่นำมาใช้สำหรับประกอบอาหาร
ใบตะไคร้ ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ก้านใบ (ส่วนลำต้นที่กล่าวข้างต้น) หูใบ (ส่วนต่อ ระหว่างกาบใบ และใบ) และใบ ใบตะไคร้ เป็นใบเดี่ยว มีสีเขียว มีลักษณะเรียวยาว ปลายใบโค้งลู่ลงดิน โคนใบเชื่อมต่อกับหูใบ ใบมีรูปขอบขนาน ผิวใบสากมือ และมีขนปกคลุม ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แต่คม กลางใบมีเส้นกลางใบแข็ง สีขาวอมเทา มองเห็นต่างกับแผ่นใบชัดเจน ใบกว้างประมาณ 2 ซม. ยาว 60-80 เซนติเมตร
ดอกตะไคร้ ออกดอกยาก จึงไม่ค่อยพบเห็น ดอกตะไคร้ จะออกดอกเป็นช่อกระจาย ที่มีก้านช่อดอกยาว และมีก้านช่อดอกย่อยเรียงเป็นคู่ๆ ในแต่ละคู่จะมีใบประดับรองรับ มีกลิ่นหอม ดอกมีขนาดใหญ่คล้ายดอกอ้อ
คุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้

สรรพคุณของตะไคร้
สำหรับประโยชน์ของตะไคร้มีมากมาย ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ทั้งต้น หัว ราก ต้น ใบ
ทั้งต้นของตะไคร้ นิยมใช้เป็นยา ใช้รักษาโรคหอบหืด แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะและแก้อหิวาตกโรค หรือนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยทำเป็นยาทานวด นำมารับประทาน ช่วยบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร และขับเหงื่อได้
หัวของตะไคร้ นำมาใช้เป็นยา ใช้รักษากลากเกลื้อน แก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ แก้ปัสสาวะขัด รักษานิ่ว บำรุงไฟธาตุ เป็นยาแก้อาเจียน ยาลดความดันโลหิตสูง แก้กษัยเส้น และแก้ไข้ เป็นต้น
รากของตะไคร้ สามารถใช้แก้ปวดท้อง และรักษาอาการท้องเสีย
ต้นตะไคร้ สามารถนำมาใช้เป็น ยาขับลม แก้อาการเบื่ออาหาร ขับปัสสาวะ รักษาโรคทางเดินปัสสาวะ รักษานิ่ว เป็นยาบำรุงไฟธาตุ รักษาโรคหนองใน และช่วยดับกลิ่นคาวอาหารได้ด้วย
ใบสดของตะไคร้ นำมาใช้เป็นยาแก้ไข้หวัด ลดอาการไอ รักษาโรคความดันโลหิตสูง บรรเทาอาการปวดได้ แก้อาการปวดศีรษะ
ตะไคร้ ชื่อภาษาอังกฤษ ว่า Lemongrass ชื่อวิทยาศาสตร์ ของตะไคร้ คือ Cymbopogon citratus (DC.) Stapf ตะไคร้มีประโยชน์ เป็นทั้งยารักษาโรค และมีประโยชน์ทางโภชนาการสูง เช่น วิตามินเอ ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เป็นต้น…

Read More

“กระทือ” เป็นมากกว่าสมุนไพร สร้างรายได้ให้เกษตรกร

Denny สิงหาคม 13, 2020

กระทือ  สามารถนำมาเป็นยาแก้ไข้ คนผอมแห้ง ต้มน้ำดอกกระทือดื่มช่วยเจริญอาหาร

กระทือ เป็น สมุนไพรไทย ตระกูลเดียวกันกับพวกขิงและข่า โดยได้มีถิ่นกำเนิดมาจากอินเดีย และได้รับการแพร่กระจายมายังทวีปเอเชีย รวมจนไปถึงประเทศไทย สรรพคุณของกระทือ เช่น เป็นการช่วยขับปัสสาวะ แก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ ช่วยขับลม แก้อ่อนเพลีย ช่วยเจริญอาหาร ขับประจำเดือน ขับเสมหะ บำรุงน้ำนม กระทือ ที่ได้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ingiber zerumbet Smith. ชื่ออื่นๆ ของกระทือ เช่น หัวทือ กระทือป่า แฮวดำ กะแวน เฮียงแดง ที่ได้มีชื่อเรียกของกระทือจะแตกต่างกันออกไปตามท้องถิ่น

ลักษณะของต้นกระทือ
ต้นกระทือ นั้นเป็น พรรณไม้ล้มลุก ลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดิน สีขาวอมเหลือง ใบเรียวยาว สีเขียวแก่ ดอกเป็นช่อ ช่อก้านดอกยาว ปลายดอกมีกลีบเลี้ยงสีเขียวปนแดง เป็นการขยายพันธุ์ของกระทือ ขยายพันธุ์ด้วยการแตกหน่อ กระทือเป็นพืชที่ชอบดินร่วน
ใบกระทือ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน ใบสีเขียวเข้ม เป็นลักษณะของใบคล้ายรูปหอกแกมขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบและแผ่นใบเรียบ ด้านล่างของใบมักมีขนนุ่ม ใบกว้างประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร ที่ก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น
ดอกกระทือ ออกดอกเป็นช่อแทงออกมาจากเหง้าขึ้นมา (รูปแรกด้านบนสุด) เป็นลักษณะของช่อดอกเป็นรูปทรงกระบอก มีกลีบดอกสีขาวนวลออกเหลือง (รูปที่ 1 ด้านล่าง) มีใบประดับขนาดใหญ่สีเขียวแกมแดงเรียงซ้อนกันหนาแน่นและเป็นระเบียบ (รูปที่ 2 ด้านล่าง) โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ดอกจะบานไม่พร้อมกัน
ผลกระทือ ผลมีลักษณะเป็นเมล็ดสีดำ ผลค่อนข้างกลม ผลแห้งแตก ติดอยู่ในประดับ และมีเนื้อสีขาวบางหุ้มเมล็ดอยู่
สรรพคุณของกระทือ

เป็นการนำเอากระทือ ที่มาใช้ประโยชน์ทางการรักษาโรคนั้น ที่สามารถนำมาใช้เป็นสมุนไพร ได้ทั้ง ลำต้น ดอก ใบ และเหง้า โดยรายละเอียดมีดังนี้
ลำต้นของกระทือ ใช้เป็นยาแก้เบื่ออาหาร ช่วยเจริญอาหาร
ใบของกระทือ สามารถใช้ขับเลือดเน่า ช่วยขับประจำเดือน
ดอกของกระทือ สามารถนำมาเป็นยาแก้ไข้ คนผอมแห้ง ต้มน้ำดอกกระทือดื่มช่วยเจริญอาหาร
เหง้าของกระทือ สามารถใช้เป็นยาขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้จุกเสียด ลดอาการปวดท้อง บำรุงธาตุ ช่วยขับปัสสาวะ ขับเสมหะ บำรุงน้ำนม
ประโยชน์กระทือ

กระทือ นั้น นิยมนำมาใช้ประโยชน์หลายอย่าง ประกอบด้วย
เป็นไม้ประดับ ลักษณะดอกของกระทือ ที่มีความสวยงามแปลกตา นิยมนำดอกกระทือปักแจกัญประดับตามห้องรับแขก
หน่ออ่อนของกระทือ ที่สามารถนำมารับประทานได้ ซึ่งนิยมรับประทานทั้งสดๆ และ ลวก ทากับน้ำจิ้ม ส่วนหน่อแก่ของกระทือ นำมาต้มดับกลิ่นคาวของอาหารได้
แกนของลำต้นกระทือ สามารถรับประทานได้
ใบกระทือ นิยมนำมาใช้ห่ออาหาร
ลำต้นของกระทือนำมากรีดเป็นเส้นตากแห้ง ใช้ทำเป้นเชือกได้
น้ำมันหอมระเหย ที่ได้จากดอกกระทือ ใช้ทำย่าฆ่าแมลงและลูกน้ำได้
โทษของกระทือ

สำหรับการใช้ประโยชน์จากกระทือ เนื้อจากกระทือมีรสเผ็ดร้อน จึงไม่ควรรับประทานในปริมาณมากเกินไป เนื่องจากอาจทำให้คลื่นไส้และอาเจียนได้
การปลูกกระทือ
ต้นกระทือ ปลูกง่าย สามารถขึ้นได้ตามธรรมชาติ การขยายพันธุ์ใช้การแตกหน่อ เป็นการปลูกกระทือนั้นนิยมขุดเหง้าจากเหง้าแม่ แล้วนำปลูกลงแปลง ซึ่งดินที่เหมาะสำหรับการปลูกกระทือ ควรเป็น ดินเหนียวปนทราย หรือ ดินร่วนปนทราย ควรปลูกใกล้กับบริเวณที่มีความชื้นตลอด เช่น ข้างบริเวณล้างจาน หรือ หลังห้องน้ำ เป็นต้น

ต้นกระทือ เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดในอินเดีย ต่อมาภายหลังได้แพร่กระจายมายังทวีปเอเชียรวมถึงประเทศไทย โดยจัดเป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นอยู่เหนือดินสูงราว 0.9-1.5 เมตร และมีเหง้าอยู่ใต้ดินเรียกว่า “เหง้ากระทือ” หรือ “หัวกระทือ” เปลือกนอกของเหง้ามีสีน้ำตาลแกมเหลือง ส่วนเนื้อในมีสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอม มีรสขม ขื่น ปร่า และเผ็ดเล็กน้อย ต้นจะโทรมในหน้าแล้งแล้วจะงอกขึ้นใหม่ในหน้าฝน เป็นการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เหง้าหรือที่เรียกว่าหัว เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ในที่ที่มีความชื้นพอสมควร และมีแสงแดดส่องตลอดวัน ที่ได้มีการพบขึ้นมากทางภาคใต้ ตามป่าดงดิบ ริมลำธารหรือชายป่า…

Read More

ทุเรียน ราชาแห่งผลไม้ พืชเศรษฐกิจ โทษและสรรพคุณ มีอะไรบ้าง

Denny สิงหาคม 12, 2020

ทุเรียน  สรรพคุณตาตำรายาไทยระบุว่า รากทุเรียน มีรสฝาดขมใช้แก้ไข้และแก้ท้องร่วง ใบทุเรียน มีรสขม

ต้นทุเรียน ( Durian ) ที่ได้มีชื่อวิทยาศาสตร์ของทุเรียน คือ Durio zibethinus L. ได้รับฉายาว่า ราชาแห่งผลไม้ เนื้อทุเรียนเหมือนคัสตาร์ด รสชาติคล้ายอัลมอนด์ บางคนบอกว่าทุเรียนมีกลิ่นเหม็นรุนแรง ทุเรียนสามารถรับประทานได้ทั้งสุกและห่าม

ลักษณะของต้นทุเรียน
ต้นทุเรียน เป็น ไม้ยืนต้น เป็นการขยายพันธุ์ทุเรียน ทำได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง การติดตา การทาบกิ่ง และ การเสียบยอด ลักษณะของต้นทุเรียน มีลักษณะดังนี้
ลำต้นของทุเรียน ลำต้นตั้งตรง ความสูงของต้นทุเรียน ประมาณ 25 ถึง 50 เมตร เปลือกของต้นทุเรียนมีสีเทาแก่ ผิวขรุขระหลุดลอกออกเป็นสะเก็ด เปลือกทุเรียนไม่มียาง
ใบของทุเรียน ใบเป็นใบเดี่ยว ได้กระจายทั่วกิ่ง ใบรูปไข่ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบเรียบลื่น มีไขนวล ใบด้านบนมีสีเขียว ท้องใบเป็นสีน้ำตาล ขอบใบเรียบ
ดอกของทุเรียน ออกดอกเป็นดอกช่อ เกิดตามลำต้น และกิ่งก้านยาว มีสีขาวหอม คล้ายรุประฆัง
ผลของทุเรียน ผลสดเป็นรูปรีถึงกลม เปลือกทุเรียนมีหนามแหลม ผลมีสีเขียว ผลสุกมีสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในมีสีเหลืองอ่อน เนื้อในนิ่ม รสหวาน
คุณค่าทางโภชนาการของทุเรียน

นักโภชนาการได้ศึกษา คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อทุเรียนสุก ขนาด 100 กรัม ที่ได้มีการพบว่าให้พลังงาน 174 กิโลแคลอรี มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 27.09 กรัม กากใยอาหาร 3.8 กรัม ไขมัน 5.33 กรัม โปรตีน 1.47 กรัม วิตามินเอ 44 หน่วยสากล วิตามินบี 1 0.374 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.2 มิลลิกรัม วิตามินบี 3 1.74 มิลลิกรัม วิตามินบี 5 0.23 มิลลิกรัม วิตามินบี 6 0.316 มิลลิกรัม วิตามินบี 9 36 ไมโครกรัม วิตามินซี 19.7 มิลลิกรัม ธาตุแคลเซียม 6 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 0.43 มิลลิกรัม ธาตุแมกนีเซียม 30 มิลลิกรัม ธาตุแมงกานีส 0.325 มิลลิกรัม ธาตุฟอสฟอรัส 39 มิลลิกรัม ธาตุโพแทสเซียม 436 มิลลิกรัม ธาตุโซเดียม 2 มิลลิกรัม และ ธาตุสังกะสี 0.28 มิลลิกรัม

สรรพคุณของทุเรียน
ทุเรียน ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการบำบัดโรค ได้หลายส่วนประกอบ ทั้ง เนื้อทุเรียน รากทุเรียน ใบทุเรียน เปลือกทุเรียน รายละเอียด ดังนี้
เนื้อทุเรียน ที่สามารถช่วยทำให้ฝีแห้ง ช่วยแก้โรคผิวหนัง ช่วยขับพยาธิ
รากทุเรียน ที่สามารถใช้ลดไข้ได้ ช่วยแก้อาการท้องร่วง
ใบทุเรียน ที่สามารถใช้ลดไข้ได้ ช่วยขับพยาธิ ช่วยแก้ดีซ่าน ช่วยทำให้หนองแห้ง
เปลือกของทุเรียน ที่สามมรถใช้ช่วยแก้ตานซาง ช่วยรักษาโรคคางทูม ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย ช่วยแก้ฝี ช่วยรักษาแผลพุพอง ใช้สมานแผล ใช้ไล่ยุงและแมลง
ข้อควรรู้ในการกินทุเรียน

การกินทุเรียน มีสิ่งที่ผู้บริโภคควรทราบ ดังนี้
ทุเรียนมีแคลอรี่สูง ทุเรียน 4 เม็ด ให้พลังงาน 400 กิโลแคลอรี่ เท่ากับน้ำอัดลม 2 กระป๋อง
ทุเรียนมีปริมาณน้ำตาลสูง ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรหลีกเลี่ยง รวมจนไปถึงคนที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และไขมันในโลหิตสูง
ทุเรียนมีฤทธิ์ร้อน ไม่ควรกินทุเรียนร่วมกับเหล้า เบียร์ หรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ทั้งหลาย
โทษของทุเรียน

ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มี แคลอรี่และน้ำตาลสูง ทุเรียนจึงไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วย โรคเบาหวาน อาจจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สตรีมีครรภ์ไม่ควรกินทุเรียน เพราะทำให้ความร้อนในร่างกายสูงขึ้น เป็นอันตราต่อลูกในท้อง ไม่ควรกินทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือ กาแฟ…

Read More

ชะมดต้น ช่วยคลายความเครียด ช่วยย่อยอาหาร ช่วยกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ

Denny สิงหาคม 11, 2020

ชะมดต้น  สมุนไพรไทย สรรพคุณเพิ่มความรู้สึกทางเพศ เพื่อการบำรุงสุขภาพ

ต้นชะมดต้น ทางแพทย์แผนไทยเรียกว่า เทียนชะมด หรือ ฝ้ายผี เป็นสมุนไพร ไม้เนื้ออ่อน ไม้ล้มลุก ชื่ออื่นๆ ของชะมดต้น เช่น ชะมัดต้น, ฝ้ายผี, เทียนชะมด, จั๊บเจี๊ยว, หวงขุย เป็นต้น ภาษาอังกฤษ เรียก Abelmosk เป็นพืชตระกูลชบา

ลักษณะของต้นชะมดต้น
ต้นชะมดต้น ที่ได้จัดเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก อายุประมาณ 1-2 ปี ที่สามารขยายพันธ์ได้โดยการปักชำ เป็นพืชที่สามารถปลูกได้ในประเทศเขตร้อน เช่น อินเดีย พม่า และประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไทย ที่สามารถพบได้ตามป่าดงดิบ ป่าดิบชื้น และป่าเบญจพรรณ ต้นชะมดต้น ความสูงของต้นไม่เกิน 2 เมตร ลำต้นมีขน สีขาวขึ้นปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ออกเป็นดอกเดี่ยว ตามซอกใบ สีเหลืองและสีม่วง ผลของชะมดต้น เป็นทรงกลมยาวคล้ายผลมะเฟือง ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่มีสีดำ ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาลมีกลิ่นหอม

คุณค่าทางโภชนาการของชะมดต้น
ข้อมูลทางเภสัชศาสตร์ได้ศึกษาชะมดต้น ที่ได้มีการพบว่าในผลของชะมดต้นมีน้ำมันหอมระเหย มีสารMyricetin, Methionine sulfoxide, a-Cephalin และในเมล็ด มีสาร Phosphatidylserine, Plasmalogen โดยน้ำมันหอมระเหยของชะมดต้น มี ambrettolide, ambrdttolic acid, decyl acetate, dodecyl acetate, alpha-macrocyclic lactone, farnesol, 5-dodecnyl acetate, 5-tetradecenyl acetate

สรรพคุณของต้นชะมดต้น
ที่สามารถนำชะมดต้นมาใช้ประโยชน์ได้ทั้ง ส่วน เมล็ด ราก ดอกใบและผล โดบรายละเอียดของสรรพคุณของชะมดต้น มีดังนี้

เมล็ดของชะมดต้น ที่สามารถช่วยเจริญอาหาร เป็นยาบำรุงธาตุ ใช้แก้ปวดหัว รักษาการกระหาย ขับลม รักษาโรคกระเพาะอาหาร
น้ำมันหอมระเหยจากเมล็ดของชะมดต้น เป็นยาระงับประสาท ช่วยคลายความเครียด ขับลม ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ กระตุ้นการทำงานของต่อมหมวกไต
รากของชะมดต้น สามารถช่วยขับพิษร้อน ลดไข้ แก้ไอเรื้อรัง แก้บิด แก้ท้องผูก รักษานิ่ว รักษาโรคหนองใน รักษาโรคกามโรค รักษาแผลพุพอง รักษาแผลไฟไหม้ แก้พิษฝีหนอง รักษารังแค ช่วยฆ่าเชื้อตามขุมขนและรากผม แก้ปวด รักษาโรคปวดข้อ ช่วยขับน้ำนมในสตรีหลังการคลอดบุตร
ดอกของชะมดต้น ช่วยแก้บิด แก้ท้องผูก รักษาโรคพยาธิและขับไส้เดือนรักษานิ่ว
ใบของชะมดต้น ใช้ขับพยาธิ รักษาแผลพุพอง รักษาแผลไฟไหม้ รักษากลากเกลื้อน รักษาโรคปวดข้อ
ผลของชะมดต้น ใช้รักษาฝี
สำหรับสรรพคุณของชะมดต้น คือ ช่วยเจริญอาหาร เป็นยาบำรุงธาตุ ใช้แก้ปวดหัว รักษาการกระหาย ขับลม รักษาโรคกระเพาะอาหาร เป็นยาระงับประสาท ช่วยคลายความเครียด ขับลม ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ กระตุ้นการทำงานของต่อมหมวกไต ช่วยขับพิษร้อน ลดไข้ แก้ไอเรื้อรัง แก้บิด แก้ท้องผูก รักษานิ่ว รักษาโรคหนองใน รักษาโรคกามโรค รักษาแผลพุพอง รักษาแผลไฟไหม้ แก้พิษฝีหนอง รักษารังแค ช่วยฆ่าเชื้อตามขุมขนและรากผม แก้ปวด รักษาโรคปวดข้อ ช่วยขับน้ำนมในสตรีหลังการคลอดบุตร รักษาโรคพยาธิ รักษานิ่ว รักษากลากเกลื้อน ใช้รักษาฝี

ประโยชน์อื่นๆของต้นชะมดต้น
ที่สามารถรับประทานเป็นผัก ใยของเปลือกต้นชะมดต้นสามารถนำมาทำเชือกและกระสอบ เมล็ดของชะมดต้นนำมาโรยป้องกันแมลงได้ รากของชะมดต้นมีสารเหนียวสามารถนำไปทำกระดาษได้ กลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยนำมาทำเป็นส่วนประกอบแต่งกลิ่นของอาหาร
ชะมดต้น เป็น สมุนไพร ที่มี สรรพคุณช่วยขับน้ำนม สำหรับคุณแม่หลังคลอด ส่วน สมุนไพรอื่นๆ ที่เป็น สมุนไพรสำหรับสตรีหลังคลอด อื่นๆ…

Read More

บอน สมุนไพร สรรพคุณและโทษ พืชท้องถิ่น ช่วยขับปัสสาวะ

Denny สิงหาคม 10, 2020

บอน  สำหรับสรรพคุณและประโยชน์ของบอนในการรักษาโรค และ การบำรุงร่างกาย

ลักษณะของต้นบอน
ต้น บอน เป็นพืชล้มลุก ขึ้นได้ดีตามที่ลุ่มริมน้ำ ที่ได้มีการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ ไหล และวิธีการปักชำหัว บอนมีถิ่นกำเนิดอยู่แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต่ อายุของต้นบอนหลายปี โดยเป็นลักษณะของต้นบอนมีรายละเอียดดังนี้

เหง้าของบอน เหง้าหรือ หัวของบอนอยู่ใต้ดิน ลักษณะทรงกระบอก ลำต้นของบอน โดยลำต้นของบอนจะประกอบด้วย หัวกลาง และ หัวย่อย
ใบบอน ลักษณะของใบบอน เป็นใบเดี่ยว ใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบเว้าแหลม ใบมีสีเขียวอ่อน หรือ สีม่วง หรือ สีขาว ก้านใบยาว ออกมาจากเหง้าของบอน ก้านใบ มีสีเขียวแกมม่วง หรือ สีเขียวแกมเหลือง ก้านใบยาวประมาณ 90 เซนติเมตร
ดอกบอน ออกเป็นช่อ ดอกบอนออกจากลำต้นใต้ดิน กาบดอกสีเหลือง ดอกเป็นกระเปาะสีเขียว มีกลิ่นหอม
ผลบอน ลักษณะของผลบอนมีสีเขียว ในผลบอนมีเมล็ดน้อยๆ
คุณค่าทางโภชนาการของบอน

นักโภชนาการได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของบอน ทั้ง ใบบอน และ ก้านบอน โดยได้มีการพบว่ามีสารอาหารสำคุญมากมาย โดยรายละเอียด ดังนี้
คุณค่าทางโภชนาการของใบบอน ขนาด 100 กรัม ที่ได้มีการพบว่าให้พลังงาน 112 แคลอรี มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 25.8 กรัม โปรตีน 2.1 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม กากใยอาหาร 1.0 กรัม น้ำ 70 % เถ้า 1.0 กรัม วิตามินเอ 103 หน่วยสากล วิตามินบี 1 0.15 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.17 มิลลิกรัม วิตามินบี3 1 มิลลิกรัม วิตามินซี 2 มิลลิกรัม ธาตุแคลเซียม 84 มิลลิกรัม และ ธาตุฟอสฟอรัส 54 มิลลิกรัม

คุณค่าทางโภชนาการของก้านใบบอน ขนาด 100 กรัม ที่ได้มีการพบว่าให้พลังงาน 24 แคลอรี มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 5.8 กรัม โปรตีน 0.5 กรัม ไขมัน 0.9 กรัม กากใยอาหาร 0.9 กรัม น้ำ 92.7 % วิตามินเอ 300 หน่วยสากล วิตามินบี1 0.02 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.04 มิลลิกรัม วิตามินบี3 13 มิลลิกรัม วิตามินซี 1 มิลลิกรัม ธาตุแคลเซียม 49 มิลลิกรัม ธาตุฟอสฟอรัส 25 มิลลิกรัม และ ธาตุเหล็ก 0.9 มิลลิกรัม

ประโยชน์ของบอน
สำหรับต้นบอน นั้น สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากลาย ทั้งส่วน ก้าน ใบ และ หัว ซึ่งโดยทั่วไปของการนำเอาบอนมาใช้ประโยชน์ เช่น ได้นำมาทำอาหารสำหรับรับประทาน ที่นำใบมาใช้เป็นภาชนะในการใส่น้ำ ก้านสามารถนำมาตากแห้งทำเป็นเชื่อก และ วัตถุดิบในการจักรสาน ดอกของบอนสวย สามารถปลูกเป็นไม้ประดับได้

สรรพคุณของบอน
สำหรับสรรพคุณและประโยชน์ของบอนในการรักษาโรค และ การบำรุงร่างกายนั้น สามารถใช้ประโยชน์ จาก ราก หัว ก้าน ลำต้น น้ำยาง ใบ โดยรายละเอียด ดังนี้
รากของบอน สรรพคุณแก้ท้องเสีย แก้อาการเจ็บคอ แก้เสียงแหบ
หัวของบอน สรรพคุณเป็นยาระบาย ช่วยขับปัสสาวะ ห้ามเลือด รักษาฝี ช่วยขับน้ำนมของสตรี ช่วยลดความดันโลหิต
ลำต้นของบอน สรรพคุณรักษาแผลจากงูกัด
ก้านใบบอน สรรพคุณแก้พิษคางคก ลดอาการอักเสบ
น้ำยางของบอน สรรพคุณถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ช่วยกำจัดหูด
โทษของบอน

ต้นบอน มียาง ซึ่งยางของบอนมีพิษ การนำบอนมารับประทานอาหาร ที่ต้องกำจักยางของบอนออกให้หมดก่อน ห้ามล้างด้วยน้ำเย็น โดยให้นำไปต้มในน้ำเดือด และ คั้นน้ำของต้นบอนทิ้ง ก่อนนำมาทำอาหาร
น้ำยางของบอนและลำต้นของบอน หากสัมผัสผิวจะทำให้เกิดอาการคันและปวดแสบปวดร้อน ทำให้อักเสบ บวม และ ผิวหนังพอง หากนำมารับประทานแบบสดๆ จะทำให้คันคออย่างรุนแรง เป็นพิษรุนแรงจะทำให้พูดไม่ได้ ลิ้นหนัก คันปาก ลำคอบวม…

Read More

แห้ว ประโยชน์และสรรพคุณ ช่วยบรรเทาและแก้อาการร้อนในและกระหายน้ำ

Denny สิงหาคม 9, 2020

แห้ว  ใช้ประโยชน์จากแห้วด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค

ต้น แห้ว ที่มีชื่อสามัญ ว่า Water Chestnut ชื่อวิทยาศาสตร์ของแห้ว คือ Eleocharisdulcis Trin. ต้นแห้วมีถิ่นกำเนิดที่ประเทศจีน และ ประเทศในเขตอบอุ่น ที่สามารถปลูกได้ทั่วไป แห้วเป็น พืชชายน้ำ ที่ได้มีการนิยมนำหัวของแห้วมารับประทาน เนื้อของหัวแห้ว ขาว มีรสหวาน ที่ได้มีการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย เช่น แป้ง หรือ แห้วกระป๋อง เป็นต้น

แห้วในประเทศไทย
สำหรับประเทศไทยนั้น ที่ได้มีการเริ่มมการนำแห้วจีนเข้ามาปลูกครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2493 โดย กำนันวงษ์ ปลูกในนาข้าวของกำนันวงษ์ ที่อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ซึ่งในปัจจุบันการปลูกแห้วมีการปลูกมาก เฉพาะพื้นที่ภาคกลาง ตามแถบแม่น้ำท่าจีน

ชนิดของแห้ว
ต้นแห้ว ที่นิยมนำมาปลูกนั้น มี 3 ชนิด คือ แห้วหมู แห้วไทย และ แห้วจีน โดยรายละเอียด ดังนี้
แห้วหมู หรือ หญ้าแห้วหมู มีลักษณะเด่นของแห้วชนิดนี้ คือ ลำต้นขนาดเล็ก กลม สั้น แตกใบสูงกว่าลำต้น แตกหัวออกตามไหล หัวแห้วมีขนาดเล็ก เปลือกหัวแห้วสีดำอมน้ำตาล เนื้อสีขาว แข็ง รสเผ็ดร้อน
แห้วไทย ลักษณะ คือ ลำต้นสูงประมาณ 80 เซนติเมตร ใบเป็นสามเหลี่ยม เปลือกของหัวแห้วมีสีดำ และแข็งเป็นริ้ว เนื้อของหัวแห้วมีสีขาว เมื่อให้ต้มสุกแล้วเนื่อจะเป็นสีเหลืองอ่อน หัวเล็กกว่าแห้วจีน
แห้วจีน นิยมปลูกมากที่สุดในไทย ลักษณะ คือ ลำต้นสูงประมาณ 1 เมตร ใบเป็นทรงกลม เหมือนหญ้า หัวแห้วทรงกลม เปลือกของหัวแห้วสีน้ำตาลไหม้ เนื้อของหัวแห้วสีขาว
ลักษณะของต้นแห้ว

ต้นแห้ว เป็นพืชล้มลุก อายุแค่ปีเดียว ลักษณะคล้ายข้าว ปลูกในที่ที่มีน้ำมาก สำหรับรายละเอียดของต้นแห้ว มีรายละเอียด ดังนี้
รากและหัวของแห้ว เป็นแบบไรโซม มีการแตกไหล หัวแห้ว มีลักษณะทรงกลม ค่อนข้างแบน หัวแห้ว สามารถแบ่งได้ 2 ชนิด คือ หัวแห้วที่เกิดเมื่อต้นแห้วอายุ 6 ถึง 8 สัปดาห์ และ หัวแห้วที่เกิดช่วงแห้วออกดอก
ลำต้นของแห้ว เป็นลักษณะกก ลำต้นมีทรงกลม ลำต้นตั้งตรง แข็ง และ อวบน้ำ ลำต้นสูงประมาณ 1.5 เมตร
ใบของแห้ว เป็นใบเดี่ยว ใบมีลักษณะกลม ยาว สีเขียว
ดอกของแห้ว จะออกดอกเป็นช่อ ออกที่บริเวณยอดของลำต้น ช่อดอกย่อยมีจำนวนมาก ดอกแห้วจะแทงออกเมื่อลำต้นสูงประมาณ 15 เซนติเมตร
ผลของแห้ว เรียก เมล็ด มีขนาดเล็ก สีน้ำตาลอมดำ

ประโยชน์ของแห้ว
สำหรับการใช้ประโยชน์จากต้นแห้วนั้น ประโยชน์หลักของแห้วนั้น ที่ได้มีการนิยมนำหัวแห้วมาทำอาหารรับประทาน ซึ่งหัวแห้วมีคุณสมบัติคล้ายยแป้งข้าวโพด ที่สามารถนำแห้วมาทำแป้งได้ ทำอาหารสัตว์ได้ ส่วนใบและลำต้นของแห้วสามารถนำมาทำเครื่องจักรสานได้ เช่น หมวกสาน ตะกร้า เป็นต้น

คุณค่าทางโภชนาการของแห้ว
สำหรับหัวแห้วนั้นเป็นส่วนที่นิยมนำมารับประทาน โดยนักโภชนากการได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนากการของหัวแห้ว ขนาด 100 กรัม ที่ได้มีการพบว่า ให้พลังงาน 730 กิโลจูล มีสารอาหารสำคัญต่างๆ ประกอบด้วย น้ำ 48.2 กรัม โปรตีน 3.4 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 32.1 กรัม กากใยอาหาร 14.9 กรัม น้ำตาล 3.3 กรัม แคลเซียม 17.6 มิลลิกรัม สังกะสี 0.4 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 0.7 มิลลิกรัม โซเดียม 0.8 มิลลิกรัม และ โพแทสเซียม 468 มิลลิกรัม

สรรพคุณของแห้ว
สำหรับการใช้ประโยชน์จากแห้วด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค นัั้น จะใช้ หัวแห้วและใบแห้ว โดยรายละเอียด สรรพคุณของแห้ว มีดังนี้
หัวแห้ว สรรพคุณ แก้อักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยบำรุงร่างกาย ลดไขมันในเส้นเลือด รักษาเบาหวาน แก้กระหายน้ำ กระตุ้นการย่อยอาหาร ลดไข้ แก้ร้อนใน ช่วยขับน้ำนม รักษาโรคกระเพาะอาหาร แก้คลื่นไส้อาเจียน ช่วยเจริญอาหาร แก้ไอ แก้ท้องผูก แก้อาการเมาเหล้า รักษาริดสีดวงทวาร ช่วยให้หูดอ่อนนิ่มลง
ใบแห้ว สรรพคุณ แก้อาการปวดเหงือก แก้ปวดฟัน รักษาแผลในช่องปาก รักษาแผลแมลงสัตว์กัดต่อย ลดอาการปวดบวม
โทษของแห้ว…

Read More

กระวาน เป็นส่วนหนึ่งของสมุนไพรและเครื่องเทศชื่อดังซึ่งเต็มไปด้วยสรรพคุณมากมาย

Denny กรกฎาคม 31, 2020

กระวาน  จัดเป็นเครื่องเทศหรือสมุนไพรที่สำคัญทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นที่นิยมทั้งใน และต่างประเทศ

ต้นกระวาน ( Clustered cardamom ) ชื่อวิทยาศาสตร์ของกระวาน คือ Amomum verum Blackw. ที่มีชื่อเรียกอื่นๆของกระวาน เช่น ปล้าก้อ , กระวานขาว , มะอี้ , ข่าโคก , ข่าโค่ม , หมากเนิ้ง , กระวานไทย , กระวานดำ , กระวานแดง , กระวานจันทร์ , กระวานโพธิสัตว์ เป็นต้น ต้นกระวาน จัดเป็นพืชตระกูลขิง กระวานมีราคาสูง

ชนิดของกระวาน
สำหรับกระวาน ที่ได้มีการซื้อขายในประเทศไทย มี 2 ชนิด คือ กระวานไทย และ กระวานเทศ โดยรายละเอียด ดังนี้

กระวานไทย ( Amomum krevanh ) เป็นสายพันธ์ที่นิยมปลูกในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉีียงใต้ กระวานไทยมีผลค่อนข้างกลม สำหรับ ประเทศไทย มีกระวานจากป่าบริเวณเขาสอยดาวจังหวัดจันทบุรี เป็นกระวานคุณภาพดี เรียกว่า “ กระวานจันทบุรี ”
กระวานเทศ ( Elettaria cardamomum ) เป็นกระวานทีปลูกตามประเทศเอเชียกลาง อินเดีย ศรีลังกา กระวานเทศลักษณะผลจะแบนรี
กระวานในประเทศไทย

สำหรับ กระวานในประเทศไทย เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ที่ได้มีการส่งออกกระวานสำหรับทำเป็นเคร่ื่องเทศ โดยที่ได้มีการแหล่งปลูกกระวานที่สำคัญของประเทศไทย คือ จ.จันทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฐธานี สงขลา แต่กระวานคุณภาพดีที่สุด คือ กระวานจันทบุรี นิยมส่งออกไปประเทศจีน และ ฮ่องกง โดยที่ได้มีการผลผลิตกระวานจะออกมากที่สุดในช่วงเดือนก.ค.ถึงส.ค.ของทุกปี

ลักษณะของต้นกระวาน
ต้นกระวาน คือ พืชล้มลุก พืชตระกูลขิง ชอบขึ้นตามที่ร่ม ชอบดินความชื้นสูง และได้มีการพบกระจายตามบริเวณป่าเขา กระวาน ที่สามารถขยายพันธ์ได้โดยการเพาะเมล็ดพันธ์ และ การแตกหน่อ ลักษณะของต้นกระวาน มีรายละเอียด ดังนี้

ลำต้นกระวาน มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลำต้นความสูงประมาณ 2 เมตร มีสีเขียว ลักษณะอวบน้ำ
ใบกระวาน เป็นใบเดี่ยว ลักษณะใบยาว ปลายใบแหลม ใบเรียบ มีสีเขียว
ดอกกระวาน ออกดอกเป็นช่อ โดยช่อดอกกระวานจะออกมาจากเหง้า และชูขึ้น กลีบดอกกระวานมีสีเหลือง
ผลกระวาน ลักษณะกลม ติดกันเป็นพวง ผลมีสีขาวนวล ผิวของเปลือกผลกระวานเกลี้ยง ผลอ่อนมีขน ผลแก่จะร่วง มีเมล็ดอยู่ภายในจำนวนมาก
เมล็ดกระวาน ที่มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นการบูร รสเผ็ด เมล็ดอ่อนมีสีขาว เมล็ดแก่เป็นสีดำ
คุณค่าทางโภชนาการของกระวาน

สำหรับด้านโภชนาการ นักโภชนากการได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของกระวาน ขนาด 100 กรัม ที่ได้มีการพบว่าให้พลังงาน 254.0 กิโลแคลอรี และ มีสารอาหารสำคุณ เช่น โปรตีน 9.5 กรัม ไขมัน 6.3 กรัม คาร์โบไฮเดรต 39.7 กรัม แคลเซียม 16.0 กรัม ฟอสฟอรัส 23.0 มิลลิกรัม และ เหล็ก 12.6 มิลลิกรัม น้ำมันหอมระเหยจากกระวาน สามารถต้านเชื้อแบคทีเรียได้

สรรพคุณของกระวาน
สำหรับประโยชน์ของกระวานในทางด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค ที่สามารถใช้ประโยชนืได้จาก ผลกระวาน ใบกระวาน เมล็ดกระวาน โดย สรรพคุณของกระวาน มีดังนี้

ผลแก่กระวาน สรรพคุณบำรุงร่างกาย ช่วยขับเลือด ขับลม ช่วยเจริญอาหาร แก้คลื่นไส้อาเจียน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เป็นยาระบาย ต้านเชื้อแบคทีเรีย
ใบกระวาน สรรพคุณบำรุงร่างกาย ขับลม ขับเสมหะ ทำให้สดชื่น แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
เปลือกกระวาน สรรพคุณบำรุงร่างกาย ขับเสมหะ แก้ไข้ ทำให้สดชื่น รักษาโรคผิวหนัง
เมล็ดกระวาน สรรพคุณบำรุงร่างกาย ขับเสมหะ แก้ปวดท้อง เป็นยาระบาย
แก่นกระวาน สรรพคุณรักษาโรคโลหิตเป็นพิษ
รากกระวาน สรรพคุณช่วยฟอกเลือด แก้โลหิตเน่าเสีย ขับเสมหะ
กระพี้กระวาน สรรพคุณบำรุงเลือด รักษาโรคผิวหนัง
หน่อกระวาน สรรพคุณช่วยถ่ายพยาธิ
โทษของกระวาน

สำหรับการใช้ประโยชน์กระวาน ก็เหมือนสมุนไพรทั่วไป ที่ต้องใช้อย่างถูกต้องและในปริมาณที่เหมาะสม จึงจะไม่เกิดโทษต่อร่างกาย แต่ยังไม่พบว่ามีรายงานถึงความเป็นพิษจากการใช้กระวาน ดังนั้นการใช้กระวานจึงน่าจะมีความปลอดภัยสูง…

Read More