ป้ายกำกับ: ภาคอีสาน

Denny กรกฎาคม 16, 2020

กระเจี๊ยบแดง  เนื่องด้วยความนิยมของการดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรเป็นที่ได้รับความสนใจพอสมควร

สมุนไพรกระเจี๊ยบแดง ที่ได้มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักเก็งเค็ง, ส้มเก็งเค็ง, ส้มตะเลงเครง (ตาก), ใบส้มม่า (ระนอง), แกงแคง (เชียงใหม่), ส้มปู (แม่ฮ่องสอน), แบลมีฉี่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), แต่เพะฉ่าเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง), ปร่างจำบู้ (ปะหล่อง), กระเจี๊ยบ, ส้มเก็ง ส้มพอเหมาะ (ภาคเหนือ), ส้มพอดี (ภาคอีสาน), กระเจี๊ยบแดง, กระเจี๊ยบเปรี้ยว (ภาคกลาง), ส้มพอ ส้มพอเหมาะ เป็นต้น มีถิ่นกำเนิดในประเทศซูดาน อินเดีย มาเลเซีย และประเทศไทย โดยในประเทศไทยมีแหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี สระบุรี อุตรดิตถ์ กาญจนบุรี และฉะเชิงเทรา

ลักษณะของกระเจี๊ยบแดง
ต้นกระเจี๊ยบแดง ที่ได้มีการจัดเป็นไม้พุ่มมีความสูงประมาณ 50-180 เซนติเมตร ได้มีอยู่หลายสายพันธุ์ ลำต้นและกิ่งก้านที่ได้มีสีม่วงแดง และได้มีการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด

ใบกระเจี๊ยบแดง ที่มีใบเป็นใบเดี่ยว ใบมีหลายลักษณะ ลักษณะคล้ายรูปฝ่ามือ 3 แฉก หรือ 5 แฉก ใบเว้าลึกหรือเรียบ หรือใบเป็นรูปรีแหลม หรือรูปเรียวแหลม ขอบใบจะมีจักเป็นฟันเลื่อย ใบที่ได้มีความกว้างและความยาวใกล้เคียงกันประมาณ 8-15 เซนติเมตร และก้านใบมีความยาวประมาณ 5 เซนติเมตร

ดอกกระเจี๊ยบแดง ดอกเป็นดอกเดี่ยว ที่ออกดอกตามซอกใบ มีกลีบดองสีชมพูหรือสีเหลือง ตรงบริเวณกลางดอกจะมีสีเข้มกว่าคือสีม่วงแดง ดอกมีเกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ก้านดอกสั้น มีริ้วประดับเรียวยาวปลายแหลม มี 8-12 กลีบ เป็กลีบเลี้ยงที่จะสามารถแผ่ขยายติดกันออกหุ้มเมล็ดไว้ โดยที่ได้มีสีแดงเข้มและหักง่าย เมื่อดอกบานเต็มที่จะได้มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 เซนติเมตร

เป็นลักษณะของผลเป็นรูปรีมีปลายแหลม เป็นผลมีความยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่จะแห้งแตกเป็น 5 แฉก ในผลมีเมล็ดสีน้ำตาล โดยที่มีลักษณะคล้ายรูปไตอยู่จำนวนมาก ประมาณ 30-35 เมล็ดต่อผล และเป็นผลยังได้มีกลีบเลี้ยงหนาสีแดงฉ่ำน้ำหุ้มอยู่ เราจะเรียกส่วนนี้ว่ากลีบกระเจี๊ยบหรือกลีบรองดอก (Calyx) หรือที่คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นดอกกระเจี๊ยบนั่นเอง

สรรพคุณของกระเจี๊ยบแดง
กลีบเลี้ยงของดอกหรือกลีบที่เหลือที่ผล นำมาใช้เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือดและเป็นการช่วยลดน้ำหนัก โดยที่ได้มีการทดลองกับกระต่ายที่มีไขมันสูง แล้วได้มีการพบว่าระดับไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอล และระดับไขมันเลว (LDL) ลดลง และมีปริมาณของไขมันชนิดดี (HDL) เพิ่มมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ที่ได้มีความรุนแรงของการอุดตันหลอดเลือดแดงใหญ่จากหัวใจก็น้อยลงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับสารสกัดกระเจี๊ยบแดงอีกด้วย (ผล, เมล็ด, น้ำกระเจี๊ยบแดง)
ดอกกระเจี๊ยบแดงที่จะสามารถช่วยละลายไขมันในเส้นเลือด (ดอก)
เมล็ดใช้เป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง (เมล็ด, น้ำกระเจี๊ยบแดง, ยอดและใบ)
ช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ช่วยรักษาโรคเบาหวาน (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ช่วยลดความดันโลหิต โดยที่ไม่มีผลร้ายแต่อย่างใด ที่ได้มีรายงานการวิจัยทางคลินิกที่ได้มีการพบว่าในวันที่ 12 หลังผู้ป่วยได้รับชาชงกระเจี๊ยบแดงทุกวัน ค่าความดันโลหิตเมื่อหัวใจบีบตัวและคลายตัวลดลง 11.2% และ 10.7% ตามลำดับเมื่อเทียบกับวันแรก และ 3 วันหลังจากหยุดดื่มชาชง ความความดันโลหิตทั้งสองค่าก็ได้มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (น้ำกระเจี๊ยบแดง)
เมล็ดช่วยบำรุงโลหิต (เมล็ด)
เพื่อเป็นการช่วยแก้เส้นเลือดตีบตัน ช่วยรักษาเส้นเลือดให้แข็งแรงและอ่อนนิ่มยืดหยุ่นได้ดี (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
น้ำกระเจี๊ยบที่จะช่วยทำให้ความเหนียวข้นของเลือดลดลง (น้ำกระเจี๊ยบแดง)
ดอกกระเจี๊ยบแดงช่วยรักษาโรคเส้นเลือดแข็งเปราะได้เป็นอย่างดี (น้ำกระเจี๊ยบแดง)…

Read More
Denny กรกฎาคม 15, 2020

เพกา  เป็นผักที่นิยมจิ้มกินกับน้ำพริก ลักษณะเป็นฝักสีเขียวยาวประมาณ 1 ศอก และในทางการแพทย์ระบุว่าามีสารสกัดฟลาโวนอยด์

ที่ได้มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ อีก เช่น ลิ้นฟ้า (เลย, ภาคอีสาน), กาโด้โด้ง (กาญจนบุรี), ดุแก ดอก๊ะ ด๊อกก๊ะ (แม่ฮ่องสอน), เบโด (จังหวัดนราธิวาส), มะลิ้นไม้ มะลิดไม้ ลิดไม้ (ภาคเหนือ), โชยเตียจั้ว (จีน) เป็นต้น

ที่ได้มีการจัดเป็นไม้ยืนต้นและเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ได้มีถิ่นกำเนิดในอินเดียแลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และรวมไปจนถึงประเทศไทยบ้านเราด้วย โดยที่ได้มีการพบได้ตามป่าเบญจพรรณและป่าชื้นทั่วไป ถึงแม้ว่าจะได้มีอยู่ในหลาย ๆ ประเทศ แต่มีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่นำมากินเป็นผัก (จัดอยู่ในหมวดดอกฝัก)

ฝักอ่อนของ ต่อน้ำหนัก 100 กรัม จะได้มีวิตามินซีถึง 484 มิลลิกรัม

ซึ่งถือได้ว่าสูงมาก ๆ และยังได้มีการประกอบไปด้วยมีวิตามินเอสูงถึง 8,300 มิลลิกรัม (ซึ่งพอ ๆ เพกา  กับตำลึงเลยทีเดียว), ธาตุแคลเซียม 13 มิลลิกรัม, ธาตุฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม, โปรตีน 0.2 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 14 กรัม, ไขมัน 0.5 กรัม, เส้นใย 4 กรัม ยอดอ่อนของต่อน้ำหนัก 100 กรัม จะมีวิตามินบี 1 0.18 มิลลิกรัม, วิตามินบี 2 0.7 มิลลิกรัม, วิตามินบี 3 2.4 มิลลิกรัม, โปรตีน 6.4 กรัม, ไขมัน 2.6 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 13 กรัม และให้พลังงาน 101 กิโลแคลอรี

ตามความเชื่อของคนโบราณนั้นที่ห้ามปลูกไว้ในบริเวณบ้าน เนื่องจากนี้ฝักของที่ได้มีรูปร่างคล้ายดาบหรือปลายหอก

อาจจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจเลือกตกยางออกได้ และยังเป็นชื่อเรียกของเหล็กประดับยอดพระปรางค์ เนื่องจากนี้ได้มีรูปร่างคล้ายฝักของ จึงถือว่าเป็นของสูงไม่คู่ควรแก่ในการนำมาปลูกไว้ในบ้าน แต่ถ้าจะไปปลูกไว้ตามไร่ตามสวน หรือรั้วบ้านก็คงจะไม่เป็นไร…

Read More