ป้ายกำกับ: แก้ท้องผูก

Denny สิงหาคม 9, 2020

แห้ว  ใช้ประโยชน์จากแห้วด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค

ต้น แห้ว ที่มีชื่อสามัญ ว่า Water Chestnut ชื่อวิทยาศาสตร์ของแห้ว คือ Eleocharisdulcis Trin. ต้นแห้วมีถิ่นกำเนิดที่ประเทศจีน และ ประเทศในเขตอบอุ่น ที่สามารถปลูกได้ทั่วไป แห้วเป็น พืชชายน้ำ ที่ได้มีการนิยมนำหัวของแห้วมารับประทาน เนื้อของหัวแห้ว ขาว มีรสหวาน ที่ได้มีการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย เช่น แป้ง หรือ แห้วกระป๋อง เป็นต้น

แห้วในประเทศไทย
สำหรับประเทศไทยนั้น ที่ได้มีการเริ่มมการนำแห้วจีนเข้ามาปลูกครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2493 โดย กำนันวงษ์ ปลูกในนาข้าวของกำนันวงษ์ ที่อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ซึ่งในปัจจุบันการปลูกแห้วมีการปลูกมาก เฉพาะพื้นที่ภาคกลาง ตามแถบแม่น้ำท่าจีน

ชนิดของแห้ว
ต้นแห้ว ที่นิยมนำมาปลูกนั้น มี 3 ชนิด คือ แห้วหมู แห้วไทย และ แห้วจีน โดยรายละเอียด ดังนี้
แห้วหมู หรือ หญ้าแห้วหมู มีลักษณะเด่นของแห้วชนิดนี้ คือ ลำต้นขนาดเล็ก กลม สั้น แตกใบสูงกว่าลำต้น แตกหัวออกตามไหล หัวแห้วมีขนาดเล็ก เปลือกหัวแห้วสีดำอมน้ำตาล เนื้อสีขาว แข็ง รสเผ็ดร้อน
แห้วไทย ลักษณะ คือ ลำต้นสูงประมาณ 80 เซนติเมตร ใบเป็นสามเหลี่ยม เปลือกของหัวแห้วมีสีดำ และแข็งเป็นริ้ว เนื้อของหัวแห้วมีสีขาว เมื่อให้ต้มสุกแล้วเนื่อจะเป็นสีเหลืองอ่อน หัวเล็กกว่าแห้วจีน
แห้วจีน นิยมปลูกมากที่สุดในไทย ลักษณะ คือ ลำต้นสูงประมาณ 1 เมตร ใบเป็นทรงกลม เหมือนหญ้า หัวแห้วทรงกลม เปลือกของหัวแห้วสีน้ำตาลไหม้ เนื้อของหัวแห้วสีขาว
ลักษณะของต้นแห้ว

ต้นแห้ว เป็นพืชล้มลุก อายุแค่ปีเดียว ลักษณะคล้ายข้าว ปลูกในที่ที่มีน้ำมาก สำหรับรายละเอียดของต้นแห้ว มีรายละเอียด ดังนี้
รากและหัวของแห้ว เป็นแบบไรโซม มีการแตกไหล หัวแห้ว มีลักษณะทรงกลม ค่อนข้างแบน หัวแห้ว สามารถแบ่งได้ 2 ชนิด คือ หัวแห้วที่เกิดเมื่อต้นแห้วอายุ 6 ถึง 8 สัปดาห์ และ หัวแห้วที่เกิดช่วงแห้วออกดอก
ลำต้นของแห้ว เป็นลักษณะกก ลำต้นมีทรงกลม ลำต้นตั้งตรง แข็ง และ อวบน้ำ ลำต้นสูงประมาณ 1.5 เมตร
ใบของแห้ว เป็นใบเดี่ยว ใบมีลักษณะกลม ยาว สีเขียว
ดอกของแห้ว จะออกดอกเป็นช่อ ออกที่บริเวณยอดของลำต้น ช่อดอกย่อยมีจำนวนมาก ดอกแห้วจะแทงออกเมื่อลำต้นสูงประมาณ 15 เซนติเมตร
ผลของแห้ว เรียก เมล็ด มีขนาดเล็ก สีน้ำตาลอมดำ

ประโยชน์ของแห้ว
สำหรับการใช้ประโยชน์จากต้นแห้วนั้น ประโยชน์หลักของแห้วนั้น ที่ได้มีการนิยมนำหัวแห้วมาทำอาหารรับประทาน ซึ่งหัวแห้วมีคุณสมบัติคล้ายยแป้งข้าวโพด ที่สามารถนำแห้วมาทำแป้งได้ ทำอาหารสัตว์ได้ ส่วนใบและลำต้นของแห้วสามารถนำมาทำเครื่องจักรสานได้ เช่น หมวกสาน ตะกร้า เป็นต้น

คุณค่าทางโภชนาการของแห้ว
สำหรับหัวแห้วนั้นเป็นส่วนที่นิยมนำมารับประทาน โดยนักโภชนากการได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนากการของหัวแห้ว ขนาด 100 กรัม ที่ได้มีการพบว่า ให้พลังงาน 730 กิโลจูล มีสารอาหารสำคัญต่างๆ ประกอบด้วย น้ำ 48.2 กรัม โปรตีน 3.4 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 32.1 กรัม กากใยอาหาร 14.9 กรัม น้ำตาล 3.3 กรัม แคลเซียม 17.6 มิลลิกรัม สังกะสี 0.4 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 0.7 มิลลิกรัม โซเดียม 0.8 มิลลิกรัม และ โพแทสเซียม 468 มิลลิกรัม

สรรพคุณของแห้ว
สำหรับการใช้ประโยชน์จากแห้วด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรค นัั้น จะใช้ หัวแห้วและใบแห้ว โดยรายละเอียด สรรพคุณของแห้ว มีดังนี้
หัวแห้ว สรรพคุณ แก้อักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยบำรุงร่างกาย ลดไขมันในเส้นเลือด รักษาเบาหวาน แก้กระหายน้ำ กระตุ้นการย่อยอาหาร ลดไข้ แก้ร้อนใน ช่วยขับน้ำนม รักษาโรคกระเพาะอาหาร แก้คลื่นไส้อาเจียน ช่วยเจริญอาหาร แก้ไอ แก้ท้องผูก แก้อาการเมาเหล้า รักษาริดสีดวงทวาร ช่วยให้หูดอ่อนนิ่มลง
ใบแห้ว สรรพคุณ แก้อาการปวดเหงือก แก้ปวดฟัน รักษาแผลในช่องปาก รักษาแผลแมลงสัตว์กัดต่อย ลดอาการปวดบวม
โทษของแห้ว…

Read More
Denny เมษายน 11, 2020

เพชรสังฆาต สมุนไพรไทย เป็นของดีของไทยที่มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แถมยังชอบซุกซ่อนอยู่ในที่ที่เราคาดไม่ถึงเสียก็มาก บางอย่างก็อยู่ในอาหาร

เพชรสังฆาต สมุนไพรไทย

เพชรสังฆาต สมุนไพรไทยที่ไม่ได้มีดีแค่ช่วยระบาย รักษาริดสีดวงทวารก็ได้ แต่ยังช่วยลดน้ำหนัก และมีประโยชน์ต่อสุขภาพนานับปการ อย่าเพิ่งสบประมาทว่าเป็นแค่ไม้ประดับ ถ้ายังไม่ได้รู้ถึงสรรพคุณ

สมุนไพรไทยเป็นของดีของไทยที่มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แถมยังชอบซุกซ่อนอยู่ในที่ที่เราคาดไม่ถึงเสียก็มาก บางอย่างก็อยู่ในอาหาร สมุนไพรบางชนิดก็เป็นไม้ประดับที่เราเห็นกันจนชินตา อย่างเช่น เพชรสังฆาต ที่หลายคนอาจจะปลูกเอาไว้เป็นไม้ประดับในบ้าน แต่กลับไม่รู้เลยว่าภายใต้ความสวยงามที่แปลกตานั้น สรรพคุณของเจ้าสมุนไพรชนิดนี้น่ะมากมายเพียงไหน ได้เวลาหันมาให้ความสนใจกับเจ้าสมุนไพรชนิดนี้แล้วล่ะค่ะ ลองมาทำความรู้จักประโยชน์ของเพชรสังฆาตกัน โดยเฉพาะคนที่ถ่ายยาก และยังอยากลดน้ำหนักมามุงตรงนี้ด่วนเลยจ้า

เพชรสังฆาต มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cissus quadrangularis L. และมีชื่อเรียกต่างกันไปตามท้องถิ่นอื่น ๆ อีกว่า สันชะควด (กรุงเทพฯ) ขั่นข้อ (ราชบุรี) สามร้อยต่อ (ประจวบคีรีขันธ์) เพชรสังฆาต เป็นพื้นประเภทไม้เถาเลื้อย ซึ่งโดยปกติแล้วมักนิยมปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับ เนื่องจากเป็นพืชที่มีรูปร่างแปลกตา และมีดอกและช่อสีแดงสวยงาม อีกทั้งยังสามารถปลูกเป็นรายได้เสริมด้วยการนำเถามาหั่นแล้วตากแห้งทำเป็นยาสมุนไพรได้อีกด้วยค่ะ
เพชรสังฆาต หน้าตาเป็นอย่างไร

เพชรสังฆาตเป็นไม้เถาทรงสี่เหลี่ยมเป็นข้อปล้องต่อกัน เปลือกเถาเรียบสีเขียวอ่อน ขนาดของปล้องแต่ละปล้องยาวประมาณ 3-15 เซนติเมตร มีมือสำหรับเกาะยึด ยื่นออกมาจากตรงข้อระหว่างใบ ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยว มีลักษณะปลายใบมน โคนใบเว้า ขอบใบหยักมนห่าง ๆ แผ่นใบเรียบมัน สีเขียวสด ดอกมีสีแดง กลีบดอกมี 4 กลีบ มักออกเป็นช่อเล็ก ๆ ขนาด 2-4 เซนติเมตร ผลสดมีรูปกลม ผลเรียบเป็นมัน ขนาด 4-7 มิลลิเมตร ผลอ่อนมีสีเขียวอ่อน เมื่อแก่จัดจะมีสีดำหรือแดง เมล็ดมีทรงกลมสีน้ำตาล อยู่ในผล ผลละ 1 เมล็ด

เพชรสังฆาต สรรพคุณโดดเด่นชวนให้ลิ้มลอง

สรรพคุณของเพชรสังฆาตที่ชวนให้น่าลิ้มลองก็คงจะเป็นสรรพคุณทางยาที่ช่วยขับลม แก้จุกเสียดแน่นท้อง รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อีกสรรพคุณหนึ่งอันโด่งดังของเพชรสังฆาตก็คือรักษาโรคริดสีดวงทวารนั่นเอง ซึ่งสรรพคุณที่ว่ามานี้ต่างก็มีอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของเพชรสังฆาต โดยเฉพาะในราก ต้น ใบ เถา และน้ำจากต้นของเพชรสังฆาต ดังนี้ค่ะ

* ราก – ช่วยในการสมานตัวของกระดูกที่แตกหักทำให้กระดูกกลับมาเชื่อมต่อกันได้เร็วขึ้น

* ต้น – แก้อาการหูน้ำหนวก แก้อาการเลือดกำเดา รักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติในสตรี ช่วยให้เจริญอาหาร และช่วยขับน้ำเหลืองเสีย

* ใบ – ช่วยในการสมานตัวของกระดูกเช่นเดียวกับราก รักษาอาการอาหารไม่ย่อย ช่วยขับน้ำเหลืองที่เสีย

* เถา – แก้กระดูกหักซ้น ขับลม แก้จุดเสียดแน่นท้อง แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ รักษาโรคลักปิดลักเปิด

ซึ่งนอกจากสรรพคุณดังกล่าวแล้ว งานวิจัยต่าง ๆ ยังเผยสรรพคุณของเพชรสังฆาตเพิ่มเติมมาหลายด้าน ลองมาดูกันค่ะว่า เพชรสังฆาต รักษาโรคอะไรได้บ้าง
เพชรสังฆาต รักษาโรคริดสีดวงทวารก็ดี

เพชรสังฆาตถือเป็นสมุนไพรรักษาโรคริดสีดวงสรรพคุณเด็ด เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี ตัวช่วยส่งเสริมกระบวนการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถช่วยลดอาการอักเสบ รวมทั้งช่วยให้หลอดเลือดดำหดตัวลงได้ ซึ่งสำหรับคนที่เป็นโรคริดสีดวงทวาร จะเกิดภาวะเลือดดำคั่งจนทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก การรับประทานเพชรสังฆาตจึงช่วยบรรเทาอาการได้ รวมทั้งรักษาอาการอักเสบและทำให้หลอดเลือดดำที่บวมเป่งอยู่บริเวณทวารหนักหดตัวลงได้นั่นเอง

ทั้งนี้การศึกษาจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ยังยืนยันถึงข้อดีของการใช้สมุนไพรเพชรสังฆาตในการรักษาโรคริดสีดวงทวารว่า สรรพคุณเพชรสังฆาตมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบัน หรือยาที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเลยล่ะค่ะ แถมในปัจจุบัน เพชรสังฆาตยังถูกใช้เป็นยารักษาหลักในผู้ป่วยริดสีดวงทวารหนักที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรอีกด้วย

เพชรสังฆาต ช่วยบำรุงกระดูก

ในตำรายาของหมอพื้นบ้านและหมออายุรเวทได้ใช้เพชรสังฆาตช่วยบำรุงกระดูกกันอย่างแพร่หลาย โดยระบุว่า สรรพคุณของเพชรสังฆาตช่วยบำรุงกระดูก เพิ่มมวลกระดูก สมานกระดูกที่หัก โดยสารในเพชรสังฆาตจะช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์กระดูก และบรรเทาอาการบวมและอาการอักเสบได้

เพชรสังฆาตยังช่วยเพิ่มการสร้างคอลลาเจนในเซลล์สร้างกระดูก และยังมีฤทธิ์ป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกในหนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่ (เพื่อจำลองให้เกิดสภาวะเหมือนหญิงวัยหมดประจำเดือน) เทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบัน เนื่องจากในหนูที่ได้รับเพชรสังฆาต พบการเพิ่มขึ้นของระดับเอสโตรเจนและวิตามินดีในเลือด จึงสันนิษฐานได้ว่า สมุนไพรเพชรสังฆาตมีสารในกลุ่มเอสโตรเจนสูงมากนั่นเอง

และเมื่อเปรียบเทียบกับการให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนจะพบว่า เพชรสังฆาตให้ผลดีทั้งในเรื่องของความหนา ความแข็งแรง และความหนาแน่นมวลกระดูก ขณะที่เอสโตรเจนจะไม่มีผลในเรื่องความหนาแน่นของมวลกระดูก ที่สำคัญเพชรสังฆาตยังมีฤทธิ์ลดอาการปวดได้อีกด้วย

แก้ท้องผูก

เพชรสังฆาตมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก ถ่ายยาก และช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรครืดสีดวงทวารได้ แต่ทั้งนี้ผลของการช่วยระบายก็ต้องขึ้นอยู่กับธาตุของแต่ละบุคคลด้วยนะคะ ฉะนั้นหากรับประทานเพชรสังฆาตแล้วรู้สึกระบายมากเกินไป มีอาการถ่ายบ่อย ก็ควรลดขนาดรับประทานลงสักครึ่งหนึ่งของปริมาณเดิมที่กินเพชรสังฆาตอยู่

ช่วยลดน้ำหนัก

เพชรสังฆาตเป็นสมุนไพรที่มีไฟเบอร์สูง ช่วยให้กินอาหารได้น้อยลง โดยไฟเบอร์ในเพชรสังฆาตจะเข้าไปลดเนื้อที่ของกระเพาะอาหาร ทำให้อิ่มเร็วขึ้น และมีผลยับยั้งเอนไซม์ที่ย่อยแป้ง น้ำตาล และไขมัน จึงช่วยลดการดูดซึมสารอาหารดังกล่าวเช้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น ซึ่งสรรพคุณช่วยลดน้ำหนักของเพชรสังฆาตก็ผ่านการศึกษาทดลองในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วน โดยการทดลองได้คัดคนที่มีดัชนีมวลกาย หรือ BMI มากกว่า 26 kg/m2 ให้กินเพชรสังฆาตมื้อละ 150 มิลลิกรัม ก่อนอาหาร วันละ 2 มื้อ เป็นเวลา 10 สัปดาห์ โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนการกินและการออกกำลังกาย

โดยผลการทดลองพบว่า อาสาสมัครกลุ่มนี้มีน้ำหนักลดลง 8.8% (จากเดิมน้ำหนักเฉลี่ยของผู้ทดลองก่อนทานเพชรสังฆาต 98.92 กิโลกรัม ลดเหลือ 90.19 กิโลกรัม) ไขมันในร่างกายลด 14.6% เส้นรอบเอวลดลง 8.6% (จากเดิมเส้นรอบเอวเฉลี่ยของผู้ทดลองก่อนทานเพชรสังฆาต 40 นิ้ว ลดเหลือ 36 นิ้ว) และยังมีผลลดระดับคอเลสเตอรอล ไขมันตัวร้าย LDL และระดับน้ำตาลในเลือด ได้ 26.69%, 20.16% และ 14.85% ตามลำดับ

นอกจากนี้จากการศึกษาในห้องทดลองยังพบว่า เพชรสังฆาตมีผลเพิ่มระดับเซโรโทนินในร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้ง่าย และยังช่วยลดสารอักเสบที่พบในเลือดของผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน (Metabolic syndrome) ซึ่งผลดีของเพชรสังฆาตในข้อนี้น่าจะมีประโยชน์ในการนำไปประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหา Metabolic syndrome ต่อไปในอนาคต

ข้อควรระวังในการใช้เพชรสังฆาต

เพชรสังฆาตเป็นสมุนไพรไทยที่มีประโยชน์ก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป เพราะในเถาของเพชรสังฆาตนั้นมีสารแคลเซียม ออกซาเลท (Calcium Oxalate) สูง จึงอาจทำให้เกิดการตกค้างได้หากรับประทานเข้าไปมากเกินพอดี อีกทั้งสารออกซาเลทนั้นยังอาจส่งผลให้เกิดการระคายเคืองที่คอ เยื่อบุภายในปากและทางเดินอาหารส่วนบน ดังนั้นหากจะนำเถาของเพชรสังฆาตมารับประทานสด ๆ ควรหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ หุ้มด้วยกล้วยสุก หรือมะขามเปียก จะเป็นใบผักกาดดองก็ได้ แล้วค่อยรับประทาน และห้ามเคี้ยวโดยเด็ดขาด แต่ถ้าจะให้สะดวกยิ่งกว่านั้นก็สามารถรับประทานแบบที่เป็นแคปซูล วิธีนี้ก็ยังทำให้ได้คุณประโยชน์จากเพชรสังฆาตเช่นเดียวกับการรับประทานแบบสด ๆ ค่ะ…

Read More
Denny เมษายน 9, 2020

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน มะนาว ต้องบอกว่าสรรพคุณของมะนาวเด็ดมากจนช่วยบรรเทาอาการป่วยบางอาการได้เลย

สมุนไพรไทยพื้นบ้าน มะนาว

1. สูตรมะนาวแก้ท้องผูก

สำหรับคนที่มีอาการท้องผูกบ่อย ๆ ถ่ายไม่ค่อยคล่อง ลองให้มะนาวช่วยแก้อาการท้องผูกได้เลยค่ะ โดยผสมน้ำดื่มกับน้ำมะนาวและเกลือ แล้วค่อย ๆ จิบไปเรื่อย ๆ มะนาวจะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ไม่ให้ถูกร่างกายดูดซึมไปหมด และหลังจากดื่มน้ำมะนาวประมาณ 10-20 นาที จะเกิดอาการถ่ายท้อง เมื่อถ่ายท้องเสร็จแล้วสามารถทานอาหารได้ตามปกติ

ทั้งนี้ควรดื่มน้ำมะนาวอย่างน้อยเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ซึ่งจะช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น และถ้าอยากให้ผลลัพธ์ดีมาก ๆ ควรดื่มหลังตื่นนอนทุกเช้า จุดนี้ก็จะช่วยล้างพิษในร่างกายได้อีกทางด้วยค่ะ
2. สูตรน้ำมะนาวแก้ไอ ขับเสมหะ

กรดในน้ำมะนาวจะช่วยกระตุ้นให้มีการขับน้ำลายออกมา ทำให้ลำคอมีความชุ่มชื้นมากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงช่วยลดอาการไอลงได้ อีกทั้งรสเปรี้ยวในน้ำมะนาวยังจะช่วยให้ร่างกายขับเสมหะได้ง่ายขึ้นด้วย โดยสูตรมะนาวแก้ไอขับเสมหะให้คั้นน้ำมะนาว 1 ลูก เติมเกลือเล็กน้อย หรือจะผสมน้ำผึ้ง 1 ส่วนต่อน้ำมะนาว 3 ส่วนก็ได้ คนให้เข้ากันดี แล้วจิบบ่อย ๆ จนกว่าอาการไอจะบรรเทาลง

3. สูตรน้ำมะนาวแก้หวัด

น้ำขิงมะนาวช่วยป้องกันโรคหวัดได้ เพราะคุณค่าจากมะนาวที่มีวิตามินซีสูง ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจของเรา รวมถึงความเผ็ดร้อนของขิงที่จะช่วยให้ร่างกายขับเหงื่อออกมามาก­ขึ้น เป็นการบรรเทาอุณหภูมิความร้อนในร่างกายให้ลงต่ำลง หากจิบน้ำขิงมะนาวอุ่น ๆ เป็นประจำทุกวันก็จะช่วยให้อาการหวัดดีขึ้นได้

ทั้งนี้สูตรน้ำมะนาวแก้หวัดให้ต้มขิงสด 1 แง่งกับน้ำ 1 ถ้วยตวง จากนั้นทิ้งไว้ให้อุ่น ๆ แล้วจึงบีบน้ำมะนาว 1 ลูกตามลงไป คนให้เข้ากัน แล้วจิบเป็นชาขิงมะนาว

4. สูตรน้ำมะนาวบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ

น้ำมันหอมระเหยจากผิวเปลือกมะนาวมีสรรพคุณเป็นยาขับลม จึงมีส่วนช่วยบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อให้ได้ โดยใช้เปลือกผลสด 1/2 ผล ฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ บาง ๆ ชงด้วยน้ำเดือด จากนั้นปิดฝาทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วกรองเอาแต่น้ำมาดื่มเมื่อมีอาการ หรือหากท้องอืด ท้องเฟ้อหนักมาก ให้ดื่มหลังอาหาร 3 เวลา

5. สูตรน้ำมะนาวแก้อาการอาหารไม่ย่อย

สำหรับใครที่มักจะมีอาการอาหารไม่ย่อยเป็นประจำ แนะนำให้ลองจิบน้ำขิงมะนาวในตอนเช้าดู โดยให้บีบมะนาวครึ่งผลลงในน้ำขิงอุ่น 1 แก้วกาแฟ เพราะน้ำขิงมะนาวจะช่วยกระตุ้นให้ตับผลิตน้ำย่อยออกมามากขึ้น เวลากินอาหารในมื้ออื่น ๆ เราจะได้ไม่รู้สึกอึดอัดท้อง และมีอาการท้องอืดตามมานั่นเอง

6. สูตรมะนาวบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน

มะนาวจัดเป็นผลไม้ในกลุ่มซิตรัสซึ่งมีกลิ่นหอมสดชื่น สามารถช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะได้ และหากขยี้เปลือกมะนาวมาสูดดมจะช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เป็นลม ได้ด้วยค่ะ
7. สูตรน้ำมะนาวแก้ปวดหัวจากการอาการเมาค้าง

มะนาวมีสรรพคุณกระตุ้นการทำงานของตับ ช่วยให้ร่างกายขับแอลกอฮอล์ออกไปได้ดีขึ้น อีกทั้งเมื่อผสมกับสมุนไพรอย่างขิงที่ช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน และน้ำผึ้งซึ่งช่วยทำลายพิษแอลกอฮอล์ สูตรมะนาวน้ำผึ้งผสมขิงจึงเป็นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มแก้เมาค้างที่ช่วยบรรเทาอาการได้ดีสูตรหนึ่ง โดยวิธีปรุงก็ไม่ยากค่ะ เพียงผสมน้ำร้อนกับน้ำผึ้งเข้าด้วยกัน ใส่ขิงขูดลงไปคนผสมให้เข้ากัน พักทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จนขิงเข้ากันดีกับน้ำผึ้ง จากนั้นเติมน้ำมะนาว คนผสมให้เข้ากัน ยกลงกรองผ่านกระชอนหรือตะแกรงเอาเฉพาะน้ำ จากนั้นเทน้ำขิงมะนาวใส่แก้วที่มีน้ำแข็งพอประมาณ ยกดื่มบรรเทาอาการได้เลย

8. สูตรน้ำมะนาวบรรเทาอาการลักปิดลักเปิด หรืออาการเลือดออกตามไรฟัน

โรคลักปิดลักเปิด หรืออาการเลือดออกตามไรฟันเกิดจากการขาดวิตามินซีเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นน้ำมะนาวที่มีปริมาณวิตามินซีอยู่สูงมาก จึงช่วยบรรเทาอาการเลือดออกตามไรฟันได้ โดยให้นำน้ำมะนาว 1 ถ้วยชา ผสมน้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ และเกลืออีกเล็กน้อย ชงในน้ำอุ่นแล้วใช้จิบบ่อย ๆ ค่อย ๆ เติมวิตามินซีให้ร่างกายหายจากอาการเลือดออกตามไรฟัน
9. สูตรน้ำมะนาวแก้อาการกลาก เกลื้อน หิด

สูตรน้ำมะนาวแก้กลาก เกลื้อน และหิด ให้นำน้ำมะนาวคั้นสด 1 ผลผสมกับกำมะถันจนมีลักษณะแป้งข้น ๆ ทาผิวบริเวณที่เป็นให้ทั่ว ทำเป็นประจำก่อนนอนจนกว่าอาการกลาก เกลื้อน และหิดจะหาย

10. สูตรน้ำมะนาวแก้น้ำกัดเท้า

มะนาวก็จัดเป็นสมุนไพรแก้น้ำกัดเท้าชนิดหนึ่ง โดยสามารถนำน้ำมะนาวคั้นสดมาทาที่ตุ่มคันจากน้ำกัดเท้า ทิ้งไว้จนแห้ง จากนั้นล้างด้วยน้ำและสบู่แล้วเช็ดให้แห้งสนิท

ประโยชน์ของมะนาว

11. สูตรน้ำมะนาวรักษาแผลในกระเพาะอาหาร

แม้มะนาวจะเป็นกรด แต่เมื่อมาผสมกับน้ำผึ้งแล้วจะมีฤทธิ์เป็นยาสมานแผลชั้นดีเลยล่ะค่ะ ดังนั้นสูตรน้ำมะนาวรักษาแผลในกระเพาะอาหารจึงต้องมีน้ำผึ้งเป็นส่วนผสมด้วย โดยชงน้ำผึ้ง 1 ช้อนชากับน้ำอุ่น 1 แก้วกาแฟ จากนั้นบีบน้ำมะนาวลงไปครึ่งซีก คนให้เข้ากันดี ดื่มให้ได้ทุกวันอาการแผลในกระเพาะก็จะบรรเทาลง

12. สูตรน้ำมะนาวบรรเทาอาการปวด และอาการอักเสบของกระดูก

โรคกระดูกพรุนเป็นผลพวงหนึ่งจากการที่ร่างกายมีกรดมากเกินไป ซึ่งความเสี่ยงนี้เราสามารถป้องกันได้ โดยการคั้นน้ำมะนาวและดื่มเป็นประจำ เนื่องจากเมื่อมะนาวผสมกับน้ำดื่มแล้ว มะนาวจะมีฤทธิ์เป็นด่าง หรือที่เราเรียกว่า Alkaline Water ซึ่งจะช่วยในการลดความเป็นกรดในเลือด อีกทั้งแร่ธาตุที่อยู่ในมะนาวยังช่วยปรับสมดุลความเป็นด่างให้แก่เลือด การดื่มน้ำมะนาวเป็นประจำจึงช่วยลดความเป็นกรดในร่างกาย โดยเฉพาะกรดยูริก ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของอาการปวดและการอักเสบนั่นเอง

มะนาว

13. สูตรมะนาวช่วยเลิกบุหรี่

วิตามินซีในมะนาวจะช่วยเปลี่ยนรสชาติของบุหรี่ให้ฝืดเฝื่อนน่ายี้ จนสะเทือนไปถึงความอยากสูบบุหรี่ของเหล่าสิงห์อมควัน ดังนั้นมะนาวจึงเป็นสมุนไพรอย่างหนึ่งที่ช่วยทำให้เลิกบุหรี่ได้ ซึ่งวิธีกินมะนาวช่วยเลิกบุหรี่ก็แค่หั่นมะนาวทั้งเปลือกเป็นชิ้­นพอดีคำ จากนั้นอยากสูบบุหรี่เมื่อไรก็หยิบมะนาวที่หั่นไว้มากินแทน เคี้ยวเปลือกสัก 3-5 นาที แล้วดื่มน้ำตาม สารในมะนาวจะช่วยลดความอยากของนิโคตินลงได้ และหากอดรนทนไม่ไหวคว้าบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ วิตามินซีในมะนาวที่ทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสของเราแล้วก็จะทำหน้าที่เปลี่ยนรสชาติบุหรี่ให้แย่มากจนเข็ดที่จะสูบไปในที่สุด

มะนาวผลกลม ๆ มีประโยชน์ต่อสุขภาพมหาศาลเลยนะคะ แต่ทั้งนี้การดูแลสุขภาพให้หายป่วยเร็ว ๆ หรือแม้แต่การป้องกันโรค คงจะหวังพึ่งแต่สรรพคุณของมะนาวไม่ได้ ทว่าก็ต้องช่วยตัวเองด้วยการเข้ารับการรักษาที่ถูกต้องโดยแพทย์ รวมไปถึงวิธีป้องกันความเจ็บป่วยด้วยการออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอร่วมด้วย…

Read More