ป้ายกำกับ: แก้ท้องเสีย

Denny กันยายน 11, 2020

ฝรั่ง  เป็นยาล้างแผล ดูดหนอง และถอนพิษบาดแผล

ต้น ฝรั่ง เป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง ที่ชาวไทยรู้จักกันดี ภาษาอังกฤษ เรียก Guava มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า psidium guajawa L มีชื่อเรียก อื่นๆได้แก่ จุ่มโป มะแกว มะกา มะมั่น มะปุ่น มะก้วย สีดา ชมพู่ ฝรั่งเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดที่ทวีปอเมริกากึ่งกลาง คาดว่าเข้าสู่ประเทศไทยโดย พ่อค้าชาวโปรตุๆเกตและก็สเปน

พันธุ์ของฝรั่งที่นิยมกินใหม่ๆเป็นชนิดที่นิยมปลูกเพื่อการค้าขาย นั้น มี 5 พันธ์ โดยเนื้อหา มีดังนี้
เวียดนาม ลูกใหญ่กว่าพื้นเมือง ถึง 2 – 3 เท่า ถูกนำเข้าจากเวียดนามมาปลูกที่อำเภอสามพรานเมื่อ พุทธศักราช 2521– 2523
กิมจู เป็นฝรั่งไม่มีเมล็ด สีนวลงาม รสหวานกลมกล่อม กรอบ
กลมสาลี่ เป็นพันธ์แรกๆที่นิยมปลูกกันมาก ถัดมามีพันธ์แป้นสีทองคำเข้ามา ก็เลยปลูกลดลงเรื่อย
แป้นสีทองคำ ปลูกสูงที่สุดในประเทศไทย ผลเมื่อโตสุดกำลังจะขาว ฟู กรอบ เริ่มต้นปลูกที่อำเภอสามพราน ตอนหลังได้แพร่ไปทั่ว
ไม่มีเมล็ด ลักษณะลูกยาวๆไร้เมล็ด รสด้อยกว่าแป้นสีทองคำ รวมทั้งกิมจู
ค่าทางโภชนาการของ

สรรพคุณของ
พวกเราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางสมุนไพร ตั้งแต่ ใบ ผล ราก เนื้อหา ดังต่อไปนี้
ใบของ ใช้ในการ แก้ท้องเดิน แก้ท้องเดิน แก้ท้องเสีย ใช้ห้ามเลือดในแผลสด ยับยั้งกลิ่นปาก รักษาฝี เป็นยาล้างแผล ดูดหนอง และก็ถอนพิษรอยแผล บรเทาอาการเหงือกบวม แก้พิษเรื้อรัง แก้ปวด
ผลอ่อนของ ใช้ในการแก้ท้องร่วง แก้ท้องเดิน แก้ท้องเสีย หยุดกลิ่นปาก รักษาอาการบิด รักษาอาการเลือดไหลตามไรฟัน บำรุงเหงือกแล้วก็ฟัน บำรุงผิวพรรณ
ผลสุก สามารถใช้เป็นยาระบายก้าวหน้า
รากของสามารถใช้ รักษาฝี รักษาแผลพุพอง แก้เลือดกำเดาไหล
วิธีทำน้ำ

 

เริ่มจากการคัดเลือกเเลือกผล ที่ใหม่ๆก่อน การสังเกตุผลที่สด มองจากผลแข็ง ไม่นุ่ม นำผลมาหั่นเป็นชิ้น เอาเม็ดออก ต่อจากนั้นให้เตรียมน้ำเชื่อมโดย
การเตรียมน้ำเชื่อม ให้นำน้ำที่สะอาดต้มสุก ใส่น้ำตาล รวมทั้ง เกลือลงไปต้ม ให้ได้รสหวานแบบกลมกล่อม
เมื่อพวกเราได้น้ำเชื่อมรวมทั้งเนื้อแล้ว ก็เริ่ม โดยการ นำเนื้อมาใส่น้ำพอเพียงท่วมเนื้อ แล้วก็ ปั่นให้รอบคอบ พวกเราจะได้น้ำ หลังจากนั้น ให้ทำกรองน้ำ พวกเราจะได้น้ำสีเขียวของ
นำน้ำมาแต่งรสกับน้ำเชื่อม ซึ่งขั้นตอนนี้ ความหวานของน้ำเชื่อมให้ใส่ได้ตามใจคนกินได้เลย
จากนั้นให้นำน้ำ ที่พวกเราแต่งรสเอาไว้แล้ว แช่เย็น เมื่อน้ำเย็นได้ที่ก็พร้อมสำหรับเอามาดื่มให้ความสดชื่นต่อสุขภาพ…

Read More
Denny สิงหาคม 29, 2020

กระท้อน  มีสรรพคุณต้านเชื้อจุลินทรีย์ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย รักษาการอักเสบ

ต้นกระท้อน เป็นชื่อ ผลไม้ ที่คุ้นหูคนไทยเป็นอย่างดี ตำบักต้อง หรือ ตำกระท้อน เมนูบ้านๆ แต่กระท้อนมีสรรพคุณ สำหรับ คนรักสวยรักงาม กระท้อนป้องกันสิว กระชับผิว ลดหน้ามันได้ สนใจใน กระท้อน แล้วซิ มาทำความรู้จักกับกระท้อนกัน ว่าผลไม้ชนิดนี้ เป็นอย่างไร มีสรรพคุณการรักษาโรคอะไรบ้าง กระท้อนเป็นผลไม้ มาจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย แต่คนไทยรู้จักกระท้อนนานมาก

กระท้อน ภาษาอังกฤษ เรียก Sentul หรือ Santol หรือ Red sentol หรือ Yellow sentol กระท้อนมีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Sandoricum koetjape ( Burm. f.) Merr. ชื่อเรียกอื่นๆของกระท้อน อาทิ เช่น เตียน, ล่อน, สะท้อน,มะต้อง, มะติ๋น ,สตียา, สะตู, สะโต เป็นต้น ผลกระท้อน มีวิตามินเอ วิตามินซีสูง และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิว ดีต่อระบบขับถ่าย เป็นยาระบายอ่อนๆ กระท้อนช่วยเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ได้ดี ส่วนใบช่วยขับเหงื่อ ขับของเสียออกทางผิวหนัง เปลือกใช้รักษาโรคผิวหนังได้ดี เนื่องจากมีสรรพคุณยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย

ลักษณะของต้นกระท้อน
ต้นกระท้อน เป็นไม้ยืน เป็นไม้ผลัดใบ ที่มีขนาดใหญ่ ความสูงประมาณ 30 เมตร ที่ลำต้นมีกิ่งก้านตั้งแต่กลางลำต้นเป็นต้นไป ใบมีขนาดใหญ่ เป็นทรงพุ่มใหญ่
เปลือกของต้นกระท้อน เป็นผิวเรียบ สีน้ำตาล เนื้อไม้ของต้นกระท้อน เมื่อยังเป็นต้นอ่อนจะหักง่าย เมื่ออายุมากขึ้น เนื้อไม้จะมีความแข็งปานกลาง
ใบของกระท้อน เป็นใบเดี่ยว แทงออกจากปลายกิ่ง ใบมีลักษณะรูปไข่ สีเขียว ปลายใบมน ใบค่อนข้างเหนียว เนื้อใบหยาบ มีขนอ่อนๆและสากมือ ขอบใบหยักเป็นลูกคลื่น
ดอกของกระท้อน จะออกเป็นช่อ ออกตามซอกใบและซอกกิ่ง แต่ละกิ่งจะมีประมาณช่อดอก 4 ช่อ ดอกยาว ดอกตูมมีสีเขียว ดอกบานมีสีเหลือง ดอกของกระท้อนจะพัฒนาเป็นผล
ผลและเมล็ดของกระท้อน ผลกระท้อนมีลักษณะกลม ผิวเปลือกเรียบ และมีขนทั่วผล ที่ผลจะมียางสีขาว ผลแก่จะมีสีน้ำตาล ผิวเปลือกหยาบก้าน มีรอย่น เปลือกจะมีความหนา ภายในผลจะมีเนื้อผล และเมล็ด ที่สามารถนำเมล็ดมาขยายพันธุ์ต่อได้
คุณค่าทางโภชนาการของกระท้อน

นักโภชนาการได้มีการศึกษาผลกระท้อนขนาดต่อ 100 กรัม ที่ได้พบว่ามีสารอาหารมากมาย ประกอบด้วย โปรตีน 0.118 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม กากใยอาหาร 0.1 กรัม แคลเซียม 4.3 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 17.4 มิลลิกรัม เหล็ก 0.42 มิลลิกรัม แคโรทีน 0.003 มิลลิกรัม วิตามินบี1 0.045 มิลลิกรัม วิตามินบี3 0.741 มิลลิกรัม และวิตามินซี 86.0 มิลลิกรัม

สรรพคุณของกระท้อน
คุณค่าทางสมุนไพร สำหรับการรักษาโรคของกระท้อนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายส่วน ประกอบด้วย ผล ใบ เปลือกและเนื้อไม้ รายละเอียดดังนี้
ผลของกระท้อน ใช้บำรุงร่างกาย บำรุงสายตา บำรุงผิว เป็นการสร้างภูมต้านทานโรค ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย ช่วยเจริญอาหาร ป้องกันมะเร็ง ลดน้ำหนัก ควบคุมน้ำตาลในเลือด และลดคอเรสเตอรอล
เปลือกของกระท้อน มีสรรพคุณต้านเชื้อจุลินทรีย์ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย รักษาการอักเสบ รักษาแผลในปาก ป้องกันฟันผุ แก้อาการท้องเสีย รักษาอาการคันตามผิวหนัง
ใบของกระท้อน ช่วยในการขับเหงื่อ ขับของเสียออกจากร่างกาย สำหรับสตรีหลังคลอด ช่วยลดไข้ ลดอาการหนาวสั่น รักษากลากเกลื้อน และรักษาโรคผิวหนัง
รากของกระท้อน ช่วยดับพิษร้อน ช่วยขับลม แก้ท้องเสีย ช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
การปลูกกระท้อน

กระท้อนชอบพื้นที่ลุ่ม สำหรับการปลูกกระท้อนให้ยกร่องสูง ทนน้ำท่วม
การเตรียมแปลง ต้องไถให้เรียบ กำจัดวัชพืชออก ขุดลึกและกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร เว้นระยะห่างต่อหลุ่มประมาณ 6 เมตร
การปลูก แนะนำให้ปลูกช่วงฤดูฝน นำต้นพันธุ์ลงปลูกตรงกลาง ใช้ฟางข้าวหรือเศษใบไม้คลุมรอบโคนต้นและรดน้ำให้ชุ่ม
การให้น้ำ ให้น้ำสัปดาห์และ 1 ครั้ง อย่างสม่ำเสมอ และให้น้ำทุกวัน เมื่อต้นกระท้อนเริ่มออกดอกและติดผล
การใส่ปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยคอกเป็นหลักในช่วง 2 ปีแรก ที่ยังไม่ให้ผล จากนั้นค่อยให้ปุ๋ยเร่งดอก เร่งผล
การเก็บเกี่ยวผล ให้ห่อผล เพื่อป้องกันการเสียหายของผิวเปลือกผล เมื่อผลโต และมีสีเขียวอมเหลือง ให้ใช้กระดาษ ห่อ เพื่อป้องกันศัตรูพืชทำลาย และช่วยให้ผิวเรียบ สวย…

Read More
Denny สิงหาคม 22, 2020

อินทนิน  สามารถนำมาใช้ประโยชน์ด้านการรักษาโรค ทั้ง ใบ เปลือก เมล็ด แก่นไม้และราก

ต้นอินทนิล ภาษาอังกฤษ เรียก Pride of India ชื่อวิทยาศาสตร์ของอินทนิน คือ Lagerstroemia speciosa (L.) Pers. สำหรับชื่อเรียกอื่นๆของอินทนิน เช่น ฉ่วงมู ฉ่องพนา ตะแบกดำ บางอบะซา บาเย บาเอ ซึ่งชื่อเรียกของอินทนิลจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น โดย อินทนิน ได้รับการจัดตั้งให้เป็น ต้นไม้ประจำจังหวัดสกลนคร และ จังหวัดระนอง คือ ต้นอินทนิน ที่ได้มีการพบขึ้นกระจายในภาคอีสาน ตามที่ราบลุ่มและริมน้ำในป่าเบญจพรรณชื้น และชายป่าดงดิบ ดอกของต้นอินทนิน จะออกดอกช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมของทุกปี โดย

ลักษณะของต้นอินทนิน
ต้นอินทนิล เป็นไม้ยืนต้น สามารถการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติ ซึ่งการขยายพันธ์ใช้การเพาะเมล็ดพันธ์ ลักษณะของต้นอินทนิล มีดังนี้
ลำต้น ความสูงประมาณ 10 – 20 เมตร มีกิ่งใหญ่แตกจากลำต้นสูง แผ่กว้าง เป็นพุ่มเหมือนร่ม เปลือกต้นอินทนิลมีสีเทา หรือบางทีพบเป็นสีน้ำตาลอ่อน เปลือกค่อนข้างเรียบ
ใบอินทนิน ลักษณะใบ เป็นใบเดี่ยว ทรงใบเป็นรูปขอบขนาน กว้าง 5-8 เซ็นติเมตร ยาว 11-25 เซ็นติเมตร ปลายใบลักษณะเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ก้านใบยาวประมาณ 1 เซ็นติเมตร ไม่มีขน
ดอกอินทนิน ลักษณะของดอกอินทนิลมีสีม่วงสดอมชมพูป็นช่อโต สวยงาม
อินทนิล เป็น สมุนไพรไทย ที่มีสรรพคุณ ช่วยขับปัสสาวะ ดูแลช่องปาก เหงือกและฟัน รักษาเบาหวาน ลดความดันโลหิต แก้ท้องเสีย ท้องร่วง, แก้เครียด ช่วยให้นอนหลับ รักษาแผลในปาก ลดน้ำตาลในเลือด

สรรพคุณของอินทนิน
สำหรับต้นอินทนิล ที่สามารถเป็นการใช้ประโยชน์ทางสมุนไพรได้อย่างไรบ้าง ซึ่งต้นอินทนิล สามารถนำมาใช้ประโยชน์ด้านการรักษาโรค ทั้ง ใบ เปลือก เมล็ด แก่นไม้และราก โดยสรรรพคุณของอินทนิน มีดังนี้

เปลือกอินทนิล จะมีรสขมฝาด นำไปต้มกับน้ำ สามารถใช้ลดไข้ แก้ท้องเสีย
ใบอินทนิล จะมีรสจืด และขมฝาด นำใบไปต้มกับน้ำร้อน สามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือด รักษาเบาหวาน ช่วยขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต
แก่นไม้อินทนิล จะมีรสขม นำมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ
เมล็ดอินทนิล จะมีรสขม สามารถนำไปใช้ แก้โรคเบาหวาน ช่วยผ่อนคลาย แก้นอนไม่หลับสบาย
รากอินทนิล จะมีรสขม สามารถนำมาใช้รักษาแผลในปากได้
ประโยชน์ของอินทนิน นอกจากประโยชน์ด้านสมุนไพร แล้ว เนื้อไม้อินทนิน นิยมนำมาใช้ในกสร้างอาคารบ้านเรือน ทำกระดานพื้น ฝา กระเบื้องสำหรับมุงหลังคา ทำเรือ ทำเกวียน ทำเครื่องใช้ตกแต่งบ้าน ทำแจว พาย เปียโน หีบใส่ของ ถังไม้ กังหันน้ำ เครื่องมือการเกษตรต่าง ๆ เช่น ทำไถ ไม้นวดข้าว ครก สาก กระเดื่อง ลูกหีบ ซี่ล้อ ทำไม้คาน ไม้กั้นบ่อน้ำ ร่องน้ำ ทำหีบศพ เป็นต้น

โทษของอินทนิล
สำหรับการใช้ประโยชน์จากอินทนิล โดยเป็นการนำมารับประทานเพื่อรักษาโรคและบำรุงร่างกาย นั้น ที่สามารถใช้เปลือก หรือ แก่นไม้ มาต้มดื่ม แต่ต้องกรองให้สะอาด เพื่อเป็นการป้องกันสิ่งสกปรกเจือปน ถ้าหากดื่มสิ่งสกปรกเจือปนเข้าไป อาจจะทำให้เกิดอาการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้…

Read More
Denny สิงหาคม 10, 2020

บอน  สำหรับสรรพคุณและประโยชน์ของบอนในการรักษาโรค และ การบำรุงร่างกาย

ลักษณะของต้นบอน
ต้น บอน เป็นพืชล้มลุก ขึ้นได้ดีตามที่ลุ่มริมน้ำ ที่ได้มีการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ ไหล และวิธีการปักชำหัว บอนมีถิ่นกำเนิดอยู่แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต่ อายุของต้นบอนหลายปี โดยเป็นลักษณะของต้นบอนมีรายละเอียดดังนี้

เหง้าของบอน เหง้าหรือ หัวของบอนอยู่ใต้ดิน ลักษณะทรงกระบอก ลำต้นของบอน โดยลำต้นของบอนจะประกอบด้วย หัวกลาง และ หัวย่อย
ใบบอน ลักษณะของใบบอน เป็นใบเดี่ยว ใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบเว้าแหลม ใบมีสีเขียวอ่อน หรือ สีม่วง หรือ สีขาว ก้านใบยาว ออกมาจากเหง้าของบอน ก้านใบ มีสีเขียวแกมม่วง หรือ สีเขียวแกมเหลือง ก้านใบยาวประมาณ 90 เซนติเมตร
ดอกบอน ออกเป็นช่อ ดอกบอนออกจากลำต้นใต้ดิน กาบดอกสีเหลือง ดอกเป็นกระเปาะสีเขียว มีกลิ่นหอม
ผลบอน ลักษณะของผลบอนมีสีเขียว ในผลบอนมีเมล็ดน้อยๆ
คุณค่าทางโภชนาการของบอน

นักโภชนาการได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของบอน ทั้ง ใบบอน และ ก้านบอน โดยได้มีการพบว่ามีสารอาหารสำคุญมากมาย โดยรายละเอียด ดังนี้
คุณค่าทางโภชนาการของใบบอน ขนาด 100 กรัม ที่ได้มีการพบว่าให้พลังงาน 112 แคลอรี มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 25.8 กรัม โปรตีน 2.1 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม กากใยอาหาร 1.0 กรัม น้ำ 70 % เถ้า 1.0 กรัม วิตามินเอ 103 หน่วยสากล วิตามินบี 1 0.15 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.17 มิลลิกรัม วิตามินบี3 1 มิลลิกรัม วิตามินซี 2 มิลลิกรัม ธาตุแคลเซียม 84 มิลลิกรัม และ ธาตุฟอสฟอรัส 54 มิลลิกรัม

คุณค่าทางโภชนาการของก้านใบบอน ขนาด 100 กรัม ที่ได้มีการพบว่าให้พลังงาน 24 แคลอรี มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 5.8 กรัม โปรตีน 0.5 กรัม ไขมัน 0.9 กรัม กากใยอาหาร 0.9 กรัม น้ำ 92.7 % วิตามินเอ 300 หน่วยสากล วิตามินบี1 0.02 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.04 มิลลิกรัม วิตามินบี3 13 มิลลิกรัม วิตามินซี 1 มิลลิกรัม ธาตุแคลเซียม 49 มิลลิกรัม ธาตุฟอสฟอรัส 25 มิลลิกรัม และ ธาตุเหล็ก 0.9 มิลลิกรัม

ประโยชน์ของบอน
สำหรับต้นบอน นั้น สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากลาย ทั้งส่วน ก้าน ใบ และ หัว ซึ่งโดยทั่วไปของการนำเอาบอนมาใช้ประโยชน์ เช่น ได้นำมาทำอาหารสำหรับรับประทาน ที่นำใบมาใช้เป็นภาชนะในการใส่น้ำ ก้านสามารถนำมาตากแห้งทำเป็นเชื่อก และ วัตถุดิบในการจักรสาน ดอกของบอนสวย สามารถปลูกเป็นไม้ประดับได้

สรรพคุณของบอน
สำหรับสรรพคุณและประโยชน์ของบอนในการรักษาโรค และ การบำรุงร่างกายนั้น สามารถใช้ประโยชน์ จาก ราก หัว ก้าน ลำต้น น้ำยาง ใบ โดยรายละเอียด ดังนี้
รากของบอน สรรพคุณแก้ท้องเสีย แก้อาการเจ็บคอ แก้เสียงแหบ
หัวของบอน สรรพคุณเป็นยาระบาย ช่วยขับปัสสาวะ ห้ามเลือด รักษาฝี ช่วยขับน้ำนมของสตรี ช่วยลดความดันโลหิต
ลำต้นของบอน สรรพคุณรักษาแผลจากงูกัด
ก้านใบบอน สรรพคุณแก้พิษคางคก ลดอาการอักเสบ
น้ำยางของบอน สรรพคุณถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ช่วยกำจัดหูด
โทษของบอน

ต้นบอน มียาง ซึ่งยางของบอนมีพิษ การนำบอนมารับประทานอาหาร ที่ต้องกำจักยางของบอนออกให้หมดก่อน ห้ามล้างด้วยน้ำเย็น โดยให้นำไปต้มในน้ำเดือด และ คั้นน้ำของต้นบอนทิ้ง ก่อนนำมาทำอาหาร
น้ำยางของบอนและลำต้นของบอน หากสัมผัสผิวจะทำให้เกิดอาการคันและปวดแสบปวดร้อน ทำให้อักเสบ บวม และ ผิวหนังพอง หากนำมารับประทานแบบสดๆ จะทำให้คันคออย่างรุนแรง เป็นพิษรุนแรงจะทำให้พูดไม่ได้ ลิ้นหนัก คันปาก ลำคอบวม…

Read More