ป้ายกำกับ: แก้ปวดท้อง

Denny พฤษภาคม 8, 2020

สมุนไพรพื้นบ้าน พริกไทย  เป็นที่นิยมทั่วโลกในปัจจุบัน และยังสามารถเป็นสมุนไพร ที่มีสรรพคุณรักษาและบำบัดโรคได้อีกด้วย

สมุนไพรพื้นบ้าน พริกไทย

พริกไทย มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า พริกขี้นก, พริกไทยดำ, พริกไทยขาว, พริกไทยล่อน, พริกน้อย (ภาคเหนือ), พริก (ใต้) เป็นต้น

ลักษณะพริกไทย ต้นพริกไทยเป็นต้นไม้ที่มีอายุยืน จัดอยู่ในประเภทไม้เลื้อย ตามโขดหินไปตามผิวดิน บางชนิดเป็นไม้พุ่ม พบน้อยมากที่เป็นพืชล้มลุก มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ลำต้นหรือเถาเป็นข้อปล้อง ตรงข้อมักโป่งนูนออกชัดเจน ถ้าเป็นไม้เถามักพบแตกรากตามข้อ ลักษณะของใบพริกไทยจะมีสีเขียวสด ใบใหญ่คล้ายใบโพ ส่วนลักษณะของดอกพริกไทยจะมีขนาดเล็ก จะออกช่อตรงข้อของลำต้น มีลักษณะเป็นพวง ซึ่งจะมีเมล็ดกลม ๆ ติดกันอยู่เป็นพวง ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตัวแบบสลับ แผ่นใบมักมีต่อมใสหรือต่อมมีสีขนาดเล็ก ในหนึ่งต้นใบมีขนาดและลักษณะหลากหลาย ใบบนลำต้นทั้งที่เลื้อยตามผิวดินหรือเลื้อยขึ้นที่สูงมักมีรูปทรงคล้ายๆ กันในชนิดเดียวกัน ในหลายชนิดพบว่าใบบนลำต้นที่เลื้อยตามผิวดินมีลักษณะคล้ายกันมาก มีเพียงบางชนิดเท่านั้นที่ใบบนลำต้นและใบบนกิ่งมีลักษณะแตกต่างกันชัดเจนและแตกต่างจากชนิดอื่นๆ จนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการระบุชนิดได้ ใบบนกิ่งมีลักษณะต่างจากใบบนลำต้นและแตกต่างกันในแต่ละชนิด มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย บริเวณเทือกเขาทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับบ้านเราพริกไทยถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง โดยนิยมปลูกพริกไทยกันมากในจังหวัดจันทบุรี ตราด และระยอง ช่อดอกเป็นแบบช่อเชิงลด พบน้อยที่เป็นช่อเชิงลดประกอบแบบซี่ร่ม เกิดที่ข้อตรงข้ามกับใบ ดอกแยกเพศ อยู่ร่วมต้นกันโดยอยู่บนช่อดอกเดียวกัน อยู่คนละช่อดอก หรือพบทั้งสองลักษณะนี้ หรือดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่แยกต้นกัน

พริกไทยขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการปักชำ โดยตัดส่วนลำต้นที่ไม่แก่จัด ยาวประมาณ 5-7 ข้อ ปักชำไว้จนรากงอกออกมาแข็งแรง แล้วจึงนำไปปลูก โดยต้องทำค้างไว้ให้เกาะด้วย พริกไทยสามารถขึ้นได้ในดินทั่วๆ ไปที่มีการระบายน้ำได้ดี และชอบอากาศ ที่อบอุ่นและชื้น เช่น บริเวณจังหวัด จันทบุรี ระยอง และตราด

สรรพคุณพริกไทย
ขับลมในลำไส้ ขับลมในท้อง
แก้ปวดท้อง
ช่วยขับไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย
ใช้เป็นสมุนไพรลดน้ำหนัก
แก้ลมวิงเวียน
ช่วยย่อยอาหาร
แก้ลมพรรดึก (ก้อนอุจจาระที่แข็งกลม)
แก้อติสาร (โรคลงแดง)
แก้ลมจุกเสียด แก้แน่น ปวดมวนในท้อง
แก้เสมหะ แก้ไอ
บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร ขับผายลม
ช่วยให้เจริญอาหาร
ขับเหงื่อ ลดความร้อนในร่างกาย
ช่วยขับปัสสาวะ
เป็นยาอายุวัฒนะ

นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5) ปรากฏการใช้พริกไทยในยารักษาอาการโรคในระบบต่างๆของร่างกาย รวม 2 ตำรับ คือ
1. ยารักษากลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหาร ปรากฏตำรับ “ยาประสะกานพลู” มีส่วนประกอบของพริกไทยร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ
2. ยารักษากลุ่มอาการทางสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ปรากฏตำรับ “ยาประสะไพล” มีส่วนประกอบของพริกไทย ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ ใช้ในสตรีที่ระดูมาไม่สม่ำเสมอ หรือมาน้อยกว่าปกติ
ตำรายาไทยพริกไทยจัดอยู่ใน “พิกัดตรีกฎุก” แปลว่าของที่มีรสร้อน 3 อย่าง เป็นพิกัดยาที่ประกอบด้วยเครื่องยา 3 อย่าง ในปริมาณเสมอกันคือ เมล็ดพริกไทย เหง้าขิงแห้ง และดอกดีปลี มีสรรพคุณแก้โรคที่เกิดจากวาตะ(ลม) เสมหะ และปิตตะ(ดี) ในกองธาตุ กองฤดู กองอายุ และกองสมุฏฐาน “พิกัดตัวยาเผ็ดร้อน 6 ชนิด” คือการจำกัดจำนวนตัวยาเผ็ดร้อน 6 ชนิด คือ พริกไทย ดีปลี ผลผักชีลา ใบแมงลัก ผลกระวาน ใบโหระพา มีสรรพคุณแก้ลมจุกเสียด ช้ำบวม ช่วยย่อยอาหาร
พริกไทยใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญในยาแผนโบราณของจีนและอินเดีย ใช้แก้หวัด ปวดท้อง ท้องเสีย ปวดประจำเดือน คลื่นไส้ อาหารไม่ย่อย
ยังมีอีกพิกัดหนึ่งคือ ตรีวาตผล เป็นพิกัดของยาที่มีสรรพคุณแก้ลม ประกอบด้วย ลูกสะค้าน เหง้าข่า และรากพริกไทย ใช้แก้ในกองลม แก้แน่นในทรวงอก แก้เสมหะ แก้เลือด บำรุงไฟธาตุ สรรพคุณที่เด่นที่สุดของพริกไทยก็คือ เป็นยาอายุวัฒนะ ดังปรากฏอยู่ในตำรับยาอายุวัฒนะโบราณของไทยที่รู้จักกันแพร่หลาย เช่น ตำรับยาวิเศษ ที่มาแต่เมืองพิษณุโลกตอนหนึ่งว่า “ถ้าจะให้เจริญอายุ ให้เอาเหงือกปลาหมอ ๒ ส่วน พริกไทย ๑ ส่วน ตำเป็นผงละลายน้ำกินทุกวัน ถ้ากินได้ ๑ เดือนจะหมดโรค และมีสติปัญญานักแล…” อีกตำรับหนึ่งเป็นตำรายาพิเศษของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ พระมหาสมณเจ้า ชื่อยา “ไม่แก่เดินคล่อง” บอกสรรพคุณว่ากินแล้วไม่แก่เฒ่า อายุ ๗๕ ปี ยังเดินขึ้นเขาได้สบาย และยังมีบุตรได้ เป็นต้น ยาขนานนี้ประกอบด้วย ทิ้งถ่อน ตะโกนา บอระเพ็ด แห้วหมู เมล็ดข่อย พริกไทย และน้ำผึ้ง นับเป็นตำรับยาอายุวัฒนะที่รู้จักแพร่หลายที่สุดในประเทศไทยปัจจุบัน
ประโยชน์ในการลดความอ้วน ปัจจุบันได้มีผลการวิจัย จากประเทศสหรัฐอเมริกา ยืนว่าพริกไทยดำ สามารถลดความอ้วนได้จริง และสามารถลดน้ำหนัก ได้อย่างดีเยี่ยม เนื่องจาก ในพริกไทยดำ มีส่วนประกอบของสาร “ไพเพอร์รีน” ที่มีคุณสมบัติ ในการต่อต้านความอ้วน พริกไทยดำ มีจุดเด่นในเรื่องของ ความฉุน และรสชาติที่เผ็ดร้อน ช่วยในการควบคุม การก่อตัวของเซลล์ไขมันใหม่ให้ลดลง พร้อมกับทำลายเซลล์ไขมันเก่า ที่สะสมอยู่ภายในร่างกาย ให้มีจำนวนลดลง และกลับมาอ้วนได้ยากขึ้น และเข้าไปกระตุ้น การหลั่งของกรด ในกระเพาะอาหาร ทำให้ร่างกาย เผาผลาญพลังงาน ที่ได้รับจาการรับประทานอาหาร ไปใช้ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ทำให้ไม่เกิดการสะสมของไขมัน ซึ่งเป็นสำเหตุสำคัญ ที่ทำให้เกิดความอ้วน
1. โดยจะนำมาทำ เป็นส่วนผสมของยาลด หรืออาหารเสริมลดน้ำหนัก มักนิยมนำพริกไทย มาป่นให้ละเอียด และผสมกับสมุนไพรตัวอื่น แล้วบรรจุลงแคปซูล หรืออัดเป็นเม็ด
2. นำน้ำมันพริกไทยดำ มาผสมกับครีม หรือนำพริกไทยป่นมาผสมกับ น้ำมันมะกอก แล้วเอามาทา หรือนวดวน ๆ ที่บริเวณต้นแขน ต้นขา จุดที่เป็นเปลือกส้ม ไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่าจุดนั้นเริ่มร้อน

สรรพคุณด้านอาหารของพริกไทย
ผลและเมล็ดพริกไทยมีรสเผ็ดร้อน ใช้ปรุงรสได้ทั้งอ่อนและแก่ แกงที่ใช้พริกไทยเป็นองค์ประกอบมีหลายชนิด เช่น แกงเผ็ด ฉู่ฉี่ แกงกะหรี่ แกงเลียง ทอดมัน ผัด โจ๊ก ข้าวผัด เป็นต้น…

Read More
Denny เมษายน 21, 2020

สมุนไพรพื้นบ้าน กระถินเทศ เปลือกต้นมีรสฝาด ใช้ภายในเป็นยาแก้ท้องเสียได้ โดยนำมาต้มเอาน้ำกินแทนน้ำชา

สมุนไพรพื้นบ้าน กระถินเทศ

ลักษณะของกระถินเทศ
ต้นกระถินเทศ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มผลัดใบขนาดย่อม กิ่งมักคดไปมาแต่จะยืดจนเกือบตรงเมื่อต้นเจริญเติบโตขึ้น ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง มีความสูงได้ประมาณ 2-4 เมตร ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลม กิ่งออกในลักษณะซิกแซ็ก เปลือกต้นเป็นสีคล้ำน้ำตาล ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง ตอนกิ่ง เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยและดินเหนียวที่อุ้มน้ำได้ดี ต้องการน้ำปานกลาง ควรปลูกในที่มีแสงแดดทั้งวัน มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ พบขึ้นเป็นวัชพืชทั่วไปในเขตร้อน ใบกระถินเทศ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ แกนกลางใบประกอบยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร ก้านใบประกอบยาวประมาณ 1-1.3 เซนติเมตร มีต่อมบนก้านใบ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.2-0.4 มิลลิเมตร ไม่มีต่อมบนแกนกลางใบ ช่อใบย่อยมี 4-7 คู่ ยาวประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร ก้านใบประกอบย่อยยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ส่วนใบย่อยออกเรียงตรงข้ามกัน มีประมาณ 10-20 คู่ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปดาบ หรือรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม เบี้ยว ปลายเป็นติ่ง โคนใบตัด ไร้ก้าน ใบย่อยเป็นสีเขียวแก่มีขนาดยาวประมาณ 2-7 มิลลิเมตร โคนก้านใบมีหูใบแปลงรูปเป็นหนามแหลมตรงและแข็ง 1 คู่ ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร เซนติเมตร ช่อดอกทรงกลมมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.6-1 เซนติเมตร ที่โคนช่อมีวงใบประดับขนาดเล็ก 4-5 ใบ ดอกย่อยไร้ก้าน ใบประดับ 1 ใบ ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร มีขน กลีบเลี้ยงติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 1.3-1.5 มิลลิเมตร ปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก ยาวประมาณ 0.2 มิลลิเมตร เกลี้ยง ส่วนกลีบดอกติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 2.5 มิลลิเมตร ปลายแยกออกเป็น 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปขอบขนานขนาดเล็ก ยาวประมาณ 0.5 มิลลิเมตร กลีบดอกเป็นสีเหลืองสด และมีกลิ่นหอมมาก

สรรพคุณของกระถินเทศ
ตำรายาไทยจะใช้รากกระถินเทศกินเป็นยาอายุวัฒนะ (ราก)
หากเป็นวัณโรคมีร่างกายอ่อนแอ ให้ใช้รากแห้งประมาณ 15-30 กรัม ต้มเอาน้ำตุ๋นกับเป็ด หรือไก่ หรือเต้าหู้ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ใช้กินวันละครั้ง (รากแห้ง)
เมล็ดนำมาบดให้เป็นผง หรือคั่วกินเป็นอาหารปกติ จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ (เมล็ด)
ยาขี้ผึ้งจากดอกใช้เป็นยาแก้ปวดศีรษะ (ดอก)
เปลือกใช้เป็นยาแก้ไอ (เปลือก)
ยางจากรากใช้อม กิน เคี้ยวเป็นยาแก้ไอ แก้เจ็บคอ ช่วยทำให้คอชุ่ม (ยางจากราก) หรือใช้ยางเข้ายาแก้ไอ บรรเทาอาการระคายคอ (ยาง)
ใช้เป็นยารักษาแผลในคอ (ราก)[3]
รากมีสรรพคุณทำให้อาเจียน (ราก)[5] บ้างใช้เปลือกนำมาต้มกับหอมหัวใหญ่กินเป็นยาทำให้อาเจียน (เปลือกต้น)[2]
เมื่อเป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน ให้ใช้เปลือกต้นประมาณ 1 ส่วน น้ำ 20 ส่วน แล้วผสมกับขิงสดอีก 1 แง่ง ต้มให้เดือด แล้วกรองเอาแต่น้ำใช้บ้วนปากทุกเช้าเย็นเป็นประจำ (เปลือกต้น) ส่วนอีกข้อมูลระบุว่า ให้นำรากมาต้มรวมกับขิงใช้อมบ้วนปากแก้เหงือกอักเสบและมีเลือดออก (ราก)
ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำอมเป็นยาแก้ปวดฟัน (ราก)
ใช้เป็นยาแก้โรคปอด (ยาง, รากและเมล็ด)
ยาชงจากดอกใช้กินแก้อาการอาหารไม่ย่อย (ดอก)
ฝักดิบจะมีรสฝาดมาก เมื่อนำมาต้มกับน้ำกินจะมีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคบิดได้ (ฝักดิบสีเขียว)
เปลือกต้นมีรสฝาด ใช้ภายในเป็นยาแก้ท้องเสียได้ โดยนำมาต้มเอาน้ำกินแทนน้ำชา (เปลือกต้น)
ดอกใช้แช่กับเหล้ากินเป็นยาแก้ปวดท้อง และเป็นยากระตุ้น (ดอก)
ใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร (เปลือกต้น)
เปลือกใช้ต้มแล้วกรองเอาแต่น้ำใช้ล้างแผล แก้ดากออก แก้ระดูขาว (เปลือกต้น)
เปลือกต้นมีสรรพคุณเป็นยาฝาดสมาน ใช้สมานแผลห้ามเลือด โดยนำมาบดเป็นผงโรยหรือพอกบริเวณบาดแผล หรือบดให้ละเอียดต้มแล้วกรองเอาน้ำใช้ล้างแผลหรือใช้ทาแผล โดยส่วนที่ใช้ต้องทำให้แห้งและใช้ประมาณ 1.5-3 กรัม (เปลือกต้น)
ใบอ่อนใช้ตำแล้วเอากากมาพอกแก้แผลเรื้อรังและแก้บาดแผล เมื่อนำมาต้มกรองเอาแต่น้ำจะใช้ล้างแผลได้ (ใบอ่อน)
รากใช้ภายนอกนำมาต้มแล้วกรองเอาน้ำใช้ล้างแผล หรือนำมาตำให้ละเอียดแล้วเอามาพอกแผล แก้ฝีมีหนอง โดยส่วนที่ใช้ต้องทำให้แห้ง และใช้ประมาณ 15-24 กรัม (ราก) ส่วนตำรับยาแก้ฝีมีหนองหลายตัวนั้น ระบุให้ใช้รากสดประมาณ 60 กรัม ถ้ามีหนองน้อยให้นำมาตุ๋นกับเป็ดหรือไก่กิน แต่ถ้ามีหนองมากให้นำมาตุ๋นกับเต้าหู้กิน (รากสด)
เนื้อหุ้มเมล็ดใช้ตำแล้วนำมาพอกแก้ฝีหลายหัวและใช้แก้เนื้องอก (เนื้อหุ้มเมล็ด)
ใช้รักษาฝีหนองในร่างกาย (รากและเมล็ด)
ฝักดิบใช้ต้มเอาน้ำล้างแผลแก้ผิวหนังที่มีอาการเยื่อเมือกอักเสบ เช่น ที่คอและตา (ฝักดิบสีเขียว)ส่วนราก เปลือก และใบ ก็มีรสฝาดเช่นกัน สามารถนำมาต้มแล้วกรองเอาน้ำใช้ล้างผิวหนังที่มีอาการเยื่อเมือกอักเสบ เช่น ที่คอและตาได้ (ราก, เปลือกต้น, ใบ)
รากใช้เป็นยาทาแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย (ราก)
รากใช้เป็นยาพอกแก้บวม (ราก) บ้างใช้รากผสมกับเหล้าตำพอกแก้แขนขาบวมและอักเสบ (ราก)
รากใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้อักเสบ ปวดข้อ แก้โรคไขข้ออักเสบ (ราก)
ตำรับยาแก้อาการปวดตามข้อ แก้ฝีหนองในปอด จะใช้รากสดประมาณ 60 กรัม นำมาตุ๋นกับเป็ด หรือไก่ หรือเต้าหู้ อย่างใดอย่างหนึ่งกิน (รากสด)
ใบแก่ใช้ตำแล้วคั้นเอาน้ำจากใบมาทาบริเวณเอวและหลัง จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ (ใบแก่)
ดอกใช้เป็นยาแก้เกร็ง (ดอก)
ยางใช้ผสมกับยาผงปั้นเป็นเม็ดผสมกับยาอื่น แก้เยื่ออ่อนของอวัยวะภายในอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น (ยาง)
ตำรับยาบำรุงหัวใจพื้นบ้านของอำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร จะใช้ลำต้นกระถินเทศ 2-3 กิ่ง นำมาตำหรือทุบ แล้วนำไปต้มกับน้ำครึ่งลิตรพอเดือด ทิ้งให้อุ่น ให้หญิงคลอดลูกที่อ่อนเพลียเนื่องจากการตกเลือด ดื่มเป็นยาบำรุงหัวใจจะสดชื่นขึ้นทันที แต่จะให้ดื่มหลังจากที่ดื่มน้ำใบเสนียด ซึ่งเตรียมได้จากการนำใบเสนียดสด ๆ 5 ใบ มาโขลกกับเกลือเล็กน้อยดื่มเพื่อเป็นยาห้ามเลือด ถ้ายังไม่หายอ่อนเพลียก็จะให้รับประทานน้ำต้มจากกิ่งกระถินเทศ (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์บุคคล ยังไม่ได้รับการพิสูจน์)…

Read More
Denny เมษายน 12, 2020

สมุนไพรไทย ดอกอัญชัน สามารถคั้นน้ำดอกอัญชันมาทำเป็นน้ำสมุนไพรหรือขนมต่าง ๆ ได้อีกมากมาย

สมุนไพรไทย ดอกอัญชัน

ดอกอัญชันเป็นทั้งดอกไม้และสมุนไพรไทยที่คนไทยคุ้นเคยกันมานาน ซึ่งโดยส่วนมากแล้วเราจะรู้จักสรรพคุณของดอกอัญชันในด้านการช่วยทำให้คิ้วดกดำ และสามารถคั้นน้ำดอกอัญชันมาทำเป็นน้ำสมุนไพรหรือขนมต่าง ๆ ได้อีกมากมาย แต่ในวันนี้จะขอนำเสนอดอกอัญชันในอีกแง่มุมว่า สมุนไพรดอกอัญชันแก้โรคอะไรได้บ้าง ซึ่งจะไล่เรียงจากข้อมูลที่จะทำให้ทุกคนได้รู้จักกับสมุนไพรดอกอัญชันมากขึ้นกันก่อน

ดอกอัญชัน กับความเป็นมา
อัญชัน มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Butterfly pea, Blue pea, หรือ Asian pigeonwings ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ของดอกอัญชันก็คือ Clitoria ternatea L. โดยดอกอัญชันเป็นพืชล้มลุก จัดอยู่ในกลุ่มพืชตระกูลถั่ว (Fabaceae) อยู่ในวงศ์ Leguminosae เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดอยู่ในประเทศแถบอเมริกาใต้ และโดยทั่วไปจะนิยมปลูกดอกอัญชันในเขตร้อน

ลักษณะต้นอัญชันเป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็ก ใบเป็นใบประกอบ ดอกอัญชันเป็นดอกเดี่ยว มีสีน้ำเงินเข้มหรือน้ำเงินอมม่วง และสีขาว ดอกชั้นในแบ่งเป็น 5 กลีบ กลีบนอกมีสีเขียว มีผลเป็นฝัก ลักษณะแบนคล้ายฝักถั่ว ขนาดยาวประมาณ 5-10 ซม. ดอกอัญชันมีชื่อเรียกตามท้องถื่นที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น ในภาคเหนือจะเรียกดอกอัญชันว่า เอื้องชัน แต่ในจังหวัดเชียงใหม่จะเรียกว่าแดงชัน ทำความรู้จักดอกอัญชันกันไปแล้ว คราวนี้เรามาดูกันค่ะว่า สมุนไพรดอกอัญชันแก้โรคอะไรได้บ้าง ว่าแล้วก็มาเริ่มกันเลย

สมุนไพรดอกอัญชันแก้โรคอะไรได้บ้าง

1. แก้ผมร่วง
ดอกอัญชันมีสารแอนโทไซยานินซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดเล็ก ๆ ของร่างกาย เช่น หลอดเลือดส่วนปลาย ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมได้ดียิ่งขึ้น แก้อาการผมร่วงได้ดีในระดับหนึ่ง โดยหากจะใช้ดอกอัญชันแก้ผมร่วง ก็สามารถกินดอกอัญชันจิ้มน้ำพริก กินเป็นอาหารชนิดอื่น ๆ หรือจะตำดอกอัญชันประมาณ 1 หยิบมือ แล้วนำมาผสมกับน้ำเปล่า กรองเอาแต่น้ำดอกอัญชันมาหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วสระผมตามปกติก็ได้

2. แก้อาการตาฝ้าฟาง เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น

สารแอนโทไซยานินในดอกอัญชันสามารถช่วยบรรเทาอาการที่เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพดวงตา เช่น อาการตาฝ้าฟาง ตาเสื่อมจากโรคเบาหวาน โรคต้อหิน และโรคต้อกระจกได้ เนื่องจากสารตัวนี้ที่มีอยู่ในพืชที่มีสีม่วง สีแดง หรือสีน้ำเงิน มีส่วนช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของหลอดเลือดขนาดเล็กในดวงตา เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็นให้เราได้

3. แก้อาการอาหารเป็นพิษ

จริง ๆ แล้วสารแอนโทไซยานินในดอกอัญชันก็จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งนะคะ และยังมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้ออีโคไลในทางเดินอาหาร ช่วยแก้อาการอาหารเป็นพิษหรืออาการท้องเดินได้ ซึ่งวิธีแก้ก็คือกินดอกอัญชันชุบแป้งทอด หรือจะดื่มน้ำอัญชันก็ได้ ทั้งนี้นอกจากดอกอัญชันแล้ว เรายังสามารถหาสารแอนโทไซยานินได้จากดอกกะหล่ำม่วงและมะเขือม่วงด้วยล่ะ

4. แก้ปวดท้อง

นอกจากสารชีวเคมีที่ได้จากพืชสีม่วง น้ำเงิน แดง อย่างแอนโทไซยานินแล้ว ในดอกอัญชันยังมีสารแอนติสปาสโมดิก (Antispasmodic) ที่มีฤทธิ์ลดอาการหดเกร็งในช่องท้อง สามารถแก้ปวดท้องให้เราได้ด้วยนะคะ โดยการกินดอกอัญชันแก้ปวดท้องสามารถนำดอกอัญชัน 1 กำมือมาต้มกับน้ำแล้วจิบเป็นชาได้เลย

5. แก้ฟกช้ำ ลดอาการบวม

สรรพคุณข้อนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับสารแอนโทไซยานินอีกครั้งค่ะ ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตในหลอดเลือดขนาดเล็ก ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปยังเซลล์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และพอมีเลือดไหลเวียนมาเลี้ยงเซลล์ผิวที่ฟกช้ำหรือบวมมากขึ้น อาการผิดปกติเหล่านี้ก็จะบรรเทาลงได้ นอกจากนี้สารแอนโทไซยานินก็มีสรรพคุณช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ด้วยนะคะ

6. แก้ปวดเมื่อย

นักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้แยกสารจากดอกอัญชันมาทำการทดลองแล้วพบว่า ในดอกอัญชันมีสารเทอร์นาทินส์ (Ternatins) ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด และมีผลคลายกล้ามเนื้อเรียบในร่างกาย จึงช่วยลดอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นได้ โดยให้นำดอกอัญชัน 1 กำมือมาต้มกับน้ำ แล้วจิบเป็นชา

7. แก้ปวดฟัน
ตำรับยาพื้นบ้านมีการนำรากอัญชันมาถูที่ฟัน เพื่อช่วยลดอาการปวดฟันและบำรุงฟันให้คงทนแข็งแรง หรือบดดอกอัญชันผสมกับยาสีฟัน เนื่องจากสารในรากและทั้งต้นของอัญชันมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยบำรุงเซลล์และชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้

8. แก้ปัสสาวะขัด

ในตำรายาไทยโบราณกล่าวไว้ว่า รากอัญชันมีฤทธิ์เย็น ช่วยขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ และเป็นยาระบายได้ โดยสามารถนำรากอัญชันล้างสะอาดมาต้มกับน้ำแล้วจิบเป็นชาเพื่อดื่มแก้โรคปัสสาวะขัด

9. แก้ท้องผูก

ทั้งเมล็ดและรากของอัญชันมีฤทธิ์เป็นยาระบาย สำหรับคนที่มีอาการท้องผูกจึงสามารถต้มรากหรือเมล็ดอัญชันเพื่อดื่มเป็นยาระบายได้ แต่อาจพบอาการข้างเคียงเป็นอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ในบางคน

10. แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย

อย่างที่บอกว่าในดอกอัญชันมีสารชีวเคมีที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย แค่แอนโทไซยานินก็เป็นทั้งสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านอาการอักเสบแล้ว อีกทั้งสารในดอกอัญชันยังช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ และมีสรรพคุณช่วยลดอาการบวมเนื่องจากมีฤทธิ์กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตในหลอดเลือดขนาดเล็ก ดังนั้นกับพิษแมลงสัตว์กัดต่อยจนมีอาการบวมแดง แค่ใช้ดอกอัญชันตำให้ละเอียดแล้วเอามาพอกบริเวณที่มีอาการก็จะช่วยบรรเทาฤทธิ์แมลงสัตว์กัดต่อยได้แล้วค่ะ

11. บรรเทาอาการโรคหอบหืด

รากอัญชันมีรสขมเย็น ใช้กินสดหรือต้มเป็นน้ำดื่มจะช่วยลดอาการอักเสบของหลอดลม และบรรเทาอาการโรคหอบหืดได้ เนื่องจากสารจากรากอัญชันจะช่วยลดอาการอักเสบ พร้อมระบายของเสียออกจากร่างกาย ส่งผลให้อาการหอบหืดและระบบทางเดินหายใจทำงานได้ดีขึ้น

12. คลายเครียด แก้นอนไม่หลับ

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในกลุ่มสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดต่าง ๆ ที่ได้จากส่วนลำต้นเหนือดิน ใบ ดอก และรากของอัญชัน มีฤทธิ์กระตุ้นการเรียนรู้และความจำ รวมทั้งมีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายความเครียด ลดอาการวิตกกังวล และยังมีฤทธิ์ช่วยในการนอนหลับ

13. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

สารแอนโทไซยานินในดอกอัญชันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย จึงช่วยลดอัตราการเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ รวมทั้งยังช่วยลดโอกาสเกิดภาวะเส้นเลือดอุดตันในสมองได้ด้วย โดยสารตัวนี้จะป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของไขมัน ที่เป็นสาเหตุของไขมันอุดตันเส้นเลือดนั่นเอง

14. ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง

สีจากสารแอนโทไซยานินเป็นที่กล่าวขวัญกันมาในหลายชนชาติ เนื่องจากมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ป้องกันแสงยูวี และต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งได้ด้วยนะคะ

อย่างไรก็ดี สรรพคุณทางยาบางอย่างของดอกอัญชันยังคงอยู่ในขั้นการทดลองและวิจัย ซึ่งยังจำเป็นต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนมากที่สุดต่อไป จึงยังไม่สามารถระบุขนาดและวิธีใช้ที่เหมาะสมได้

แต่อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของดอกอัญชันในการบรรเทาความเจ็บป่วยก็มีตำรับตำราเป็นยาโบราณมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นการบรรเทาอาการป่วยด้วยดอกอัญชันก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากดอกอัญชันเป็นสมุนไพรหาง่าย ปลูกง่ายในบ้านเราเนอะ ฉะนั้นในวันนี้เราเลยมีสูตรน้ำอัญชันและสูตรการทำอาหารจากดอกอัญชันมาฝากให้ลองทำรับประทานกันด้วยค่ะ

– 17 เมนูสีสวยด้วยดอกอัญชัน เสกของหวานอิ่มตาได้ ไม่ใช่แค่อิ่มท้อง

ทว่าอัญชันก็ใช่ว่าจะมีแต่คุณประโยชน์นะคะ เพราะโทษของดอกอัญชันก็มีเช่นกัน ซึ่งข้อควรระวังในการกินและใช้ดอกอัญชันก็มีดังนี้

โทษของดอกอัญชัน ใครกันต้องระวัง ?
– ควรระมัดระวังการรับประทานร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดหรือยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน และ warfarin เป็นต้น เนื่องจากอาจมีฤทธิ์เสริมกันจนเกิดอันตรายแก่ร่างกาย

– หากกินหรือดื่มดอกอัญชันมากเกินไป อาจเพิ่มภาระให้ไตทำงานหนักเพราะต้องขับสีจากดอกอัญชันออกมา ดังนั้นจึงควรดื่มและกินอัญชันแต่พอดี

– ผู้ป่วยโรคโลหิตจางก็ไม่ควรจะรับประทานดอกอัญชันรวมทั้งอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของอัญชันด้วย เพราะในดอกอัญชันนั้นมีสารที่มีฤทธิ์ในการละลายลิ่มเลือด อาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโลหิตจางได้

สมุนไพรดอกอัญชันมีสรรพคุณทางยาอยู่ไม่น้อย หากใครอยากใช้สมุนไพรไทยบรรเทาอาการป่วยที่ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร ก็น่าลองสรรพคุณของดอกอัญชันเหมือนกันนะคะ แถมอัญชันยังนำมาทำอาหารและเครื่องดื่มได้อีกหลายชนิดเลยด้วย…

Read More